ตราบใดที่กรรมชั่วยังไม่ส่งผล คนชั่วย่อมรู้สึกกระหยิ่มว่า
กรรมที่เขากระทำนั้นส่งผลหอมหวานราวกับน้ำผึ้ง
เป็นพุทธดำรัสตอนหนึ่งในธรรมบทที่อธิบายสภาพจิตใจ
ของคนชั่วทั้งหลายว่า มีความรู้สึกต่อผลกรรมของตนอย่างไร
เนื่องจากความดีและความชั่วนั้นเป็นสิ่งที่วัดกันด้วยเจตนา
ซึ่งเป็นเรื่องที่รู้เฉพาะตัว และเป็นธรรมดาที่มนุษย์ทุกคนจะมีความรักตัวเอง
เข้าข้างตัวเองเสมอ แม้กระทำความชั่วก็ยังคิดว่าตนเองจำเป็นต้องกระทำ มีเหตุผลเสมอไป
แต่การให้น้ำหนักของเหตุผลนั้น เป็นสิ่งที่เข้าข้างตัวเองอย่างเต็มที่
ทั้งที่สายตาของผู้ที่เป็นบัณฑิต หรือเป็นนักปราชญ์ทั้งหลาย จะประณามว่า
เป็นความชั่วช้า เลวทรามก็ตาม
ต่อเมื่อกรรมชั่วของเขาส่งผลแล้ว แทนที่จะกลับใจ หันมาสำนึกในกรรมชั่ว
ที่ตนเองได้กระทำ คนชั่วผู้นั้นก็จะร่ำพิไรรำพันว่าโลกนี้ช่างไม่ยุติธรรมสำหรับตัวเขาเลย
นอกจากนี้ยังคิดไปอีกว่า ประเทศชาตินั้นหมดอนาคตไปแล้ว
เพราะสังคมเต็มไปด้วยคนโง่ ที่ไม่รู้จักคุณค่าผู้ที่มีความสามารถ และความเก่งกาจเท่ากับตัวเขาและบริวาร
คนเดินดินธรรมดามักคิดว่า คนรวยแล้วย่อมไม่โกง เพราะเขาอิ่มแล้ว
และสรุปเอาเองว่า "คนที่มีอำนาจทางการเมือง และร่ำรวยจนล้นฟ้า
เป็นคนดีกันทั้งนั้น เขาไม่น่าจะโกงบ้านเมืองได้ เพราะด้วยเงินทองที่มีอยู่นั้น
เขาเกิดใหม่อีกพันชาติก็ใช้กันไม่หมดไม่สิ้น"
แต่สำนึกของทรราชนั้น เป็นสิ่งที่ปุถุชนเข้าใจได้ยาก ไม่แพ้จิตอัน
บริสุทธิ์ของพระอรหันต์เช่นกัน
ในจิตใจของคนชั่ว ที่เป็นทรราช รวยล้นฟ้า เขายังคงต้องโกงกินต่อไป
อีกไม่มีจบสิ้น ด้วยสำนึกที่เขาเห็นว่ากรรมชั่วแห่งการโกงบ้านโกงเมือง
อย่างชนิดที่กฎหมายกี่ฉบับก็เอาผิดไม่ได้ ไล่ไม่ทันนั้น เป็นความสวยงาม
อย่างหนึ่งทางการเมือง เป็นผลงานโบแดง งานศิลปะอันสุดยอดที่
ไม่มีนักธุรกิจคนใดสามารถกระทำอย่างเขาได้
เพราะเหตุนั้น เขาจึงสมควรเสวยอำนาจต่อไปไม่รู้จบสิ้น
เพื่อชื่นชมผลงานอมตะของตน
ในขณะเดียวกัน ในสายตาของทรราชพวกนี้ ประชาชนตาดำๆ
ก็เป็นเสมือนคนโง่ ซึ่งทั้งที่รู้ทั้งที่เห็นตำตา เหมือนเห็นช้างตายทั้งตัวถูกเชือด
ไปต่อหน้า ก็ยังไม่กล้าพูดกล้าวิจารณ์ เพราะเชื่อว่าทรราชผู้นั้นกำลังเสวยบุญเก่าจากชาติก่อน
หากเป็นเช่นนี้...ก็ถือได้ว่าบ้านเมืองนี้หมดสิ้นอนาคตแล้ว
0 เมตฺตานนฺโท ภิกฺขุ 0
www.mettanando.com