"บน"
กับ "แก้บน" ถือว่าเป็นของคู่กัน และอยู่คู่กับสังคมไทยมาเป็นเวลาช้านาน สุดแล้วแต่ใครจะบนขออะไร
เรียกว่า "บนขอทุกเรื่อง" เมื่อสมหวังในสิ่งที่บนขอไว้ก็จะสรรหาสิ่งที่บนไว้
เช่น การถวายของเซ่นไหว้ การปิดทอง การจัดแสดงมหรสพถวาย ฯลฯ
สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่คนนิยมบนนั้น เริ่มตั้งแต่ศาลพระภูมิเจ้าที่ของบ้านตัวเอง
สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ประจำท้องถิ่น ตั้งแต่หมู่บ้าน ประจำตำบล ไปจนถึงระดับประเทศ
ส่วนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ระดับประเทศที่คนนิยมไปบน คือพระบรมราชาอนุสาวรีย์ของบูรพมหากษัตริย์ในอดีต
ส่วนของที่นำไปถวายแก้บนนั้น คนไทยมีความเชื่อสืบต่อกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันว่า
"ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ท่านชอบหรือโปรดปรานของสิ่งใด เมื่อตายไปแล้วก็ยังคงชอบและโปรดปรานสิ่งนั้นๆ"
ของแก้บนที่เห็นโดยทั่วๆ ไปก็คงเป็นของเซ่นไหว้ธรรมดา เช่น หมู เห็ด เป็ด
ไก่ ผลไม้ต่างๆ แต่สำหรับที่ พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช บริเวณหน้าวัดไชนาวาส
จ.สุพรรณบุรี รวมทั้งที่อื่นๆ "ผู้ที่มาแก้บนนิยมนำรูปปั้นไก่ชนมาถวายเพื่อแก้บน
บางรายถึงกับจัดให้มีการชนไก่จริงๆ ต่อหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์ก็มี"
เหตุที่คนนิยมแก้บนด้วยการถวายรูปปั้นไก่ชนนั้น อาจจะเป็นเพราะว่า ขณะที่พระองค์ทรงมีพระชนม์ชีพอยู่นั้น
ทรงโปรดปรานไก่ชนยิ่งนัก ตามบันทึกที่ปรากฏมีอยู่ว่า สมเด็จพระนเรศวรมหาราช
ทรงโปรดปรานการตีไก่มาแต่เยาว์วัย ทรงใฝ่หาความรู้ และเสาะหาไก่มาเลี้ยงไว้
ครั้นเสด็จไปประทับที่พม่า ก็ทรงนำไก่ชนไปด้วย
เมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๑๑๐ สมเด็จพระนเรศวร ทรงชนไก่กับ พระมหาอุปราชา (มังกะยอชวา)
ผลปรากฏว่าไก่ชนของพระมหาอุปราชาเป็นฝ่ายแพ้ไก่ชนของสมเด็จพระนเรศวร ทำให้พระมหาอุปราชาทรงพิโรธมาก
เกิดโมหะตรัสเสียดสีเหยียดหยามสมเด็จพระนเรศวร ว่า "ไก่เชลยตัวนี้เก่งจริงนะ"
สมเด็จพระนเรศวรจึงตรัสโต้ตอบเป็นเชิงท้าอยู่ในทีว่า
"ไก่ตัวนี้อย่าว่าแต่ตีพนันชนเอาเดิมพันเลย ถึงชนเอาบ้านเอาเมืองกันเมื่อไรก็ได้"
อย่างไรก็ตาม มีความเชื่อกันสืบต่อมาว่า ไก่ที่สมเด็จพระนเรศวรทรงนำไปชนกับพม่านั้น
นำไปจาก "บ้านกร่าง" เดิมเรียกว่า "บ้านหัวเท" อยู่ห่างจากเมืองพิษณุโลกไปทางทิศตะวันตก
ประมาณ ๙ กิโลเมตร เป็นหมู่บ้านเก่าแก่ สืบเชื้อสายจากบรรพบุรุษไทยโบราณ
ผู้คนในหมู่บ้านยังคงสืบทอดขนบธรรมเนียมมาตั้งแต่บรรพบุรุษไม่ต่ำกว่า ๒๐๐
ปีมาแล้ว เมื่อมีงานเทศกาลก็จะนัดชนไก่กันเป็นประจำ
ปัจจุบันนี้ บ้านกร่าง ถือว่าไก่ชนเป็นสัตว์เศรษฐกิจ และเป็นสัญลักษณ์ประจำหมู่บ้านไปแล้ว
เพราะเป็นไก่ตีเก่ง ชนชนะเสมอ มีชื่อเสียงมาก และเป็นที่ต้องการของคนต่างถิ่น
