ปัจจัยสี่ของชีวิต เราท่านทั้งหลายท่องจำขึ้นใจ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค
นั่นเป็นไปตามหลักสูตรการศึกษาที่อุตส่าห์ร่ำเรียนมา แต่ปัจจัยสี่ของจีนโบราณมีข้อแตกต่างบาง
ประการจากปัจจัยสี่ตามหลักสูตร ประกอบด้วย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และการเดิน
ข้อแตกต่างอยู่ที่ ยารักษาโรค กับ การเดิน นั่นแปลว่า ทางฝ่ายจีนโบราณแนะนำให้ใช้การเดินเป็น
ปัจจัยข้อที่ ๔ แทนยารักษาโรค หมายความให้ลึกไปกว่านั้นก็ว่า หากมีการเดินเป็นอาจิณวัตร
แล้วไซร้ ก็แทบจะไม่ต้องใช้ยารักษาโรคใดๆ เลย เพราะการเดินเป็นการป้องกันและรักษาโรค
ไปโดยปริยาย
เรื่องนี้น่าท้าทายสติปัญญาของคนในยุคทุนนิยมยิ่งนัก เพราะคนในยุคนี้ถูกสอนให้ฝังหัวในความเชื่อ
ที่ว่า ถ้าป่วยเป็นอะไรต้องไปหาแพทย์ แทบจะท่องคาถารักษาสุขภาพว่า "ต้องกินยา ต้องหาหมอ"
จนทำให้โรงพยาบาลเป็นคำตอบสุดท้ายของการดูแลสุขภาพ
ทางที่ควรแล้ว ประชาชนทั่วไปน่าจะช่วยแบ่งเบาภาระการดูแลสุขภาพจากมือแพทย์ลงบ้าง ด้วยการ
หมั่นดูแลปัจจัยสี่ของชีวิตตนเอง
คนทั่วไปในยุคนี้ มองเห็นการเดินเป็นภาระอันหนักเหนื่อยเมื่อยล้าน่าลำเค็ญ
เพราะเคยตัวกับการนั่ง รถยนต์ไปไหนมาไหน แน่นอนเราปฏิเสธการนั่งรถยนต์ได้ยาก
รถยนต์กลายเป็นความชั่วที่จำเป็น ต้องมี แต่เราควรพึ่งพามันให้น้อยที่สุด
และพึ่งพารถยนต์ส่วนตัวได้แก่ "รถก้าวก้าว" ให้มากกว่านี้ จนถึงมากที่สุด
นอกจากจะเป็นผลดีแก่สุขภาพร่างกายแล้ว ยังเป็นผลดีแก่สิ่งแวดล้อมที่ช่วยประหยัดพลังงานน้ำมันที่
ใกล้จะหมดจากโลกอยู่แล้ว รวมไปถึงผลดีในข้อที่ช่วยลดมลพิษอันเกิดจากควันเสียของรถยนต์
รวมความว่า คนในยุคนี้ควรจะใช้การเดินให้มากขึ้น หมั่นฝึกเดินอยู่เนืองๆ
เดินจนได้รับรู้ถึงผลดีของ การเดิน ทั้งที่เป็นผลดีแก่สุขภาพทางกายและสุขภาพทางสติปัญญา
โดยในช่วงแรกก็ควรสร้างวินัย ให้กับตนเอง ว่าจะต้องเดินให้ได้อย่างน้อยวันละกี่นาที
แล้วเดินให้ได้ตามนั้นอย่างแน่นอน อย่าเห็น ว่าเป็นเรื่องเสียเวลางาน การดูแลสุขภาพของตนให้ดี
มีความสดชื่น แข็งแรงทั้งทางกายและทางใจ นั่นแหละคือการดูแลรักษาประสิทธิภาพ
ในการทำงานได้เป็นอย่างดี
พระผู้ใหญ่รูปหนึ่งกล่าวว่า "พระและโยมที่ไม่ออกกำลังกายเป็นผู้ทำลายศาสนา"
สมณะจันทเสฏโฐ (ท่านจันทร์)
www.prajan.com