วัดถ้ำผาจม ต.เวียงพาคำ อ.แม่สาย จ.เชียงราย เดิมเป็นที่พำนักสงฆ์
หรือสำนักสงฆ์ ไม่มีสิ่งก่อสร้างที่ถาวร โบสถ์ ศาลา ไม่มีกุฏิที่พระจะจำวัดได้
มีแต่ไม้ไผ่ผ่าซีก ทำเป็นตัวเรือน หลังคามุมแฝกหรือจาก ส่วนเหตุที่ชาวบ้านเรียกว่า
"ถ้ำผาจม" ก็เพราะถ้ำแห่งนี้จมลึกลงไปอยู่ใต้แม่น้ำสายเป็นบางส่วน คนทั้งหลายจึงได้เรียกว่า
"ถ้ำผาจม"
เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๖ หลวงพ่อวิชัย เขมิโย เดินทางมายังสถานที่นี้ ท่านได้เห็นนิมิตบริเวณวัดที่อยู่หุบเขา
เห็นเทือกเขาที่คล้ายลักษณะรูปมังกรโอบล้อม ท่านเล่าว่า เมื่อท่านนั่งกรรมฐานนาน
๓-๔ วัน ก็นิมิตเห็นอย่างนี้อยู่เรื่อยๆ ถึง ๗-๘ ครั้ง จึงมีความสงสัย อยากไปดูของจริง
ว่าเป็นอย่างไร เมื่อมาถึงก็พบว่า สถานที่นี้ยังไม่เป็นวัด เป็นเพียงที่พักสงฆ์ที่จาริกมาอยู่ชั่วคราวเท่านั้น
พ.ศ.๒๕๑๘ นายสังเวียน แจ่มจรัส ได้ถวายที่ดินเพื่อให้สร้างเป็นวัดขึ้น
ดังนั้นใน พ.ศ.๒๕๒๐ หลวงพ่อวิชัยจึงได้เริ่มมาก่อสร้าง อันดับคือสร้างโบสถ์
ศาลาอเนกประสงค์ และได้ก่อสร้างเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ได้รับอนุญาตจากทางการให้สร้างเป็นวัดเมื่อ
วันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๒๖ และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา โดยพระราชกฤษฎีกา
ลงวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๒๖ ปัจจุบันมี พระอธิการวิชัย เขมิโย เป็นเจ้าอาวาส
และเป็นผู้บริหารงานบูรณปฏิสังขรณ์ ได้สร้างกุฏิ ศาลาปริยัติธรรม ศาลาอเนกประสงค์
ศาลาการเปรียญ ที่พักพระอาคันตุกะ หอสมุด หอระฆัง เจดีย์ และได้สร้างเขื่อนกั้นน้ำ
ความสำคัญของวัดถ้ำผาจม ถ้ำผาจมเป็นปูชนียสถานเก่าแก่ ไม่สามารถประมาณได้ว่า
มีตั้งแต่เมื่อไร เป็นสถานที่ที่สงบ เงียบสงัด มีต้นไม้ร่มรื่น สวยงามมาก
เป็นสถานที่สัปปายะ เหมาะสำหรับการบำเพ็ญภาวนาหรือการปฏิบัติสมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐานเป็นอย่างดีเยี่ยม
จึงมีครูอาจารย์ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐานจาริกธุดงค์ไปพักเป็นประจำ
ด้วยเหตุที่มีครูอาจารย์ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐานจาริกธุดงค์ไปพักเป็นประจำ
หลวงพ่อวิชัย จึงดำเนินรอยตาม คือ เปิดวัดให้เป็นสถานที่ฝึกปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน
ซึ่งท่านได้รับการถ่ายทอดจาก ท่านพระอาจารย์ ธมฺมธโรภิกขุ ส่วนจะฝึกปฏิบัติอย่างไรนั้น
ต่อไปนี้คือบทสัมภาษณ์ แบบ "คม ชัด ลึก"
* วัดถ้ำผาจมปัจจุบันเปิดเป็นอะไรครับ?
- เปิดสอนสมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน สำหรับประชาชนทั่วไป นอกจากนี้แล้วกระทรวงศึกษาธิการได้เปิดเป็นสำนักเจริญจิตภาวนาเฉลิมพระเกียรติ
สำหรับนักเรียน ข้าราชการ รวมทั้งชาวบ้านทั่วไป
* การฝึกวิปัสสนากรรมฐานยากหรือเปล่าครับ?
- มันยากสำหรับบุคคลที่มีศรัทธาน้อย มีความเชื่อและความสนใจน้อย แต่มันจะง่ายสำหรับบุคคลที่มีความต้องการรู้ต้องการเห็น
อยากเข้าไปสัมผัส อยากมีความสงบจิตสงบใจ และความสุขทางชีวิต ตั้งอกตั้งใจทำก็ไม่ยาก
* วิปัสสนากรรมฐานมีประโยชน์ในทางโลกอย่างไรครับ?
- เราก็รู้อยู่ว่า โลกมันร้อน โลกมันวุ่นวาย ถ้าหากเรายึดติดกับทางโลกก็มีแต่ความร้อนความวุ่นวาย
ไม่ได้มีความสงบสุขอะไร หลักธรรมของพระพุทธเจ้าสามารถแก้ไขปัญหาชีวิตประจำวัน
ระงับดับความเร่าร้อนในชีวิตประจำวันของเรา นอกจากนี้แล้วยังช่วยให้เราสามารถเข้าใจความเป็นไปของชีวิตมากขึ้น
ว่าเราจะใช้ชีวิตอย่างไรจึงจะเป็นไปตามครรลองครองธรรม เราจะรักษาจิตของเราอย่างไรไม่ให้ขุ่นมัวเศร้าหมอง
* แล้วจะเลือกฝึกปฏิบัติกับใคร หรือวัดไหนดีครับ?
- พระอาจารย์ทุกรูปเก่งเหมือนกัน อาจารย์เก่งแต่คนฟังไม่ถูกจริต อธิบายเท่าไรก็ไม่เข้าใจ
แต่ถ้าถูกจริตพูดนิดเดียว อธิบายนิดหน่อยก็เข้าใจ จึงเกิดความเลื่อมใสศรัทธา
เมื่อฟังไปนานๆ ก็เกิดอยากปฏิบัติตาม เหมือนกับการฟังเพลง เพลงๆ เดียวกัน
ทั้งเนื้อร้องและทำนองเดียวกัน แต่นักร้องคนละคน คงจะไม่ถูกหูคนฟังทุกคนไป
ถ้าชอบก็ร้องตาม แต่ถ้าไม่ชอบก็จะไม่เปิดฟังต่ออีกเลย
* จำเป็นหรือไม่ที่ต้องมาฝึกที่วัด?
- จะว่าจำเป็นก็จำเป็น จะว่าไม่จำเป็นก็ไม่จำเป็น ที่ว่าจำเป็นก็คือ กายวิเวก
หมายถึง ห่างจากผู้อื่น และสถานที่วิเวก คือ สถานที่สงบ ทำให้จิตเกิดความวิเวก
สมาธิจึงจะเกิด
แต่ถ้าหากเราฝึกกันไปจริงๆ แล้ว ความสงบไม่ได้อยู่ภายในถ้ำ ความสงบไม่ได้อยู่ในป่า
ความสงบจริงๆ อยู่ที่จิตใจของเรา ถ้าเราเอาสติควบคุมจิตใจได้ ความสงบก็เกิดขึ้นได้
จะอยู่ที่ไหนก็มีความสงบเกิดขึ้นได้ ด้วยเหตุนี้ สถานที่จึงมีความสำคัญน้อยกว่าจิตใจของผู้ฝึก
* ผู้มาปฏิบัติธรรมต้องเสียค่าใช้จ่ายหรือเปล่าครับ?
- เราไม่เคยเรียกร้องอะไรเลย เราต้องการให้ผู้ปฏิบัติเห็นในธรรม รู้ในธรรม
และนำธรรมไปปฏิบัติ ส่วนใครจะช่วยเหลือค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าอาหารอยู่ที่กำลังศรัทธา
อีกส่วนมาจากการเดินสายของเรา ออกไปเทศน์ตามสถานที่ต่างๆ นิมนต์ ทั้งต่างจังหวัดและในกรุงเทพฯ
ก็ได้รับการถวายปัจจัยมาใช้จ่ายในส่วนนี้ด้วย
* ที่นี่มีกฎระเบียบอะไรบ้างครับ?