ไก่ที่ชาวบ้านบ้านกร่างเลี้ยงเป็น ไก่อู ตัวใหญ่ สีเหลืองหางขาว ชาวบ้านพูดจนติดปากว่า
"ไก่เหลืองหางขาว ไก่เจ้าเลี้ยง"
เหตุที่เรียกว่า "ไก่เจ้าเลี้ยง" น่าจะมีความหมายจากการที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช
ทรงเลี้ยงไก่ชนพันธุ์เหลืองหางขาวนั่นเอง
ด้วยเหตุนี้ คงจะเป็นเหตุผลหลักของคนส่วนใหญ่ที่นำรูปปั้นไก่ชนมาถวายเพื่อแก้บนกับพระองค์
และนับวันจำนวนรูปปั้นไก่ชนที่ผู้คนนำมาแก้บนจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ จนทุกวันนี้แทบจะไม่มีที่ว่างสำหรับวางไก่ชนที่นำมาแก้บนแล้ว
ที่เป็นเช่นนี้ ไม่ได้มีเพียงเฉพาะชาวสุพรรณบุรีเท่านั้นที่นำมาถวาย แต่ยังมีผู้คนที่มาจากจังหวัดใกล้เคียงก็ได้นำรูปปั้นไก่ชนมาถวายด้วย
ในวันที่ ๑๙ มกราคม ของทุกปี ที่พระบรมราชานุสาวรีย์หน้าวัดไชนาวาส ส่วนที่อื่นๆ
จะมีการประกอบพิธีบวงสรวงใหญ่ในวันที่ ๒๕ มกราคม ซึ่งเป็นวันที่พระองค์ ทรงชนะศึกยุทธหัตถี
และถือว่าเป็น วันกองทัพไทย อีกด้วย
นางประภาวัลย์
จิระชัยบูรณ์ เจ้าของร้านมณีภัณฑ์ ซึ่งเป็นร้านขายเครื่องสังฆภัณฑ์ต่างๆ
บอกว่า เหตุที่นำรูปปั้นไก่ชนมาขาย ก็เพราะว่ามีผู้มาถามหากันจำนวนมาก จึงได้นำมาขายเพื่อเป็นการตอบสนองความต้องการของลูกค้า
ส่วนราคานั้นก็มีแตกต่างกันไปตามขนาด ตั้งแต่ตัวละ ๕๐ บาท ไปจนถึงตัวละเป็นแสนก็มี
ช่วงเปิดเทอมจะขายดีมาก เพราะมีผู้มาแก้บนที่เข้าเรียนต่อได้ ช่วงอื่นก็ขายได้เรื่อยๆ
อย่างไรก็ตาม นางประภาวัลย์ ยอมรับว่า ก่อนหน้านี้ไม่เชื่อในสิ่งที่มองไม่เห็น
หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ แต่มีเหตุการณ์บางอย่างทำให้ต้องเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้มีจริง
เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อประมาณสิบกว่าปีที่แล้ว ลูกสาวอายุ ๒-๓ ขวบ ตามประสาเด็กที่ชอบคว้าสิ่งของที่อยู่ใกล้ตัวนำมาใส่เข้าปาก
ทำให้มีเม็ดอะไรก็ไม่ทราบติดคออยู่ ทำอย่างไรก็ไม่สามารถเอาออกได้ จนลูกสาวกำลังจะสิ้นใจตาย
เพราะขาดลมหายใจ ขณะเดียวกัน ตนเองก็ได้ยินเสียงที่หูทั้งสองข้างว่า ให้ตบหลัง
ตนจึงตบหลังลูกสาว เม็ดที่ติดคออยู่นั้นจึงหลุดออกมาทำให้รอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด
จากเหตุการณ์ที่ประสบมากับตนเอง และครอบครัวครั้งนั้น เมื่อเดินทางไปที่ไหนก็ตาม
หากเจอสิ่งที่ชาวบ้านเคารพนับถือ ก็จะยกมือไหว้เป็นประจำ จะไม่ลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เรามองไม่เห็นอีกเลย
นางประภาวัลย์กล่าว พร้อมกับบอกด้วยว่า
"ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม ที่ทำให้คนสุพรรณและคนในจังหวัดใกล้เคียง นำรูปปั้นไก่ชนมาถวายสมเด็จพระนเรศวร
เป็นสิ่งบ่งบอกได้ว่า ถึงจะเป็นระยะเวลาอันยาวนาน แต่พระองค์ก็ยังคงเป็นที่พึ่งของคนไทยทุกคนตลอดมา
และคงจะเป็นเช่นนี้ตลอดไป"