![]() ![]() ![]() |
|
![]() | ||||||||
|
![]() "ความไม่ตรงกันของข้างขึ้นข้างแรม ระหว่างปฏิทินหลวงและปฏิทินโหร ที่เกิดขึ้นช่วงปี ๒๕๔๘-๒๕๔๙" เป็นข้อถกเถียงของนักคำนวณปฏิทินที่ยังหาข้อสรุปไม่ ต่างฝ่ายก็ต่างยึดว่าตัวเองถูกโดยยกข้ออ้างต่างๆ นานา ผลสรุปออกมาก็ คือ "ปี ๒๕๔๙ นี้ ปฏิทินทั้งสองสำนักยังแตกต่างกัน จนกว่าจะถึงวันจันทร์ที่ ๒๖ มิถุนายน ข้างขึ้นข้างแรมถึงจะตรงกัน" ขณะเดียวกันมีสิ่งที่น่าสนใจไม่น้อยยิ่งกว่ากัน คือ "การนับและการใช้ พ.ศ.ของประเทศที่นับถือพุทธศาสนา" ซึ่งทั้งโลก มีประเทศไทยเพียงประเทศเดียวที่ปีนี้ คือ พ.ศ.๒๕๔๙ และใช้อย่างเป็นทางการ ส่วนประเทศที่นับถือพุทธศาสนาอื่นๆ เช่น ศรีลังกา พม่า ตรงกับ พ.ศ. ๒๔๕๐ การนับ พ.ศ. จนมีการตั้งคำถามว่า "ปีนี้ พ.ศ.๒๕๔๙ จริงหรือ?" การนับ พ.ศ. ของชาวพุทธนั้นนับตามปีที่พระพุทธเจ้าดับขันธ์ปรินิพพาน (ตาย) คือ ปีที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานนับเป็นปีที่ ๑ ซึ่งเป็นวิธีการนับปีแบบเดียวกับที่ใช้กันในศาสนาเชนที่เริ่มต้นนับปีที่พระศาสดามหาวีระ หรือนิครนถ์ นาฏบุตร เสด็จเข้าสู่เกวลินเช่นเดียวกัน (คือ ตาย ซึ่งในศาสนาเชน เกวลิน คือสภาวธรรมที่สูงสุด เทียบได้กับ นิพพาน ในพระพุทธศาสนา) จากคำพูดของพระสารีบุตรในสังคีติสูตรทำให้เราทราบว่า ศาสดามหาวีระ หรือนิครนถ์ นาฏบุตร นั้นเสียชีวิตไปก่อนพระพุทธเจ้า และต่อมาสาวกของเชนได้แตกออกเป็นสองพวกเนื่องจากคำสอนที่ไม่ชัดเจนของศาสดาของตน สำหรับความสำคัญของการนับ พ.ศ. นั้น พระ ดร.มโน (เมตฺตานนฺโท ภิกฺขุ) อาจารย์พิเศษคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศูนย์ไทยศึกษา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และที่ปรึกษาเลขาธิการใหญ่องค์การสมัชชาศาสนาเพื่อสันติแห่งโลก สังกัดองค์การสหประชาชาติ บอกว่า การนับ พ.ศ.นั้นมิใช่มีความสำคัญเฉพาะต่อชาวพุทธทั่วโลกเท่านั้น แต่มีความสำคัญยิ่งต่อการศึกษาประวัติศาสตร์ของประเทศอินเดีย เนื่องจากยุคประวัติศาสตร์ของประเทศอินเดียนั้นเริ่มยุคพุทธกาล ก่อนหน้ายุคของพระองค์นั้นไม่มีบันทึกทางประวัติศาสตร์ใดๆ ที่ทำให้คนยุคหลังเข้าใจความเป็นอยู่และเหตุการณ์ต่างๆ ของอินเดียโบราณ ไม่ว่าจะเป็นทางศาสนาและความขัดแย้งทางการเมือง หลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่นักประวัติศาสตร์อินเดียโบราณใช้อ้างอิงคือพระไตรปิฎก ซึ่งปัจจุบันทำให้เราทราบถึงชื่อของกษัตริย์ แคว้นสำคัญๆ ต่างๆ ระบอบการปกครอง ประเพณี