พอเริ่ม "ปีจอ" กระแสการแก้ไขรัฐธรรมนูญเริ่มร้อนแรงขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง โดยนักการเมือง วุฒิสมาชิกกลุ่มหนึ่ง และชาวพุทธ
โดยเฉพาะกลุ่มหลัก ซึ่งมีพระเถระผู้ใหญ่เป็นตัวจักรสำคัญ เพื่อต้องการให้ระบุอย่างชัดเจนในรัฐธรรมนูญว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนา
ประจำชาติของราชอาณาจักรไทย
ประเด็นนี้ได้เคยเป็นประเด็นร้อนมาตั้งแต่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดก่อน แต่ไม่เป็นผลในกระบวนการประชาธิปไตย
ทุกครั้งที่มีความพยายามที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ เมื่อนั้นกระบวนการแก้ไขเพื่อให้เพิ่มข้อความเรื่องศาสนาประจำชาติเป็นต้องผุดขึ้น
ขอมีส่วนร่วมทุกทีไป
ผู้ที่ออกมาเคลื่อนไหวให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ โดยมีการระบุอย่างเป็นหลักเป็นฐานในรัฐธรรมนูญนั้น นอกจาก
จะเป็นการขัดต่อหลักการทางรัฐศาสตร์แล้ว ยังเป็นการทวนกระแสหลักธรรมในพระพุทธศาสนาอีกด้วย
ในทางรัฐศาสตร์นั้น ผลที่จะเกิดขึ้นจากการกำหนดข้อความดังกล่าวจะทำให้เกิดประชาชนชั้น ๒ ขึ้นทันที โดยผู้ที่นับถือพุทธ
จะเป็นประชาชนชั้น ๑ และพี่น้องไทยที่นับถือศาสนาอื่นก็จะกลายเป็นประชาชนชั้น ๒ ซึ่งแม้รัฐธรรมนูญและกฎหมายจะมิได้ระบุว่า
มีสิทธิแตกต่างกัน แต่ความรู้สึกแบ่งแยก และถูกข่มเหง ก็จะเกิดขึ้นในฐานะที่ตนเป็นชนกลุ่มน้อย
ผลลัพธ์ก็คือ แทนที่รัฐธรรมนูญจะสร้างความสามัคคีภายในชาติ อันจะยังผลให้พี่น้องชาวไทยต่างศาสนาจากทุกภาคของประเทศ
สามารถทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวมได้อย่างเต็มภาคภูมิ
ก็จะกลายเป็นเอกสารที่สร้างความแตกแยกให้เกิดความรู้สึกที่ไม่ดี ระหว่างชาวพุทธและผู้ที่ไม่ใช่ชาวพุทธ อันเป็นชนกลุ่มน้อย
ของประเทศ ทั้งที่สภาพบ้านเมืองกำลังถูกวิกฤติภัยใต้ สร้างปัญหาให้อย่างมากในขณะนี้
การกำหนดพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ก็เท่ากับเป็นการเอาน้ำมันเทราดใส่กองไฟดีๆ นี่เอง
พระพุทธเจ้าเองก็ทรงโปรดเหล่าเวไนยสัตว์ให้ตั้งอยู่ในสันติ และความสามัคคี ทรงย้ำว่าพระพุทธศาสนาต้องไม่เป็นไปเพื่อ
ความเบียดเบียน ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม
ชาวพุทธบางคนอาจเห็นว่า สิ่งนี้เป็นการกระทำดี แต่ผลลัพธ์จะไม่เป็นดังที่ท่านคาดไว้ ท่านผู้หวังดีตั้งใจจะเอาบุญโดยการแก้ไข
รัฐธรรมนูญทั้งหลายควรถามตัวเองเถิดว่า
ขณะนี้ประเทศชาติของท่านยังบอบช้ำไม่พออีกหรือ ?
เมตฺตานนฺโท ภิกฺขุ
www.mettanando.com