องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก
บรรยายธรรมเรื่อง พุทธศาสนากับการบริหารสมัยใหม่ ในงานเปิดตัวหนังสือของ พระธรรมปิฎก
เรื่อง บุดดิสต์ อีโคโนมิกส์ โดยมี นายดนัย จันทร์เจ้าฉาย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท
เอ็มดีเค คอนซัลแทนส์ (ประเทศไทย) จำกัด ถือเป็นคนที่สองที่เป็นตัวแทนนักธุรกิจชาวไทยที่ได้ขึ้นเวทีบรรยายธรรมให้กับชาวพุทธในอาคารเซ็นทรัล
พลาซา กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อวันเสาร์ที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๔๘
การบรรยายธรรมครั้งนี้ได้มีกระแสตอบรับจากชาวพุทธในประเทศอินโดนีเซียเป็นอย่างดี
ไม่ว่าจะเป็นพระสงฆ์ หรือพุทธศาสนิกชนที่มาร่วมงาน โดยมีชาวพุทธเข้าร่วมฟังประมาณ
๖๐๐ คน
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้นักธุรกิจคนแรกที่ได้มาบรรยายธรรมมาแล้วก็คือ นายอนุรุธ
ว่องวานิช ประธานกรรมการบริหาร บริษัทห้างขายยาอังกฤษตรางู (แอล.พี.) จำกัด
และนายกสมาคมยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
สำหรับเนื้อหาที่นายดนัยได้บรรยายในครั้งนี้ เริ่มต้นด้วยการอธิบายถึงที่มาของความสนใจในเรื่องของพระพุทธศาสนา
โดยได้แปลหนังสือเกี่ยวกับหลักพระพุทธศาสนาและหลักการบริหารจัดการ ซึ่งหนังสือที่ประสบความสำเร็จได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี
ก็เพราะได้มีการนำเอาปรัชญาธรรมะสอดแทรกเอาไว้ทุกเล่ม
ทั้งนี้ สำนักพิมพ์ดีเอ็มจี ได้เดินทางไปร่วมงานแสดงหนังสือแฟรงก์เฟิร์ต
บุ๊คแฟร์ ๒๐๐๔ ณ ประเทศเยอรมนี ซึ่งมีการแสดงหนังสือและสื่อสิ่งพิมพ์จากหลายประเทศทั่วโลกอย่างคึกคัก
และสำนักพิมพ์ของแต่ละประเทศได้มีการเสนอขายหนังสือของตนไปยังประเทศอื่น
ประกอบกับหนังสือหลายเล่มของสำนักพิมพ์ดีเอ็มจี อาทิ Dhamma Moments, Happy
Kitchen และ Asian CEO in Action ได้รับการติดต่อซื้อลิขสิทธิ์ไปเผยแพร่ทั่วโลก
ล่าสุด หนังสือที่แปลเรื่อง อุปนิสัยที่ ๘ จากประสิทธิผลสู่ความสำเร็จ ที่เขียนโดย
สตีเวน โกวีย์ ซึ่งมียอดขายกว่า ๒๒ ล้านเล่ม และเป็น ๑ ใน ๒๕ บุคคลที่นิตยสารไทม์
ยกย่องว่าเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลด้านความคิดในรอบศตวรรษ เพราะเป็นเรื่องพุทธทั้งนั้นเลย
โกวีย์เคยมาเมืองไทย ได้พูดเอาไว้ ๓ ครั้งว่า หนังสืออุปนิสัยที่ ๘ นี้เขียนขึ้นมาโดยใช้แนวของพระพุทธศาสนา
โดยเขียนไว้ว่า คนเราทุกคนเกิดมาแล้วเท่ากัน แต่คนที่เกิดมาแล้วเปิดกล่องของขวัญ
๓ ชิ้นของตัวเองเจอ คนนั้นจะเป็นผู้นำที่ยั่งยืนได้ โดยของขวัญ ๓ ชิ้นที่ว่าก็คือ
เกิดมาเป็นมนุษย์มีทางเลือกได้เสมอ เป็นผู้กำหนดชะตาชีวิต และกรรมของตัวเองได้
เราอย่าไปโทษว่าเราเกิดมาในครอบครัวที่ยากจนหรือรวย เพราะคนส่วนใหญ่ชอบโทษสิ่งแวดล้อมภายนอก
แต่โกวีย์อยากให้ทุกคนหันเข้าไปดูภายในเรามีสิทธิที่จะเลือก
ของขวัญชิ้นที่สองคือเรื่องสัจธรรม เลือกสิ่งที่เป็นธรรมชาติ ส่วนของขวัญชิ้นที่สามคือ
เราจะเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ได้ ไม่ว่าจะเป็นสังคม ครอบครัว เพราะคนเราประกอบด้วยกาย
วาจา ใจ สติปัญญา มโนธรรม เป็นการเดินทางสายกลางสู่ธุรกิจการตลาด ตามหัวข้อบรรยายธรรมวันนี้พอดี