วัฒนธรรมตลอดจนความขัดแย้งต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างกษัตริย์ในยุคพุทธกาลอาจเรียกได้ว่าพระพุทธศาสนาเป็นส่วนสำคัญในการสร้างประวัติศาสตร์ของอารยธรรมอินเดียก็ได้ นับตั้งแต่ยุคนั้นเป็นต้นมาก็ได้เกิดการแพร่หลายของการเขียน เป็นยุคที่ได้จากนักเดินทาง คัมภีร์ทางศาสนายุคหลังๆ เกิดความชัดเจนขึ้น และภายหลังเมื่อพระพุทธศาสนาได้แผ่ขยายเข้าไปสู่ดินแดนต่างๆ ของทวีปเอเชีย ก็เป็นเหตุให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในดินแดนต่างๆ ที่ได้เข้าไปถึง การนับปีเริ่มต้นของพระพุทธศาสนาโดยการนับตาม พ.ศ.จึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งต่อประวัติศาสตร์และประเพณีวัฒนธรรมของอีกหลายประเทศในเอเชีย การนับ พ.ศ.ที่ใช้กันในประเทศไทยนั้นนับตามตำนานของคัมภีร์ทีปวงศ์ ซึ่งได้รับตกทอดจากประเทศศรีลังกา กระนั้นเองก็มีประเพณีการนับที่แตกต่างกันเล็กน้อยในหมู่ของประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาแบบเถรวาทด้วยกัน คือในศรีลังกา และพม่านับปีล่วงหน้าก่อนประเทศไทยไปหนึ่งปี คือ แทนที่จะใช้ พ.ศ.๒๕๔๘ เขานับเป็น พ.ศ.๒๕๔๙ คือนับว่าเมื่อพระพุทธเจ้าดับขันธ์ปรินิพพานก็นับเป็นปีที่ ๑ เลย ในขณะที่ประเทศไทยนับระยะเวลาที่ผ่านไปครบรอบหนึ่งปีแล้วจากการดับขันธ์ปรินิพพานจึงนับ ๑ คือ เป็นการนับระยะเวลาที่ล่วงมาจากการดับขันธ์ปรินิพพานของพระพุทธเจ้า มิใช่นับปีที่ แต่อย่างไรก็ตาม วิธีการนับแบบของศรีลังกาและพม่านั้นมิได้เป็นการนับ พ.ศ.ที่ใช้อย่างเป็นทางการในประเทศของตัวเอง คือเป็นระบบที่ใช้เฉพาะในวัดหรือในชุมชนชาวพุทธเท่านั้น รัฐบาลของประเทศพุทธเหล่านี้แม้เป็นประเทศที่นับถือพุทธ การนับเวลานับปีก็ใช้ปีสากลคือ ค.ศ. แทนที่จะเป็น พ.ศ. การนับ พ.ศ.นั้นมีวีธีคิดหลายวิธี ขึ้นอยู่กับหลักฐานที่ยกขึ้นมาอ้างอิง แต่ทุกวิธีที่ยกมาต้องสามารถให้เหตุผลที่จะประมาณระยะเวลาระหว่างการดับขันธ์ปรินิพพานของพระพุทธเจ้ากับการขึ้นครองราชย์ของพระเจ้าอโศกมหาราชนั้นห่างกันเท่าใด เนื่องจากศิลาจารึกของพระเจ้าอโศกหลักหนึ่งได้ทรงเอ่ยพระนามของกษัตริย์ฟาโรห์ แห่งอียิปต์พระองค์หนึ่ง คือ ปโตเลมี ฟิลาเดลฟัส ว่า เป็นกษัตริย์ที่ทรงครองราชย์อยู่ และนักประวัติศาสตร์สามารถเทียบเคียงได้กับการนับ ค.ศ. และทำให้สามารถคำนวณย้อนกลับมาได้ว่า ณ ปีใดที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน จากการคำนวณตัวเลขจากคัมภีร์ทีปวงศ์นั้นอายุของกษัตริย์พระองค์ต่างๆ ตั้งแต่สมัยพุทธกาลเรื่อยมาจนถึงสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชและศรีลังกา ซึ่งเมื่อนำมาเปรียบกับหลักศิลาจารึกของพระเจ้าอโศกมหาราชอีกหลักหนึ่งที่พระองค์ทรงระบุว่าอยู่ห่างจากพระพุทธเจ้า ๒๐๐ ปี และตัวเลขปีที่พระพุทธเจ้าดับขันธ์ปรินิพพานได้คือ ๕๔๓ ก่อน ค.