- ระเบียบทั่วไป คือ ต้องลงทะเบียนแจ้งเจตนาว่า จะอยู่ปฏิบัติกี่วัน แล้วแต่ความตั้งใจ
จะนุ่งขาวห่มขาวหรือไม่ก็ได้ แต่ส่วนใหญ่จะนุ่งขาวห่มขาว จากนั้นก็รับศีล
๘ และปฏิบัติตามกฎระเบียบที่วางไว้ ส่วนจะมาวันใดนั้นไม่ต้องโทรมา เพราะเราเปิดรับตลอด
กิจวัตรของวัด เริ่มตั้งแต่ ๐๓.๐๐ น. ตื่นมาสวดมนต์ทำวัตรเช้าแปลที่ศาลา
เสร็จแล้วผลัดกันอ่านพระไตรปิฎก ผู้ที่ไม่อ่านนั่งพระไตรปิฎก ก็จะนั่งสมาธิ
จนถึงเวลา ๐๖.๐๐ น. ออกบิณฑบาต กลับมาถึงวัด ผลัดกันอ่านพระวินัยก่อนฉันภัตตาหาร
๐๘.๓๐ น. ฉันภัตตาหารพร้อมกัน ตอนเย็นเวลา ๑๖.๐๐ น. ช่วยกันทำความสะอาดบริเวณวัด
๑๘.๐๐ น. ตีระฆัง พระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา รวมกันที่ศาลาปฏิบัติธรรม
๑๘.๓๐ น. สวดมนต์ทำวัตรเย็นแปล แผ่เมตตา ให้เปลี่ยนอิริยาบถยืนทำสมาธิ เดินจงกรม
นั่งสมาธิ จนถึงเวลา ๒๑.๐๐ น. นอกจากนี้แล้วยังมีการบรรยายธรรมะ อบรมวิปัสสนาเป็นประจำทุกวัน
* อยู่ไกลๆ อย่างนี้คนที่ไหนจะมา?
- มากันเยอะ จากทั่วทุกสารทิศ ใกล้หรือไกลไม่ได้วัดด้วยระยะทาง แต่มันวัดกันที่จิตใจ
ถ้าจิตใจมันอยากไป ถึงจะไกลเพียงใดก็ใกล้ แต่ถ้าจิตใจมันไม่อยากไป อยู่ใกล้ก็เหมือนอยู่ไกล
เชื่อหรือไม่ บางคนมาจากกรุงเทพฯ มาจากปทุมธานี มาจากนนทบุรี คนใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้
ก็ยังขึ้นมาเลย เรื่องนี้มันอยู่ที่ความศรัทธามากกว่า
* หลวงพ่อเทศน์เน้นเรื่องอะไรมากเป็นพิเศษครับ?
- ส่วนมากเราจะเน้นหนักเรื่องจิตภาวนา ให้โยมรู้จัก การควบคุม กาย วาจา
และจิต ทำอย่างไรจิตของเราจึงจะสงบเยือกเย็นเป็นสุข ทำอย่างไรจะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้โดยใช้ธรรมะข้อใด
อย่างกับที่กระทรวงศึกษาธิการ เราไปเทศน์มากว่า ๒๐ ปีแล้ว
* ท่านได้รับนิมนต์ไปต่างประเทศบ่อยหรือเปล่าครับ?
- ปีละ ๒-๓ ครั้ง ส่วนมากจะไปทางยุโรป เทศน์ให้คนไทยฟัง ประเด็นที่เทศน์ก็จะเน้นเรื่องการเจริญจิตภาวนา
พาญาติโยมนั่งสมาธิ สวดมนต์ สาธิตเรื่องการบิณฑบาต การฉันข้าวในบาตร ชี้แนะทางธรรมในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น
จากการสนทนาธรรม
* ทำไมท่านเน้นเรื่อภาวนาครับ?