ทุกๆ อย่างที่เกิดขึ้นจะมีทางเลือกที่สามเสมอ ไม่ใช่ทางของใคร แต่เป็นทางของเราที่ไม่ได้ยึดติดกับอะไร
ลืมอัตตาความเป็นตัวตนของเรา แล้วลองสังเกตดูเราก็จะมองเห็นทางเลือกที่สาม
นั่นก็คือ ทางสายกลาง
จากนั้นนายดนัยก็พูดถึงความสัมพันธ์ของพระพุทธศาสนากับการบริหารงานสมัยใหม่
รวมทั้งได้พูดถึงการนำหลักคำสอนของพระพุทธเจ้ามาใช้จริงในชีวิตประจำวันได้อย่างไร
หากทุกคนมองว่าหลักธรรมของพระพุทธองค์ถือว่ามีความทันสมัยมากว่า ๒,๕๐๐ ปีแล้ว
เราก็ได้เริ่มอธิบายความเป็นอีคิว เอสคิว ตรงนี้จึงได้เกิดคำศัพท์ใหม่ขึ้นมาว่า
ดีคิว เพราะว่าไอคิวมีมา ๕๐ ปีที่เป็นการวัดความสามารถในเชิงสติปัญญา
"วันนี้ชาวต่างชาติรู้แล้วว่า ไอคิวไม่ได้เป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จ หรือความสุขของคน
เนื่องจากเราจะเห็นคนที่มีไอคิวสูงๆ ชีวิตก็ยังแย่ ส่วนอีคิวชาวต่างชาติก็มีมา
๒๐ ปี สิ่งเหล่านี้ก็มีพื้นฐานมาจากพุทธศาสนาเหมือนกัน มาถึงตรงนี้ก็ได้พูดว่า
ฝรั่งไม่ยอมให้เครดิตพระพุทธเจ้าเลย" ทำให้ได้รับเสียงปรบมือกันใหญ่ นายดนัย
กล่าวพร้อมกับบอกด้วยว่า
การบรรยายครั้งนี้ยังได้พูดถึงการนำหลักธรรมของพระพุทธเจ้ามาประยุกต์ใช้กับองค์กรอย่างไร
เนื่องจากพระพุทธเจ้าสอนว่า อย่าไปทำนาคนอื่น ถ้านาของเรายังรกร้างอยู่ คือเราต้องเอาตัวเราเป็นที่พึ่งให้ได้เสียก่อน
ตรงนี้เองทางบริษัทจึงได้มีการจัดกิจกรรมปฏิบัติธรรม พร้อมทั้งให้พนักงานทั่วไปของบริษัทจัดกิจกรรมอะไรก็ได้
โดยให้มีธรรมะสอดแทรกเอาไว้เสมอ เช่น ไปไหว้พระ ๙ วัด ปล่อยนกปล่อยปลา ไปดูหนังฟังเพลง
ขณะเดียวกัน ลูกค้ารายใดที่มีความประสงค์ให้บริษัททำการประชาสัมพันธ์สินค้าให้
หากบริษัทนั้นทำงานไม่โปร่งใส หรือการได้มาของสัมปทานไม่สามารถบอกที่มาที่ไปได้
แต่ถ้าเป็นสินค้าอยู่ในหมวดอบายมุข ทางบริษัทเราก็จะไม่รับทำ เรายอมที่จะทิ้งเงินเป็นสิบล้าน
เพื่อแลกกับการผิดศีลธรรม และใครบอกว่าทำงานประชาสัมพันธ์ให้กับภาครัฐบาลจะต้องมีใต้โต๊ะ
เรายืนยันได้ว่าบาทเดียวก็ไม่ให้อย่างเด็ดขาด
ในการบรรยายธรรมครั้งนี้ ยังเปรียบเทียบให้กับชาวพุทธได้ฟังว่า มีองค์กรไหนในโลกบ้างที่จะอยู่ยั่งยืนยงมาถึง
๒,๕๔๘ ปี แต่มีองค์กรของพระพุทธเจ้า ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงเป็นซีอีโอพระองค์แรก
ซึ่งมีเป้าหมายชัดเจนที่สุด ไม่มีซีอีโอคนไหนในโลกนี้เป็นแบบท่าน เพราะท่านต้องการให้สรรพสัตว์ออกจากวัฏสงสาร
และท่านทรงมีวิสัยทัศน์ ทรงมีกลยุทธ์ให้เรา มีการเดินอยู่ในกรอบกติกามารยาท
คำว่า วินัย เป็นตัวกำหนดกรอบหลักในการปฏิบัติของเรา มรรค ๘ เป็นตัวกำหนดทิศทาง
รวมทั้งมีพวกเราพุทธบริษัท ๔ คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เป็นคนที่เชื่อมต่อกลไกมาถึงทุกวันนี้
"บางคนถามว่าทำธุรกิจแล้วคู่แข่งเขาโกงจะทำอย่างไรดี ก็ได้แนะนำให้มองเรื่องพุทธในระยะยาว
เมื่อเรารู้สาเหตุแล้ว เราจะต้องยับยั้งใจให้ทนต่อการยั่วยวนนี้ให้ได้ หลักธรรมของพุทธองค์จะช่วยได้เยอะ
และวันนี้ได้เป็นตัวแทนนักธุรกิจคนไทยได้มาบรรยายธรรมให้กับชาวพุทธในอินโดนีเซียได้ฟัง
มันมีความรู้สึกปลื้มใจที่เห็นชาวพุทธในอินโดนีเซียให้ความสนใจศึกษาพระพุทธศาสนาเป็นจำนวนมาก"
นักธุรกิจหนุ่มกล่าวทิ้งท้าย