ศ. (ตามแบบการนับของไทย) หรือ ๕๔๔ ก่อน ค.ศ. (ตามแบบการนับของศรีลังกาและพม่า) ตำนานที่ใช้เป็นหลักฐานในการคำนวณโดยถือเอาคัมภีร์ทีปวงศ์จากศรีลังกานี้มีชื่อในภาษาวิชาการว่า The Uncorrected Long Chronology อย่างไรก็ตาม นักวิชาการในรุ่นต่อมาเกิดความสงสัยว่าการนับ พ.ศ.ตามตำนานของคัมภีร์ทีปวงศ์ของศรีลังกานี้ อาจมีความคลาดเคลื่อนเนื่องจากเมื่อตรวจสอบกับหลักฐานของพระพุทธศาสนานิกายอื่นหรือกับการนับปีในศาสนาเชนแล้วไม่ตรงกัน คือการนับ พ.ศ.ในระบบนี้ทำให้ตัวเลขที่สูงกว่าการนับของนิกายอื่น เช่น จีน ทิเบต และศาสนาเชน ซึ่งหากนับตาม พ.ศ.ของไทยแล้วพระพุทธเจ้าได้เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานก่อนนิครนถ์ นาฏบุตร เกือบ ๒๐ ปีทีเดียว ทั้งที่ข้อความในพระไตรปิฎกที่บอกว่านิครนถ์เสียชีวิตไปก่อนพระพุทธเจ้า นักวิชาการบางคนจึงนำตัวเลขที่ได้จากตำนานจากศรีลังกามาวิเคราะห์ใหม่แล้วแก้ไขได้ตัวเลขใหม่โดยตัดชื่อกษัตริย์บางองค์ออก และได้ตัวเลขใหม่คือ ๔๘๐ ก่อน ค.ศ. และเรียกว่า Corrected Long Chronology ซึ่งปรากฏว่าใกล้เคียงกับตำนานของมหายาน คือ ๔๘๖ ก่อน ค.ศ. ซึ่งปัจจุบันถูกเรียกว่า The Short Chronology พระ ดร.มโน บอกด้วยว่า ปัจจุบันนักวิชาการพบว่าชาวพุทธนิกายต่างๆ มีวิธีการนับ พ.ศ.ที่แตกต่างกันออกไปอีกหลายแบบ แม้ว่าทุกนิกายจะนับตามปีที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานเหมือนกันก็ตาม เช่น การนับปีของพระจีนในมณฑลกวางตุ้ง ใช้วิธีการนับหยดหมึก (Dotted Record) ซึ่งเป็นคัมภีร์ที่ได้รับตกทอดมาจากประเทศอินเดีย ซึ่งทุกปีจะมีการหยดหมึกไปบนคัมภีร์หยดหนึ่ง เรียกกันต่อๆ มา จากบันทึกหยดหมึกนี้ได้ตัวเลขที่คำนวณออกมาคือ ๔๘๖ ก่อน ค.ศ. และหลักฐานในคัมภีร์มหายานอื่นอีกเช่น ในคัมภีร์มหาเมฆสูตร ได้กล่าวว่า พระเจ้าอโศกมหาราชห่างจากพุทธกาล ๑๒๐ ปี ในขณะที่ท่านวสุมิตร และท่านภวัยะ กล่าวว่า ห่างกัน ๑๑๖ ปี และ ๑๖๐ ปี เป็นต้น และตำนานของมหายานในคัมภีร์ของทิเบตและจีนนั้นระบุคร่าวๆ ว่าการเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานของพระพุทธเจ้านั้นห่างจากการขึ้นครองราชย์ของพระเจ้าอโศกมหาราชประมาณ ๑๐๐ ปี (ซึ่งหากนับตามตำนานของคัมภีร์ทีปวงศ์และคัมภีร์ของทิเบตบางฉบับ คือ ๒๑๘ ปี) ระยะเวลาของตำนานสองชุดนี้ คือ Long Chronology กับ Short Chronology เป็นตัวเลขที่แตกต่างกันกว่าหนึ่งร้อยปีทีเดียว นักวิชาการยุคใหม่บางคนจึงเสนอตัวเลขปีที่พระพุทธเจ้าดับขันธ์ปรินิพพานว่าน่าจะประมาณ ๓๘๐ ถึง ๔๐๐ ปีก่อน ค.