แม้ว่าจุดประสงค์การชุมนุมของ "กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย" หรือ ม็อบกู้ชาติ กับ "กลุ่มคาราวานคนจน" หรือ "ม็อบเชียร์นายกฯ ทักษิณ" จะมีจุดประสงค์ที่ตรงข้ามกันอย่างชัดเจน แต่สิ่งที่เหมือนกันราวกับว่า "แกนนำของผู้ชุมนุมอ่านตำรามาเล่มเดียวกัน คือ รูปแบบการชุมนมที่นำไสยศาสตร์เข้ามาสร้างขวัญและกำลังใจให้ฝ่ายของตน"
ฝ่ายม็อบไล่นายกฯ ใช้พิธีกรรมทางไสยศาสตร์ทุกวิธีทางเพื่อให้นายกรัฐมนตรเสื่อม ขณะเดียวกันม็อบเชียร์นายกฯ ก็ไม่น้อยหน้ากัน ต่างนำสิ่งศักดิ์สิทธิ์และทำพิธีเสริมดวงบารมีให้นายกฯ ชนิดที่เรียกว่า "ฝ่ายหนึ่งทำอะไรอีกฝ่ายหนึ่งก็ต้องทำออกมาแก้เกมกัน"
"คม ชัด ลึก" รวบรวมเครื่องรางของขลังและพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ของม็อบทั้ง ๒ ฝ่ายทำ คือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นำมาใช้เป็นอันดับแรก คือ พระเครื่อง สุดแล้วแต่ฝ่ายใดจะเชื่ออย่างไร ใส่เสื้อจตุคามรามเทพ แขวนปลัดขิก ใส่เสื้อยันต์ออกศึก ส่วนพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ เช่น การเผาหุ่นผู้นำทั้ง ๒ ฝ่าย การเผาพริกเผาเกลือ จับใส่หม้อถ่วงวิญญาณ ฝังรูปฝังรอย ตุ๊กตาเสียกบาล นำรูปลอดใต้หว่างขาผู้มีประจำเดือน เป็นต้น
"ความเชื่อและพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ มีอยู่ในสังคมมนุษย์ทุกชาติพันธุ์ ไม่เฉพาะแต่คนไทยเท่านั้น ประเทศอื่นๆ ก็มีความเชื่อและพิธีกรรมทางไสยศาสตร์เช่นกัน" นี่คือความเห็นของ อ.ราม วัชรประดิษฐ์ อาจารย์ประจำสาขาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร จ.พิษณุโลก
อ.ราม บอกว่า พิธีกรรมทางไสยศาสตร์ของกลุ่มม็อบนั้นไม่เฉพาะม็อบขับไล่นายกฯ ทักษิณเท่านั้น มีมาทุกยุคสมัย วิธีการที่เห็นทั่วๆ ไป คือ เอาวัน เดือน ปีเกิด เอาดวงชะตาราศี รวมทั้งนำเสื้อผ้า เส้นผม เล็บมือ เล็บเท้า ตลอดจนสิ่งที่เกี่ยวข้องกับผู้ถูกกระทำพิธี มาประกอบในการทำพิธี เราเรียกกระบวนการนี้ว่า ฝังรูปฝังรอย เช่นการนำวัสดุต่างๆ เหล่านี้มาประกอบขึ้นเป็นหุ่น จากนั้นก็ทำพิธีทางไสยศาสตร์ เช่น การปักหมุด ฝังเข็ม ตอกทอย (เอาไม้แหลมๆ ตอกเข่าตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย) รวมทั้งอาจจะสาปแช่งด้วยการเผาพริกเผาเกลือ
พิธีกรรมหนึ่งที่เราเห็นจนชินตา คือ การบังสุกุลเป็น บังสุกุลตาย ถือว่าคนเก่าตายไปแล้วมีคนใหม่ฟื้นขึ้นมาแทน สิ่งที่คนเก่าๆ เคยทำไว้ก็ตกอยู่กับคนเก่า ในขณะที่บางคนเลือกที่จะเปลี่ยนชื่อ เพื่อให้เป็นคนใหม่ ถ้าเป็นสมัยโบราณตั้งแต่สมัยสุโขทัยก็ใช้ตุ๊กตาเสียกบาล (เอาตุ๊กตามาเด็ดหัวออก) เพื่อให้ตุ๊กตารับเคราะห์แทน
ส่วนการลอดท้องช้าง มีคติความเชื่อว่า ให้พ้นจากเคราะห์ ในขณะที่การขี่ช้างมีคติความเชื่อที่ว่า เป็นผู้นำของกองทัพในการออกรบ สามารถบังคับสัตว์ใหญ่ได้ ขนาดสัตว์ใหญ่ยังเชื่อฟัง ในขณะที่ความเชื่อของชาวจีนแผ่นดินใหญ่ การได้ขี่ช้างเท่ากับเป็นการขี่สัตว์นำโชค ซึ่งจะสังเกตได้ว่าคณะทัวร์จากมืองจีนจะต้องมีโปรแกรมขี่ช้างด้วย
"ถ้ามองในแง่ของหลักนักวิชาการ เราจะเห็นได้ว่า ส่วนประกอบของอวัยวะต่างๆ จะเป็นเซลล์หรือเนื้อเยื้อ อาจจะเป็นดีเอ็นเอ เมื่อนำมาประกอบพิธีก็จะส่งผลกระทบต่อเจ้าตัวโดยตรง ด้วยเหตุนี้คนโบราณจะไม่ตัดเล็บทิ้งเอาไว้ไม่เป็นที่ ไม่ทิ้งเศษผม รวมทั้งไม่เอาดวงชะตาราศีเกิดให้ผู้ใดโดยเด็ดขาด" อ.ราม กล่าว
