ความคลาดเคลื่อนของข้างขึ้นข้างแรม
ระหว่างปฏิทินหลวง และปฏิทินโหรในปี ๒๕๔๙ นี้ จะไม่ตรงกันตั้งแต่วัน อาทิตย์
ที่ ๑ มกราคม(ปฏิทินหลวงจะเป็น ขึ้น ๒ ค่ำเดือน ๒ ส่วนปฏิทินโหร จะเป็น ขึ้น
๓ ค่ำเดือน ๒) จนถึงวันจันทร์ที่ ๒๖ มิถุนายน ซึ่งตรง กับขึ้น ๑ ค่ำ เดือน
๘ ข้างขึ้นข้างแรม ของปฏิทินทั้งสอง ถึงจะ ตรงกัน
ฝ่ายผู้จัดทำปิฏิทินโหรก็ยืนยันพร้อมยกหลักฐานมากล่าวอ้างถึงความถูกต้องของหลักการคิด
แต่ไม ่มีคำอธิบายไม่มีหลักฐานประกอบของผู้คำนวณและผู้จัดทำปฏิทินหลวง เมื่อไม่มีบทสรุปออกมา
ว่าวิธีการคิดของฝ่ายใดถูกต้อง ผลที่ออกมาก็คือ ปี ๒๕๔๙ ประเทศไทยมีปฏิทินให้ใช้
๒ แบบ ส่งผล ให้วันพระและวันสำคัญทางศาสนามี ๒ วัน
เมื่อไม่มีคำชี้แจงของผู้คำนวณและผู้จัดทำปฏิทินหลวง นักคำนวณปฏิทินและผู้ใช้ปฏิทินโหราศาสตร์
จึงพุ่งเป้าไปที่
พระราชครูวามเทพมุนี หัวหน้าคณะพราหมณ์หลวง สำนักงานราชวัง และ หัวหน้าคณะพราหมณ์
โบสถ์เทวสถาน(เสาชิงช้า) ว่า พิธีตรียัมพวาย-ตรีปวาย ปีนี้จะจัดขึ้นโดยกำหนดวันตามปฏิทินหลวง
หรือปิฏิทินโหราศาสตร์
พระราชครูวามเทพมุนี บอกว่า ทางคณะโบสถ์พราหมณ์ได้ร่วมประชุมพิจารณากันแล้วว่า
ในการกำหนด
พิธีตรียัมพวาย-ตรีปวาย ตามปฏิทินหลวง เพราะเป็นที่รู้ตรงกันทั่วประเทศ ว่าข้างขึ้นข้างแรมในการประกอบพิธี
นั้นตรงกับวันใด โดยในปีกำหนดพิธีในวันที่ ๕ ซึ่งตรงกับขึ้น ๖ ค่ำ เดือน
๒ นั้น ซึ่งเป็นปีใหม่ของพราหมณ์ การกำหนดวันดังกล่าวขอให้เข้าใจว่า เป็นเพียงอานัดสัญญาณของการเริ่มพิธีเท่านั้น
ไม่เกี่ยวข้องกัลฤกษ์ ในการ ประกอบพิะเพราะฤกษ์ในการประกอบพิธีต่างๆ นั้นจะใช้ปฏิทิน
โหราศาสตร์ในการคำนวณ
พิธีตรียัมพวายจะเริ่มระหว่างวันพฤหัสบดี ที่ ๕ - พฤหัสบดี ที่ ๑๙ มกราคม
๒๕๔๙ ตามคติความเชื่อของ พิธีนี้มีอยู่ ๒ อย่าง คือ เป็นการ บูชาพระอิศวร
๑๐ วัน และบูชาพระนารายณ์อีก ๕ วัน ในช่วงเวลา ดังกล่าวเชื่อว่า เทพทั้ง
๒ กลับมาเยี่ยมโลก ๑๕ วัน แต่ตามโบราณของพราหมณ์ใช้เวลาบูชาถึง ๓๐ วัน ตั้งแต่ขึ้น
๖ ค่ำเดือน ๒ ไป จนถึง ขึ้น ๗ ค่ำ เดือน ๓
ในปีนี้ถือว่าเป็นการอนุโลมยึดปฏิบัติตามปฏิทินหลวง เราจะทำช้าอีกสักวันก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร
