"ผมได้พระองค์นี้มาจากพี่คนหนึ่งที่นับถือกันเป็นพี่ชาย
เมื่อครั้งไปแสดงคอนเสิร์ต และผมก็ประทับใจมาก เพราะด้านหลังสลักนามสกุลของผมไว้
ซึ่งแสดงว่าผมจะให้พระองค์นี้ต่อกับคนอื่นไม่ได้" นี่คือที่มาของพระเครื่องคู่ใจของ
ปรีชา นิลเจียรสกุล หรือที่รู้จักกันในนาม "ปิง" นักร้องขวัญใจวัยรุ่นวงบราเธอร์
ซึ่งมีผลงานล่าสุดในอัลบั้มชุด TOGETHER WITH LOVE ซึ่งระหว่างที่เล่าอยู่นั้น
เขาได้หยิบอัลบั้มออกมาโชว์ให้ดูอย่างภาคภูมิใจ พร้อมกับบอกด้วยว่า
ปกติแล้วจะไม่ชอบแขวนอะไรให้รกคอ ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะความเป็นวัยรุ่นที่ชอบแขวนอะไรตามแฟชั่นมากกว่า
แต่จะพกไว้ในกระเป๋าเสื้อหรือกระเป๋าสตางค์แทน นอกจากนี้แล้ว แม่ยังนำพระองค์หนึ่งมาติดไว้ในรถ
โดยบอกเพียงสั้นๆ ว่า "หากมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นจะได้มีอะไรคุ้มครอง จากหนักก็กลายเป็นเบา
จากเบาก็กลายเป็นไม่เกิดอะไรขึ้นเลย" และแล้วพระของแม่ก็แสดงปาฏิหาริย์ให้เห็นจริงๆ
ด้วยเหตุนี้เองทำให้ ปิง กล้าพูดอย่างเต็มปากว่า "ถ้าไม่มีพระของแม่ในรถวันนี้
คงไม่มีนักร้องที่ชื่อว่า "ปิง" ปรีชา นิลเจียรสกุล มาขับกล่อมบทเพลงให้ฟังอย่างแน่นอน
คงต้องจบชีวิตเป็นผีเฝ้าถนนสิรินธรไปแล้ว"
ปิง เล่าถึงเหตุการณ์วันที่เกิดอุบัติเหตุว่า วันนั้นเป็นช่วงกลางคืน
ได้ขับรถฮอนด้า ซีวิค ไปเฉี่ยวชนกับรถกระบะบริเวณเชิงสะพานฝั่งตรงข้ามกับห้างตั้งฮั่วเส็ง
สาขาธนบุรี รถคู่กรณีพลิกคว่ำ ส่วนรถของตัวเองเสียหลักไปชนหน้าบ้าน ซึ่งปกติแล้วถ้าเกิดอุบัติเหตุในลักษณะนี้จะถูกรถบรรทุกสิบล้อชนซ้ำ
เพราะเส้นทางดังกล่าวรถบรรทุกสิบล้อจะวิ่งผ่านเป็นประจำ แต่วันนั้นนับว่าโชคดี
ไม่มีรถสิบล้อวิ่งผ่านมาเลยสักคัน
"ผมเชื่อว่ารอดตายมาได้เพราะพระของแม่ ผมไม่รู้หรอกว่าเป็นพระอะไรรุ่นไหน
ผมรู้เพียงว่า อะไรที่เป็นของแม่ให้มาถือว่าเป็นมงคลทุกอย่าง ถึงใครจะว่าเป็นเรื่องงมง่าย
แต่ผมก็เชื่อว่า เมื่อยามเกิดเหตุการณ์คับขัน พระก็เป็นที่พึ่งทางใจอย่างหนึ่ง
สามารถคุ้มครองเราให้รอดปลอดภัยจากอันตรายได้" ปิง เล่าพร้อมแสดงท่าทางประกอบ
และเล่าต่อว่า อุบัติเหตุครั้งนั้น เพื่อนที่นั่งมาด้วยกันในรถ และชาวบ้านในบริเวณใกล้เคียงต่างพูดออกมาเป็นเสียงเดียวกันว่า
"มันไม่น่ารอดทั้งคู่ แต่มันก็รอดมาได้อย่างไร มันมีของดีอะไรในรถ" จากประสบการณ์เฉียดตายในครั้งนั้น
ทำให้ ปิง ถึงกับไม่กล้าขับรถเร็ว โดยเฉพาะในเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย ขณะเดียวกันในรถต้องมีพระของแม่ติดอยู่เสมอ
เมื่อถามถึง "ก่อนออกเทปเพลงแต่ละชุด ได้ไปบนบานศาลกล่าวสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไหนบ้าง"
ปิง ตอบว่า "ก่อนออกเทปทั้ง ๒ ชุด ได้ชวนเพื่อนในวง ๓ คน
ไปถวายระฆังที่วัดระฆังโฆษิตาราม โดยได้รับคำแนะจากเพื่อนนักร้องรุ่นพี่
ซึ่งมารู้ภายหลังว่า นักร้องส่วนใหญ่และอาจจะทุกค่ายเทปก็ว่าได้ ก่อนออกเทปแต่ละชุดจะไปถวายระฆัง"
สำหรับคำอธิษฐานก่อนที่จะถวายระฆังนั้น