- คนที่บอกว่างานเยอะ ไม่มีเวลาภาวนานั้น เราอยากแนะนำว่า คุณมีเวลาหายใจหรือไม่
คุณมีเวลาคิดหรือไม่ และความคิดนี้เอง ไม่ว่าจะคิดโลภ คิดโกรธ คิดหลง คิดอาฆาต
ฯลฯ ไม่ว่าจะคิดอย่างไร เวลาใด ถ้าเราเอาสติกำหนดรู้ว่า สิ่งที่คิดมีประโยชน์หรือไม่
ถ้าเราไม่คิดในสิ่งที่เป็นทุกข์เท่านี้เราก็มีความสุขแล้ว
* ท่านสร้างวัดอย่างไรครับ?
- สร้างจากศรัทธาญาติโยมที่มาฝึกปฏิบัติ จากนั้นความศรัทธาก็แตกกิ่งก้านสาขา
เราสร้างศาลาปฏิบัติธรรมในราคาประมาณ ๕๐ ล้านบาท จากศรัทธาของญาติโยมล้วนๆ
ไม่ได้สร้างจากปัจจัยที่ได้จากการให้เช่าบูชาวัตถุมงคล
* มีวัตถุมงคลแจกหรือให้เช่าบูชาบ้างหรือเปล่าครับ?
- มี...แต่ส่วนใหญ่เราไม่ค่อยสนใจ มีทั้งที่แจกฟรีและให้เช่าบูชา แต่เราไม่เน้นเรื่องวัตถุมงคล
เพราะเวลาเทศน์มันจะไม่มีน้ำหนัก เท่ากับว่าเราไม่เชื่อหลักธรรมของพระพุทธเจ้าคนจะรอเอาแต่วัตถุมงคลเท่านั้น
ถ้าใครขอก็ให้ แต่ถ้าจะให้แจกเฉยๆ เราไม่แจก ต้องขอถึงจะให้
* เวลาท่านนั่งปรกปลุกเสกวัตถุมงคลท่านภาวนาอะไรครับ?
- เราเคยได้ยินครูบาอาจารย์หลายท่านพูด อย่างหลวงพ่อวัดพระพุทธบาทตากผ้า
จ.ลำพูน เมื่อครั้งเดินธุดงค์กับท่าน ได้แนะนำว่า ขอให้วัตถุมงคลซึ่งหมายถึงสิ่งที่จะนำชีวิตบุคคลคนนั้นให้ถึงจุดหมายที่เขาต้องการ
เราคิดว่าแรงสัจจะอธิษฐานของครูบาอาจารย์อาจจะบันดาลให้ประสบผลสำเร็จตามที่ขอได้
เพราะจิตของท่านแน่วแน่ เราจะเริ่มด้วยการอธิษฐานจิตก่อน จากนั้นก็นั่งสมาธิ
ระหว่างนี้เราอาจจะกำหนดจิตพุ่งไปยังวัตถุมงคลนั้นๆ ในอดีต โจรบางคนปัสสาวะรดตอไม้
ปืนยังยิงไม่ออกเลย ถ้าจิตมีสมาธิ อาวุธร้ายก็ไม่สามารถทำลายร่างกายได้ มีโจรเขมรคนหนึ่ง
ทหารจับได้ เอามีดแทงเท่าไรก็แทงไม่เข้า แต่พอเอาตะกรุดออก มีดก็แทงเข้า
เรื่องเหล่านี้เราเคยเห็นมากับตาแล้ว สิ่งเหล่านี้จะไม่เชื่อเสียเลยก็ไม่ได้
* ทำไมคนส่วนใหญ่จึงยึดติดกับวัตถุมงคลครับ?
- เพราะว่าคนที่รู้มีน้อยกว่าคนที่ไม่รู้ คนรู้มีมาก แต่รู้จริงๆ มีอยู่น้อย
* วัดแห่งนี้มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือเปล่าครับ?