ทั้งนี้เพื่อป้องกัน ความสับสนที่อาจจะเกิดขึ้นกับประชาชน แต่ในความเป็นจริงแล้วพิธีต้องเริ่มในวัน
พุธที่ ๕ มกราคม ๒๕๔๘ ตรงกับ ขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๒ ตามปฏิทินโหร ก่อนปฏิทินหลวง
๑ วันหัวหน้าคณะพราหมณ์กล่าว พร้อมกับบอกด้วยว่า
พิธีตรียัมพวายและโล้ชิงช้าของโบสถ์พราหมณ์ที่ถูกต้องจะกำหนดวันตามปฏิทินโหราศาสตร์
ในสมัยโบราณที่ยัง ไม่มีการทำปฏิทินออกแจกจ่ายกันอย่างแพร่หลาย ทางโบสถ์พราหมณ์จะต้องคำนวณฤกษ์ประกอบพิธีเอง
และปีนี้หาก คำนวณฤกษ์การประกอบพิธีเอง ต้องเป็นวันพุธที่ ๔ มกราคม ตรงกับขึ้น
๖ ค่ำเดือน ๒ และวันเวลาดังกล่าวจะไปตรงกับ ปฏิทินโหร
ตามประวัติความเป็นมานั้น พระอิศวรจะเสด็จลงมายังโลกมนุษย์ในวันดังกล่าว
จึงมีการจัดพิธีตรียัมปวายและ โล้ชิงช้าเพื่อเป็นการต้อนรับ การประกอบพิธีแบบไม่ถูกต้องตามประเพณี
ตามฤกษ์นั้น อาจทำให้เกิดความสับสน และคน อาจเข้าใจผิดคิดว่าจะทำเมื่อไหร่
ที่ไหน อย่างไร ก็ได้ ทั้งที่ความจริงแล้วไม่ใช่ หากเราจะรักษาประเพณีไว้ก็ควรรักษา
แบบที่ถูกต้องและต้องจัดเตรียมเครื่องบูชาให้ครบตามพระราชพิธี หากจัดเครื่องบูชาไม่ครบ
หรือทำพิธีไม่ถูกต้อง ก็เชื่อ กันว่าอาจทำให้เกิดเหตุอาเพทได้
สำหรับความสำคัญของพิธีตรียัมพวาย พระครูวามเทพมนี อธิบายว่า เป็นพิธีที่มิใช่เป็นพิธีเฉพาะสำหรับพระมหากษัตริย์
แต่เป็นพิธีโปรดให้ประกอบขึ้นเพื่อความสุข ความอุดมสมบูรณ์แก่พสกนิกร เป็นพิธีต่อเนื่องมาจากพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ
ซึ่งเป็นพิธีขอพรพระเจ้าให้พืชพันธุ์ธัญญาหารมีความอุดมสมบูรณ์ มีฝนตกตามฤดูกาล
ดังนั้นเมื่อเก็บเกี่ยวพืชผลแล้วมีความอุดมสมบูรณ์ดี จึงจัดการเฉลิมฉลองปีใหม่ที่ได้พืชพันธุ์ธัญญาหารมาแล้ว
จึงจัดถวายสักการะเป็นเทวบูชา และแสดงความกตัญญูถวายต่อผู้มีพระคุณคือเทพเจ้า
ซึ่งทำให้ประชาชนตระหนักได้ถึงความ ไม่ประมาทในการเพาะปลูก ประกอบกับความเชื่อว่าพระเป็นเจ้าได้เสด็จลงมาเยี่ยมชาวโลก
เพื่อดูแลความทุกข์สุข และตรวจสอบ ความมั่นคงของโลก จึงโปรดเกล้าฯ ให้ทำพิธีตรียัมพวาย-ตรีปวาย