สำหรับเหตุผลที่คติความเชื่อนี้ยังเหลืออยู่ในปัจจุบัน อ.ราม บอกว่า แม้ว่าวิทยาศาสตร์จะเจริญก้าวหน้าแล้วก็ตาม ด้วยเหตุที่ว่าเป็นความเชื่อที่สืบทอดกันมาเป็นเวลานาน เมื่อทำพิธีกรรมก็จะส่งผลต่อผู้ถูกกระทำโดยตรงอย่างรุนแรง ขณะเดียวกันจะส่งผลด้านจิตใจให้ผู้ถูกกระทำ เป็นธรรมดา เมื่อคนเราถูกกระทำด้วยพิธีกรรมอันลึกลับย่อมมีความไม่สบายใจเกิดความกังวลเป็นธรรมดา และความกังวลนี่เองเป็นเหตุให้เกิดความผิดพลาดในการตัดสินใจมากยิ่งขึ้น
ตัวผู้ถูกกระทำเมื่อเกิดความผิดพลาดในการตัดสินใจ ก็จะเอาเรื่องที่ถูกกระทำมาเป็นข้ออ้างถึงสาเหตุที่เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงขึ้นกับตนเอง เพราะฉะนั้นผู้ถูกกระทำจึงต้องหาวิธีการแก้เคล็ดแก้อาถรรพณ์ ในทำนองที่ว่า หนามยอกให้เอาหนามบ่ง จึงหาพิธีกรรมที่ลึกลับยิ่งกว่าเพื่อแก้ไข
"การชุมนุมครั้งนี้มีการนำเอาความเชื่อและพิธีกรรมทางไสยศาสตร์เข้ามาเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจ เช่น ในการเปิดชุมนุมวันแรก นายสนธิ นำระฆังจากวัดชนะสงครามเพื่อเอาฤกษ์เอาชัย เนื่องจากชื่อของวัดชนะสงครามเป็นนามมงคล ในกรณีการนำเอาธงหนุมาน ที่เรียกว่า ธงกระบี่ธุช เป็นสัญลักษณ์ของการปฏิบัติภารกิจตามตำรับพิชัยสงคราม นอกจากนี้แล้วผู้ร่วมชุมนุมทั้ง ๒ ฝ่าย ก็นำเครื่องตามคติความเชื่อของตนมาเสริมสร้างกำลังใจ" นี่คือข้อสังเกตของ อ.ราม ต่อกลุ่มผู้ชุมนุมทั้งสองฝ่าย
อ.ราม บอกด้วยว่า ครั้งหนึ่งเคยพูดคุยกับนายกฯ ทักษิณ ท่านบอกว่าไม่แขวนพระ เพราะมีพระอยู่ที่ใจ แต่ต่อมาภายหลังเมื่อสถานการณ์ทางการเมืองร้อนแรงมากยิ่งขึ้น เราจะเริ่มเห็นว่านายกรัฐมนตรีหันเข้ามาพึ่งพิธีกรรมทางความเชื่อมากขึ้นตามลำดับ เช่น เรื่องดวงดาว เรื่องพิธีกรรม ซึ่งก่อนหน้านี้มีข่าวว่า นายกฯ จะไปไหว้พระราหูวัดศรีษะทอง จ.นครปฐม เมื่อมีการตีข่าวออกมามากๆ นายกฯ ก็ต้องล่าถอย นอกจากนี้นายกรัฐมนตรียังพึ่งพิธีกรรมตามความเชื่อจากคนใกล้ชิด เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจมากยิ่งขึ้น
ด้าน พระราชวิจิตรปฏิภาณ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม ให้คติธรรมว่า พิธีกรรมการสาปแช่งไม่ใช่พิธีของพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าถือว่าเป็นปาณาติบาตอย่างรุนแรง (ฆ่ากันอย่างรุนแรง) และถือว่าเป็นมิจฉาสมาธิในทางพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าไม่สนับสนุน เพราะเป็นการสร้างเวรสร้างกรรมต่อกันไม่มีวันจบสิ้น
การเผาพริกเผาเกลือ เป็นการประท้วงและประจานอย่างหนึ่งเท่านั้น โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้ที่ถูกกระทำนั้นเจ็บแสบ อับอาย และเข็ด มิได้ทำเพื่อมุ่งหวังเอาชีวิต เหมือนเป็นการตักเตือนอย่างรุนแรง เพื่อให้ผู้ที่ถูกกระทำนั้นสำนึกกลับตัวโดยการขอขมาลาโทษ เพราะฉะนั้น ใครที่เอารัดเอาเปรียบประชาชน รวมทั้งกระทำไม่ดีต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ความเจ็บแสบปวดร้อนไม่ได้อยู่ที่การเผาพริกเผาเกลือ หากอยู่ที่คำสาปแช่งที่เข้าหู ซึ่งจะทำให้ผู้ฟังนั้นปวดแสบปวดร้อน โดยเฉพาะคำสาปแช่งของผู้อยู่ในศีลในธรรม แต่ถ้าผู้ถูกกระทำนั้นอยู่ในศีลในธรรม คำสาปแช่งนั้นก็ไม่เป็นผล
0 เรื่องและภาพ ไตรเทพ ไกรงู 0