วันเพ็ญเดือนสาม แขกเรียกเดือนนี้ว่าเดือน มาฆะ
จึงเป็นที่มาของ มาฆะบูชา ที่เราชาวพุทธฉลองเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญในพระพุทธศาสนา
แต่เรามักจะไปเน้นที่เรื่อง จาตุรงคสันนิบาต คือองค์ประกอบ ๔ อย่างที่มาประกอบเข้าในวันเพ็ญ
เดือนมาฆะ กล่าวคือ พระสงฆ์ ๑,๒๕๐ รูป มาประชุมพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ๑
ล้วนเป็น พระสงฆ์ที่พระพุทธเจ้าบวชให้เอง ที่เรียกว่า เอหิภิกขุ ๑ เป็นพระสงฆ์ที่ได้บรรลุธรรมเป็น
พระอรหันต์ทั้งหมด ๑ และในวันนั้นพระพุทธเจ้าทรงเทศน์สอนเรื่องโอวาทปาติโมกข์ อีก ๑
เด็กนักเรียนก็จะท่องจำ องค์ประกอบทั้ง ๔ นี้จนขึ้นใจ แต่หลายคนมักเข้าใจว่า
โอวาทปาติโมกข์ นั้น คือ ปาติโมกข์ หมายถึง สิกขาบท ๒๒๗ ข้อ ที่พระภิกษุถือ
พอเข้าใจไปอย่างนี้ ก็เลยนึกว่าไม่เกี่ยว กับเราชาวพุทธทั่วๆ ไป
ที่ วัตรทรงธรรมกัลยาณี จ.นครปฐม เราจะสวดโอวาทปาติโมกข์ทุกเช้า เพราะถือว่าเป็นเข็มทิศที่เราจะใช้เดินทางชีวิตในแต่ละวัน
คำสอนในโอวาทปาติโมกข์มีสองส่วน ส่วนแรก ซื่อ ตรง กระชับ ชี้นำสู่การปฏิบัติโดยตรงสำหรับเราชาวพุทธทุกคน นั่นก็คือ
สัพพะ ปาปัสสะ อกรณัง. กุสลสูปสัมปทา สจิตตะปริโยทปะนัง เอตังพุทธานะสาสะนัง
เว้นชั่ว ทำดี รักษาจิตให้ผ่องใส การละเว้นความชั่ว เราปฏิบัติตามได้โดยการรักษาศีล เอาเพียงฐานศีล ๕ ก็คุ้มครองตัวเราให้เป็นปกติได้แล้ว
เรารักษาใจของเราให้ตั้งมั่นในกุศล การแสดงออกทางวาจา และกาย จะสะท้อนคุณภาพของจิต จิตตั้งมั่นในกุศล ก็จะสั่งการให้พูดดี ทำดี สืบเนื่องกัน
ใจนั้นเป็นตัวกำหนดการกระทำของวาจาและกาย ในทางกลับกัน เมื่อวาจาและกายดำเนินไปด้วยดี ก็จะกลับมาส่งผลให้จิตใจของเราบริสุทธิ์ยิ่งๆ ขึ้น
ถ้าตั้งใจปฏิบัติเราก็จะได้ชื่อว่า ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธองค์โดยแท้
ส่วนที่สองเป็นของผู้บวช ทั้งภิกษุและภิกษุณี ขอโอกาสที่จะพูดถึงคราวต่อไป เป็นธรรมอีก ๖ ข้อ ที่งดงาม ก็คือ พระพุทธเจ้าในอดีตทั้งหลายก็สอนอย่างนี้แหละ
ถ้าเราไม่เชื่อพระพุทธเจ้าแล้วจะเชื่อใคร
ธัมมนันทา