ขึ้นบูชาเพื่อรับเสด็จและจัดพิธีฉลองรื่นเริงด้วย
ส่วนผลที่จะตามมาของการประกอบพิธีไม่ตรงตามฤกษ์นั้น หัวหน้าโบสถ์พราหมณ์
บอกว่า ถ้าจะอธิบายให้ฟังเข้าใจง่ายๆ คือ เราฉลองวันเกิดของท่านช้าไปวันหนึ่ง
แต่เราก็ฉลองวันเกิดให้ท่านอยู่ดี และการฉลองวันเกิดก็มีหลายวัน ฤกษ์ของการคำนวณ
นั้นจะคำนวณเวลาเพื่อให้ใกล้เคียงเวลาจริงมากที่สุด ในปฏิทินที่ใช้คำนวณฤกษ์มีการคลาดเคลื่อนอยู่แล้ว
จึงมีการบวกชดเชยตัวเลข ต่างๆ เข้าไป เพื่อให้ข้างขึ้นข้างแรมตรงกับดวงจันทร์บนท้องฟ้ามากที่สุด
พระราชครูวามเทพมุนี บอกด้วยว่า พิธีตรียัมพวายแม้ว่าจะเป็นประเพณีของพราหมณ์
แต่ไปตรงกับแนวปฏิบัติหรือหลักธรรม ของพระพุทธศาสนา เรื่องความกตัญญูรู้คุณธรรมชาติ
เช่นเดียวกับการทำบุญบูชาพระแม่โพสพ การนำข้าวที่เก็บเกี่ยวได้ไป สีเป็นข้าวสาร
จากนั้นนำไปหุงให้สุกแล้วก็ไปถวายพระ ของชาวนาไทยภูมิภาคต่างๆ นอกจากนี้แล้วยังเกิดความสามัคคี
ส่วนพิธีโล้ชิงช้านั้น ถ้ามองในแนวปรัชญาปัจจุบัน ก็คือ ผู้มีอำนาจ หรือผู้ใหญ่ก่อนที่ทำอะไรลงไปนั้น
ควรจะตรวจสอบ ความผิดพลาดอย่างน้อย ๓ ครั้ง เช่นเดียวกับพระพรหมแม้ว่าจะเป็นผู้มีฤทธิ์
ก็ยังต้องทดสอบความแข็งแรงของโลกถึง ๓ ครั้ง ก่อนจะเนรมิตสิ่งอื่นๆ ให้เกิดบนพื้นโลก
เมื่อถามถึงการรื้อฟืนพิธีโล้ชิงช้าง ซึ่งเป็นส่วนของของพิธีตรียัมพวายอีกหรือไม่นั้น
พระครูวามเทพมุนีบอกว่า ในฐานที่ ปรึกษาก็เห็นด้วยกับการบูรณะซ่อมแซม ขณะเดียวกันก็เสนอให้ใช้เสาจริงต้นเดียว
เพราะในวันข้าง หน้าหากบ้านเมืองมีความสงบสุข ร่มเย็น อุดมสมบูรณ์ และเจริญขึ้นทุกๆ
ด้าน อาจจะมีการรื้อฟื้นพิธีโล้ชิงช้า ขึ้นมาอีกครั้ง โดยสามารถใช้เสาชิงช้าประกอบพิธีจริงๆ
"หากได้รับเชิญจากใคร หรือหน่วยงานใดในการประกอบพีบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิจะใช้ปฏิทินโหรในการคำนวณวางดวงฤกษ์
ซึ่งข้างขึ้นข้างแรมจะไม่ตรงกับปฏิทินหลวงอย่างที่ประชาชนทั่วๆ ไปใช้อยู่
การคำนวณไม่ได้ยึดข้าง ขึ้นข้างแรมอย่างเดียว หากต้อง ยึดตำแหน่งดาวบนท้องฟ้าด้วย"
พระราชครูวามเทพมุนี กล่าว
พิธีตรียัมพวาย-ตรีปวาย สำคัญไฉน?
