เริ่มปีใหม่ด้วยใจที่งดงาม
เวลานั้นเป็นสิ่งที่มีความอัศจรรย์อย่างหนึ่งคือ แม้ว่าวันแต่ละวันจะมีระยะเวลาเท่ากันทุกวัน
ทว่ามนุษย์แต่ละคนให้ความหมายกับเวลาไม่เท่ากัน คนที่อยู่ในห้วงแห่งความทุกข์มีความรู้สึกว่า
เวลาที่กำลังผ่านไปแต่ละนาทีช่างยาวนานเสียเหลือเกิน ส่วนคนที่กำลังอยู่ในความสุขกลับเห็นตรง
กันข้ามว่า เวลาผ่านไปเร็วเหลือเกิน เดี๋ยวอีกวันหนึ่งก็หมดไปอีกแล้ว เผลอๆ อีกปีหนึ่งก็หมดไปอีกแล้ว
เวลาที่ผ่านไปนั้นหากมองในทัศนะหนึ่งคือ ความเสื่อมของสังขารร่างกายซึ่งกำลังจะเสื่อมลง
ไปอยู่ตลอดเวลา ผู้ที่กำหนดจิตภาวนาตั้งมั่นในพระไตรลักษณ์มักจะไม่เห็นความสำคัญของเทศกาล
ขึ้นปีใหม่เพราะมันเป็นเพียงสิ่งที่ชาวโลกเขาสมมติกัน ความจริงก็คือว่า เราแก่ลงไปอีกหนึ่งปี หรือ
พูดอีกอย่างหนึ่งคือใกล้ความตายเข้าไปอีกหนึ่งปี ต่างหาก
เมื่อปลงอย่างนี้แล้วก็ไม่เห็นความจำเป็นที่จะไปเฉลิมฉลองปีใหม่อะไรกับเขา นั่งนอนอยู่ที่บ้าน
ทำภาวนาใจสบายกว่าเยอะเลย ชาวพุทธกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่เอาไตรลักษณ์เป็นใหม่ และมองอะไรต่อมิ
อะไรก็จะเพ่งถึงความเสื่อมของสังขารอยู่เป็นส่วนมาก เพื่อให้ปลงให้ตกนั่นเอง
ชาวพุทธอีกพวกหนึ่งกลับเห็นว่า ปีใหม่เป็นเทศกาลที่เป็นมงคลแม้ว่าจะเป็นสิ่งสมมติแต่ก็มี
ประโยชน์ที่จะได้พบหน้าญาติมิตรที่ห่างเหินกันไปนาน จะได้กระชับความสมัครสมานสามัคคีใน
ครอบครัว ได้เข้าวัดทำบุญใส่บาตร ฟังธรรมทำให้ใจสบาย และเป็นสิ่งที่ถือว่าเป็นมงคลเอาโชคเอา
ชัยให้ชีวิตที่จะเป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ดีกับวันใหม่นี้ก็เป็นการเริ่มต้นปีใหม่แบบจารีตนิยม
ชาวพุทธอีกพวกหนึ่งดีกว่านั้น คือ ใช้วันปีใหม่ในการเจริญปัญญา นึกย้อนทบทวนว่าปีที่ผ่านมา
นี้เราได้เรียนรู้อะไรเพิ่มขึ้นบ้างจากชีวิต? จริงอยู่ที่สังขารนั้นมีความเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา
แต่กระนั้นเวลาก็เป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์ได้เรียนรู้ ทำให้เกิดวุฒิภาวะของสติปัญญาและศีลธรรมของตน
ที่ดีกว่าปลงคือการสร้างปัญญาแห่งความสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นคู่กันไปด้วย หัดคิดทำอะไรใหม่ๆ ที่สร้าง
ประโยชน์แก่ครอบครัว สังคมและประเทศชาติกันบ้างเถอะ ปัญญาที่เกิดขึ้นนอกจากจะทำให้จิตใจแจ่มใส
เบิกบานแล้วยังเป็นการเริ่มต้นปีใหม่ที่สร้างสรรค์ ที่สำคัญคือต้องเพียรนำปัญญานั้นสร้างผลงานให้เป็นไป
ได้จริง มิใช่แต่เพียงนึกฝันในวันปีใหม่ ทำอย่างนี้ตนเองได้ประโยชน์และโลกก็ได้ประโยชน์เช่นกัน
โดย เมตฺตานนฺโท ภิกฺขุ
www.mettanando.com