ศ. บางท่านเสนอ ๓๕๐-๔๒๐ ปีก่อนก่อน ค.ศ.บ้าง แต่โดยสรุปก็ยังไม่มีนักวิชาการผู้ใดที่จะสามารถยืนยันฟันธงได้ว่าพระพุทธเจ้าได้เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ณ ปีใดอย่างแน่นอน ตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงสมมติฐานทางวิชาการที่ขึ้นกับหลักฐานและวิธีการที่นำมาใช้ในการวิเคราะห์ กระนั้นก็ตาม ในปัจจุบันชาวพุทธและชาวอินเดียได้ใช้ตัวเลข ๕๔๓ และ ๕๔๔ เข้าไปบวกเข้ากับ ค.ศ.เพื่อระบุปีที่พระพุทธเจ้าทรงดับขันธ์ปรินิพพานและเป็นปีเริ่มต้นของพระพุทธศักราช และมีการเฉลิมฉลองกึ่งพุทธกาลเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๙ ในประเทศพม่า ศรีลังกา และอินเดีย และ พ.ศ.๒๕๐๐ ในประเทศไทย แม้องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (พ.ส.ล.) ตระหนักถึงความเห็นที่หลากหลายในเชิงวิชาการว่าด้วยการนับ พ.ศ. เกรงว่าอาจทำให้ชาวพุทธมีความลังเล ต่อมาจึงได้มีมติอย่างเป็นทางการให้ชาวพุทธทั่วโลกนับ พ.ศ.ตามตำนานของคัมภีร์ทีปวงศ์หรือ The Long Chronology นี้เป็นต้นมา "ความจริงมีอยู่ว่าหลักฐานทางคัมภีร์ในพระพุทธศาสนา และการศึกษาทางโบราณคดีนั้นมิอาจให้คำตอบที่ชี้ชัดฟันธงลงไปได้ว่า ณ ปีใดแน่ที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน เนื่องจากเป็นระยะเวลาที่นานกว่าสองพันปี และพุทธศาสนามีนิกายต่างๆ ที่มีบันทึกของตนและวิธีการนับที่แตกต่างกันออกไป" พระ ดร.มโน กล่าวพร้อมกับบอกด้วยว่า นอกจากนี้แล้วปัญหาประการสำคัญอย่างหนึ่งของวัฒนธรรมอินเดียคือความไม่ใส่ใจในประวัติศาสตร์ของตน ซึ่งก็มีลักษณะคล้ายคลึงกับวัฒนธรรมไทย ที่ประชาชนไม่สนใจในการจดบันทึกเหตุการณ์ต่างๆ เมื่อเวลาผ่านไปนานแล้วคนชั้นลูกหลานทั้งหลายจึงค่อยหันมาให้ความสนใจกับเหตุการณ์นั้นๆ "การนับปีนั้นแม้ว่าจะเป็นเรื่องของศาสนาก็ตาม แต่ในความเป็นจริงแล้วก็มีมิติทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่มิใช่น้อยเช่นกัน เป็นต้นว่าทำให้ประชาชนในประเทศมีความรู้สึกว่าประเทศของตนมีเอกภาพและเอกลักษณ์ที่แตกต่างไปจากต่างประเทศ และสำหรับคนไทยแล้วการใช้ พ.ศ.เป็นการนับปีอย่างเป็นทางการนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งที่จรรโลงความเป็นชาติไทยและความเป็นประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ" พระ ดร.มโน กล่าวทิ้งท้าย
|
||||||
| ||||||
![]() | ||||||