พระราชพิธีตรียัมพวาย
เป็นพิธีส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ของพราหมณ์ เชื่อกันว่าเทพเจ้าเสด็จมาเยี่ยมโลกทุกปีจึงจัดพิธ
ีต้อนรับให้ใหญ่โตเป็น พิธีหลวงที่มามานานแล้ว ในสมัยรัตนโกสินทร์ได้จัดกันอย่างใหญ่โตมาก
กระทำพระราชพิธีนี้ที่เสาชิงช้า หน้าวัดสุทัศน์ ชาวบ้านเรียกพิธีนี้ว่า "พิธีโล้ชิงช้า"
พิธีนี้กระทำในเดือนอ้าย ต่อมาเปลี่ยนเป็นเดือนยี่
เอกสารของเทวสถานโบสถ์พราหมณ์อธิบาย ได้อธิบาย คำว่า ตรียัมพวาย-ตรีปวายนี้
ไว้ว่า เพี้ยนจากภาษาทมิฬว่า "ติรุเวมปาไว" มีสองพิธีต่อกัน คือ พิธีตรียัมพวาย
กับ พิธีตรีปวาย กล่าวคือ พิธีตรียัมปวายเป็นพิธีฝ่ายพระอิศวร ส่วน พิธีตรีปวายเป็นพิธีฝ่ายพระนารายณ์
กระทำติดต่อกันไป แบ่งเป็นสามขั้นตอน คือ
ตอนแรก เป็นพิธีเปิดประตูศิวาลัยไกรลาส อัญเชิญเทพเจ้าลงสู่มนุษย์โลก เพื่อทรงประทานพร
จากนั้นเป็น พิธีโล้ชิงช้า ของนาลิวันเพื่อหยั่งความมั่นคงของโลกว่าจะมีความแข็งแรงทนทานดีอยู่หรือไม่
ตอนที่สอง เป็นกรรมพิธีของพราหมณ์ กล่าวสรรเสริญเทพเจ้า ถวายข้าวตอกดอกไม้
เครื่องกระยาบวช โภชนาแก่เทพเจ้า สิ่งเหล่านี้เป็นอาหารทิพย์ เมื่อถวายแด่องค์เทพเจ้าแล้ว
จะได้นำมาแจกจ่ายแก่มวลมนุษย์ เพื่อความสวัสดิมงคลแก่ผู้บริโภค
ตอนที่สาม เป็นกรรมพิธีสรงน้ำเทพเจ้า เสร็จแล้วอัญเชิญสู่หงส์ ซึ่งเป็นพาหนะที่นำองค์เทพเจ้ากลับคืนสู่วิมาน
ตอนนี้เรียกว่า กล่อมหงส์ หรือ ข้าหงส์
เดิมทีนั้นพระราชพิธีตรียัมพวายตรีปวาย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในพระราชพิธีสิบสองเดือนมาตั้งแต่ครั้งสมัยกรุงสุโขทัย
และ กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีจะทำกันในเดือนอ้าย (ธ.ค.) ครั้นเมื่อถึงในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์จึงได้เปลี่ยน
มาทำในเดือนยี่ (ม.ค.)