ปิงบอกว่า คงเหมือนๆ กับนักร้องที่จะออกเทปเพลงทั่วๆ ไปคือ "ขอให้ประสบผลสำเร็จในสิ่งที่กระทำ"
ส่วนคำอธิษฐาน ขอให้ขายซีดีได้อยู่ในหลักล้านแผ่นนั้น ปิงบอกว่า "ยอดขายอาจจะ
เป็นเป้าหมายสูงสุดสำหรับคนทั่วๆ ไป แต่ตัวเองกลับมองว่า ถ้าคนร้องเพลงตามได้
ฟังเพลงอย่างมีความสุข ก็ถือว่าเป็นความสำเร็จสูงสุดแล้ว"
ขณะเดียวกัน ปิง ยังกล่าวถึงบทเพลงที่ร้องว่า เพลงของนักร้อง
วัยรุ่นใช่จะมีแต่เรื่อง ไร้สาระ เสมอไป ถ้าฟังดูดีๆ มันมีความหมายดีๆ ซ่อนอยู่
อย่างกับเพลง "แทนคำว่ารัก" ซึ่งเป็นเพลงเปิดตัวอัลบั้มชุด ๒ มีความหมายว่า
การจะบอกรักใครสักคนไม่จำเป็น ต้องบอกด้วยคำพูด การกระทำสิ่งดีๆ ต่อกันทำสามารถบอกรักได้เช่นกัน
เพลงที่ร้องแต่ละเพลง ส่วนใหญ่ก็สะท้อนเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสังคม
"ผมไม่คิดว่าตัวเองจะเป็นนักร้องมาก่อน มันเป็นความบังเอิญมากกว่า
แน่นอนว่าวันนี้ผมเป็นนักร้อง ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของแฟนเพลง แต่วันหนึ่งผมก็เหมือนกับนักร้องรุ่นพี่ที่คนลืมไปแล้วว่า
ครั้งหนึ่งเคยมีชื่อเสียง"
นี่คือสัจธรรมชีวิตที่ปิงบอกว่า "นักร้องและดาราต้องทำใจยอมรับให้ได้
มันขึ้นอยู่กับว่าจะเกิดขึ้นช้าหรือเร็วเท่านั้น"
อย่างไรก็ตาม ความเป็นนักร้องวัยรุ่นซึ่งมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ
อาจจะทำให้คนส่วนหนึ่งมองว่า เป็นคนไกลวัด ไกลพระศาสนา แต่สำหรับปิงแล้ว
กล้าพูดอย่างเต็มปากว่า
"อย่าคิดว่าวัยรุ่นจะเป็นคนไกลวัดไกลศาสนาเหมือนกันทุกคน
ทุกวันนี้หากว่างเว้นจากงานแสดงก็จะไปถวายสังฆทาน ปล่อยนก ปล่อยปลาเป็นประจำ
อย่างน้อยก็เดือนละ ๒ ครั้ง ส่วนจะเป็นวัดหนึ่งวัดใดเป็นประจำนั้น ไม่ใช่สาระเพราะบุญทำที่ไหนก็สบายใจ
ได้บุญเหมือนกัน
ด้วยเหตุนี้เอง ปิง จึงอยากแนะนำเพื่อนวัยรุ่นด้วยกันว่า
"ความสนุกไม่ได้เกิดจากเหล้าอย่างที่วัยรุ่นส่วนใหญ่เข้าใจกัน การเข้าวัดไม่ใช่เรื่องเชย
หรือเรื่องที่น่าละอาย แต่เป็นเรื่องที่น่ายินดีและน่าชื่นชมมากกว่า สำหรับวัยรุ่นที่เข้าวัด
ไม่จำเป็นต้อง ไปนั่งฟังเทศน์ ไม่จำเป็นต้องไปนั่งสนทนาธรรมกับพระ เพียงแค่เห็นสถาปัตยกรรมทางศาสนา
เห็นคติธรรมสั้นๆ แล้วเก็บนำมาคิด นำมาประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันได้เป็นยังดี"
นอกจากนี้ ปิง ยังพูดไว้อย่างน่าคิดว่า "เข้าผับ เข้าบาร์
เข้าเธค มีแต่เสียกับเสีย เสียเวลา เสียสุขภาพ เสียเงิน เรียกว่าสารพัดเสียก็ว่าได้
ส่วนการเข้าวัดแม้ว่าจะไม่ได้อะไรออกไปที่หยิบจับต้องได้ แต่ก็ไม่ทำให้เราเสียอะไร
อย่างน้อยเราก็ได้ความสบายใจกลับออกไป ไม่เชื่อวันหยุดก็ชวนเพื่อนๆ เข้าวัดดู
แล้วคุณจะรู้ว่าความสุขเกิด ขึ้นได้โดยไม่ต้องอาศัยแอลกอฮอล์"
"เข้าผับ เข้าบาร์ เข้าเธค มีแต่เสียกับเสีย เสียเวลา เสียสุขภาพ
เสียเงิน เรียกว่าสารพัดเสียก็ว่าได้ ส่วนการเข้าวัดแม้ว่า จะไม่ได้อะไรออกไป
ที่หยิบจับต้องได้ แต่ก็ไม่ทำให้เราเสียอะไร อย่างน้อยเราก็ได้ความสบายใจกลับออกไป"