คลื่นที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ที่โลกเคยเห็นนั้นมิใช่สึนามิ แต่เป็นคลื่นมหาชน ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๙
เมื่อประชาชนไม่ต่ำกว่า ๒ ล้านคนซึ่งชุมนุมกันในท้องถนนกรุงมนิลา กรูกันเข้าไปยังทำเนียบมาลากันยัง เพื่อขับไล่
ประธานาธิบดีเฟอร์ดินัน มาร์คอส ซึ่งปกครองฟิลิปปินส์มาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๘
เป็นครั้งแรกที่ประวัติศาสตร์โลกได้จารึกไว้ว่า พลังมหาชนได้ขับไล่ผู้ปกครองเผด็จการออกจากอำนาจโดยปราศจาก
การเสียเลือดเนื้อ
การเลือกวันชุมนุมใหญ่ในท้องสนามหลวง ในการขับไล่นายกรัฐมนตรีในวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์นี้ อาจเป็นเพียงเหตุการณ์
ประจวบเหมาะ หรืออาจเป็นการวางแผนมาแล้วเป็นอย่างดี ที่จะให้วิญญาณของนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ที่ขับไล่ประธานาธิบดี
จอมเผด็จการของฟิลิปปินส์ ออกจากอำนาจโดยแรงกดดันของประชาชน กลับมาเกิดขึ้นในประเทศไทย
ประวัติศาสตร์มักเกิดขึ้นซ้ำรอยเดิมเสมอ เป็นภาษิตที่คุ้นหูกันในหมู่นักวิชาการ และผู้คงแก่เรียนทั้งหลาย แม้ในมุมมอง
ของธรรมะ ซึ่งเห็นทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในสภาวะแห่งการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ในกระแสธาร อันเลื่อนไหลไปตามห่วงโซ่
ของปฏิจจสมุปปาทธรรม
มาร์คอส เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับผู้นำทั้งหลาย ซึ่งแม้จะเคยได้รับคะแนนนิยมจากการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น เนื่องจากนโยบาย
เอาใจประชาชน (ประชานิยม) และสามารถใช้พรรคพวกเพื่อนฝูงเข้าครองอำนาจทั้งในรัฐสภา กระทรวงทบวงกรมต่างๆ
แม้กระทั่งศาลสถิตยุติธรรม
อำนาจที่ล้นฟ้านั้น ล้มครืนลงได้ด้วยคลื่นมหาชน ที่ปักหลักยืนหยัดต่อสู้ติดต่อกันเพียง ๔ วัน
๒๖ กุมภา ในฟิลิปปินส์เมื่อยี่สิบปีที่แล้วนั้น แตกต่างจาก ๑๔ ตุลา หรือ พฤษภาทมิฬ ในประเทศไทย ตรงที่ ๒๖ กุมภานั้น
ไม่มีการเสียเลือดเนื้อ เผด็จการมาร์คอสหนีออกจากประเทศ และจบชีวิตของตนเองอย่างไม่มีแผ่นดินอยู่ แรงบันดาลใจให้
ประชาชนลุกฮือขึ้นขับผู้นำในครั้งนั้น ไม่ใช่เพราะความรักชาติ หรือระบอบประชาธิปไตย แต่เป็นเพราะความเกลียดชังในตัวผู้นำ
อย่างเหลืออด
กระนั้นเอง ๒๖ กุมภานี้ ห่วงโซ่ของปฏิจจสมุปปาทที่เกิดขึ้นในสังคมไทยยังไม่ถึงจุดเดือด เป็นความเกลียดชังในระดับเดียวกัน
กับ ๒๖ กุมภาในฟิลิปปินส์ แต่น่าจะเป็นการเริ่มต้นของวิกฤติทางการเมือง ที่ยืดเยื้ออีกครั้งหนึ่งของสังคมไทย
เมตฺตานนฺโท ภิกฺขุ
www.mettanando.com