พิธีนี้ถือเป็นพิธีขึ้นปีใหม่ของพราหมณ์ ซึ่งในหนึ่งปีพระอิศวรจะเสด็จมาเยี่ยมโลก
๑๐ วัน พราหมณ์จะประชุมที่ เทวสถานพระอิศวรแล้วผูกพรตชำระกายสระเกล้าเตรียมรับเสด็จพระอิศวรพิธีโล้ชิงช้า
มีที่มาจากคัมภีร์ เฉลิมไตรภพซึ่งกล่าว ว่าพระอุมาเทวีทรงมีความปริวิตกว่าโลกจะถึงกาลวิบัติ
พระนางจึงทรงพนันกับพระอิศวร โดยให้พญานาคขึงตนระหว่างต้น พุทราที่แม่น้ำแล้วให้พญานาคแกว่งไกวตัว
โดยพระอิศวรทรงยืนขา เดียวในลักษณะไขว่ห้าง เมื่อพญานาคไกวตัวเท้าพระอิศวร
นั้นไม่ตกลง แสดงว่าโลกที่ทรงสร้างนั้นมั่นคง แข็งแรงพระอิศวรจึงทรงชนะพนัน
ส่วนพิธีโล้ชิงช้า ถือเป็นพิธีกรรมวันปีใหม่แบบโบราณของพราหมณ์ในดินแดนชมพูทวีป
เชื่อกันว่าเป็นพิธีกรรม ที่จัดขั้นเพื่อ เสริมความเป็นสิริมงคลให้กับชีวิต
ตามความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ซึ่งเชื่อกันว่าพระอิศวรเป็นเจ้า เสด็จลงมาเยี่ยมโลกมนุษย์
ปีละครั้งในเดือนยี่ ครั้งหนึ่งกำหนด ๑๐วัน คือจะลงมาในวันขึ้น ๗ ค่ำ และวันแรม
๑ ค่ำ เสด็จขึ้นกลับ คณะพราหมณ์จึงได้จัด พิธีต้อนรับขึ้นในระยะเวลาดังกล่าว
เพื่อความเป็นศรีสวัสดิมงคลแก่พระนคร
คำอธิบายเรื่องพิธีโล้ชิงช้า
ในเอกสารของเทวสถานโบสถ์พราหมณ์ว่า จัดแสดง ตำนานเทพเจ้าสร้างโลก โดยเสา
ทั้งสอง ข้างแทนภูเขาใหญ่ ผู้โล้ชิงช้าเป็น ตัวแทน พญานาค มายื้อยุดทดสอบกำลังความแข็งแรงของโลก
พระยายืนชิงช้าเป็นตัวแทน พระอิศวรมาเยี่ยมชมโลก และทดสอบความแข็งแรงโดยยืนขาข้างเดียว
แต่พิธีนั้น ให้พระยานั่งไขว่ห้างแทน
สำหรับในประเทศไทย ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อแรกสถาปนาพระนคร
ทรงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้สร้างเทวสถาน สำหรับพระนครขึ้น เพื่อเป็นที่ประกอบศาสนกิจพระราชทานแก่
คณะพราหมณ์ โดยทำเป็นสามสถานเพื่อประดิษฐานพระอิศวร พระมหาวิฆเนศวรและพระนารายณ์
ส่วนการสร้างเสาชิงช้านั้น ก็เนื่องมาจากมีพราหมณ์นาฬิวันชาวเมืองสุโขทัยผู้หนึ่ง
นามว่า "พระครูสิทธิชัย(กระต่าย)" ได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลต่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชว่า
ในการประกอบพิธีตรียัมปวายอันเป็น ประเพณีของพรหมณ์ที่มีมาแต่โบราณนั้น จำเป็นต้องมี
"การโล้ชิงช้า"
รัชกาลที่ ๑ จึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเสาชิงช้าขึ้นในวันที่ ๘ เมษายน เพื่อเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความเป็น
ศูนย์กลาง ของพระนคร และใช้ประโยชน์ในพระราชพิธีตรียัมปวาย เมื่อมีการสร้างโรงแก๊สขึ้นในสมัยรัชกาลที่
5 จึงย้ายมาตั้งตรง บริเวณปัจจุบัน ส่วนพิธีโล้ชิงช้าซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพระราชพิธีได้ยกเลิกไปในสมัยรัชกาลที่
7 ปัจจุบันการประกอบ พระราชพิธีนี้จะกระทำเป็นการภายในเทวสถานเท่านั้น
เรื่อง ไตรเทพ ไกรงู