- มีอยู่ในถ้ำ ซึ่งมีด้วยกันทั้งหมด ๓ ชั้น คือ ชั้นแรกหรือชั้นบนสุด เป็นชั้นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปปางสมาธิสร้างขึ้นเมื่อสมัยใดไม่ปรากฏ
ไม่สามารถที่หาหลักฐานชัดเจนได้ แต่เมื่อพิจารณาดูจากพุทธลักษณะแล้ว จะคล้ายกับศิลปะในสมัยเชียงรุ้ง
พระพุทธรูปองค์นี้ชาวบ้านเรียกว่า หลวงพ่อสายรุ้ง ประดิษฐานมาตั้งแต่เมื่อไร
ไม่มีใครทราบ สมัยที่เราเข้ามาอยู่ที่วัดถ้ำผาจมนี้ก็ได้พบเห็นแล้ว เป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์มาก
แล้วจะเล่าให้ฟังในตอนต่อไป
ส่วนในชั้นที่ ๒ ของถ้ำ ต้องเดินลงไปจากชั้นบน จะพบกับ พระพุทธรูปปางมารวิชัย
ศิลปะสมัยสุโขทัย ชาวบ้านเรียกว่า หลวงพ่อทองทิพย์
* ส่วนใหญ่ชาวบ้านจะบนอะไรบ้างครับ?
- มาบนกันทุกเรื่อง ขายที่ไม่ได้ก็มาบนขอกับพระ ไม่มีลูก สอบไม่ได้ ขายของไม่ดี
ของหาย ฯลฯ ก็มาบนขอกับพระ
* อย่างนี้เรียกว่าติดสินบนหรือเปล่าครับ?
- จะว่าติดสินบนก็ใช่ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร เพราะนิสัยคนไทยชอบขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ดลบันดาลให้ประสบผลสำเร็จอยู่แล้ว
ทั้งที่เป็นพระพุทธรูป ศาล ต้นไม้ ฯลฯ ถ้าสำเร็จก็บอกว่าศักดิ์สิทธิ์จริง
ส่วนผู้ไม่สำเร็จก็ไม่มีใครมาบอกหรือต่อว่าพระพุทธรูปนั้นๆ ไม่ศักดิ์สิทธิ์
* ขอแล้วได้หรือไม่ได้ขึ้นอยู่กับอะไรครับ?
- ขึ้นอยู่กรรมของแต่ละบุคคล เพราะทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีที่มาที่ไปเป็นเรื่องธรรมดา
เหมือนเราเคยได้สงเคราะห์กันในอดีตชาติ ชาตินี้เราก็กลับมาสงเคราะห์กันอีก
อย่างกับครูบาอาจารย์ที่เคยมาที่นี่หลายท่านก็อุทิศส่วนกุศลให้เปรต ๒ ตน
มีครูบาอาจารย์เวียนมาหลายท่าน ในสุดเปรต ๒ ตนก็ได้ไปผุดไปเกิด
* บวชมานาน ท่านตัดกิเลสหมดหรือยังครับ?
- ยังไม่หมด มันขึ้นอยู่กับว่า เราจะใช้มันหรือไม่เท่านั้น เพราะเราไม่ใช่พระอรหันต์
มีแต่หันหน้าหันหลังเท่านั้น ทุกข์ยังมีน้อย ถ้าเปรียบเทียบกับคนที่เอาปัญหามาปรึกษากับเรา
ส่วนเรื่องอยากได้และอยากมีนั้น เราไม่เคยคิด เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่เราได้มาเป็นของกลาง
เป็นของส่วนรวม ไม่มีอะไรที่เป็นของเราเลย ของทุกอย่างใช้ได้ทุกคน
* ท่านมีอะไรจะแนะนำสำหรับผู้ที่ต้องการฝึกวิปัสสนาภาวนาบ้างครับ?
- ในช่วงนี้เป็นช่วงที่โลกกำลังเดือดร้อนมาก ถ้ามีโอกาสก็ให้เริ่มที่ศีล
๕ ก่อน เจริญสมถะวิปัสสนาตามกาลเวลา ควรจะให้โอกาสตัวเองเข้าศึกษาปฏิบัติธรรมบ้าง
อย่าไปทุ่มเทชีวิตทั้งหมดให้กับเรื่องทางโลก ชีวิตจะเป็นสุขมากกว่าที่เป็นอยู่