 |

พลังศรัทธาในพุทธของ..."ศ.ดร.คาโลร่า"
ขบวนแห่สมโภชพระพุทธเมตตาสว่างรังษี
(หินหยกขาว) โดยอัญเชิญมาจาก อ.แม่สาย จ.เชียงราย มาสู่วัดเมตตาสว่างรังษี
(วัดวังปลาโด) ต.วังใหม่ อ.บรบือ จ.มหาสารคาม เมื่อวันที่ ๑๑ เมษายน ถึงวันที่
๑๑ พฤษภาคม ๒๕๔๘ เมื่อผ่านจังหวัดใดก็จะนิมนต์พระเกจิอาจารย์ในจังหวัดนั้นๆ
และจังหวัดใกล้เคียงมาเจริญภาวนาพุทธาภิเษก โดยมี หลวงตาโสบิน โสปาโกโพธิ (โสบิน
ส.นามโท) รักษาการเจ้าอาวาสเป็นผู้นำนั้น อาจจะดูเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับ พุทธศาสนิกชนไทย
แต่สำหรับ ศ.ดร.คาโลร่า แอนดูโจ (CALORA ANDUJO) วัย ๔๘ ปี ชาวแม็กซิโก หรือที่มีชื่อไทยว่า
"สติมา" กลับไม่ใช่เรื่องธรรมดา
ศ.ดร.คาโลร่า บอกว่า หลังเรียนจบปริญญาเอกด้านคณิตศาสตร์วิทยาศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
ระหว่างที่ทำงานเป็นผู้เชี่ยวชาญในมหาวิทยาลัยแม็กซิโกนั้น ได้ให้ความสนใจอาหารเพื่อสุขภาพมาก
โดยเน้นเรื่องการกินอาหารเพื่อสุขภาพ ส่วนใหญ่จะเป็นอาหารผัก รวมทั้งอาหารที่ปรุงมาจากธรรมชาติ
(ไม่ใช่การกินเจและก็กินอาหารมังสวิรัติ) ซึ่งได้รับคำแนะนำจากเพื่อนชาวญี่ปุ่น
เมื่อรับประทานแล้วสุขภาพก็ดีขึ้น จึงลาออกจากการมา เผยแพร่เรื่องการกินอาหาร
เพื่อสุขภาพ โดยเปิดเป็นร้านอาหารเล็กๆ และสั่งนำเข้าพวกสาหร่ายและปลาอาหารจากจีนและญี่ปุ่นมาขาย
ทั้งนี้จะเปิดขายวันละ ๑ มื้อเท่านั้น แม้ว่าจะเป็นอาหารที่ราคาค่อนข้างแพง
แต่ก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นตามลำดับ ในที่สุดก็ขยายร้านใหญ่ขึ้น ขณะเดียวก็เปิดสอนวิธีทำอาหารเพื่อสุขภาพด้วย
ด้วยความเป็นนักวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์ เมื่อสุขภาพร่างกายมีความสมบูรณ์แล้ว
จึงมีความคิดต่อว่า ทำอย่างไรถึงจะควบคุมจิตใจให้มีความสงบสุขได้ จากนั้นได้หันไปค้นคว้าอ่านหนังสือทางพวกฮินดู
เซน ฯลฯ ขณะเดียวก็เข้าไปฝึกปฏิบัติธรรมโดยสมัครเป็นลูกศิษย์สำนักต่างๆ ซึ่งค่อนข้างจะได้ผล
แต่ไม่มีข้อยุติเพราะได้แค่เรื่องสมาธิเท่านั้น
เธอเล่าต่อว่า ครั้งได้รู้จักกับนักเผยแพร่เรื่องสมาธิจากผู้หญิงคนหนึ่ง
ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อทอง (พระเทพพรหมวชิรญาณ) วัดพระธาตุจอมทอง เมื่อปฏิบัติได้
ระยะหนึ่งเห็นว่าลูกศิษย์ของหลวงพ่อทอง ไม่สามารถอธิบายให้ ความรู้เรื่องการกำหนดจิตสร้างสมาธิให้ซาบซึ้งได้
จึงลงทุนซื้อตั๋วเครื่องบินตั้งใจว่าจะมาเรียนกับหลวงพ่อทองโดยตรง
เมื่อมาถึงประเทศไทยได้เรียนกับลูกศิษย์หลวงพ่อทองเท่านั้น เนื่องจากท่านเป็นพระผู้ใหญ่จึงไม่มีเวลามาสอนโดยตรง
ความตั้งใจที่จะมาเรียนกับอาจารย์โดยตรงแต่กลับมาได้เรียนกับลูกศิษย์ เมื่อเป็นเช่นนี้ความตั้งใจเดิมที่จะมาเรียนสัก
๑ ปี ก็เหลือเพียง ๒ เดือนเท่านั้น ขณะเดียวกันก็พยายามค้นคว้าอ่านหนังสือจากห้องสมุดที่วัดตโปทาราม
ในที่สุดก็ไปอ่านหนังสือของหลวงตาโสบิน ส.นามโท (Insight Meditation Practical
Steps to Ultimate Truth) โดยอ่านถึง ๓ รอบ จากนั้นจึงมีความเข้าใจเรื่องการปฏิบัติสมาธิกำหนดจิต
จากนั้นก็ไปปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่วัดถ้ำตอง
อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นวัดวิปัสสนาฯ ใครไปอยู่วัดแห่งนี้ต้อง ปฏิบัติวิปัสสนาฯ
เท่านั้น โดยนำหนังสือของ หลวงตาโสบินไปเป็นคู่มือด้วย ทั้งนี้ได้ฝึกปฏิบัติอยู่เป็นเวลา
๒ เดือน แต่ก็ยังมีข้อสงสัยบางประการ จึงตัดสินใจไปตามหาหลวงตาโสบินซึ่งเป็นผู้เขียนหนังสือเล่มดังกล่าว
ซึ่งขณะนั้นยังเป็นฆราวาสอยู่ และเมื่อได้ฝึกปฏิบัติแล้วก็สามารถไขข้อข้องใจต่างได้
ขณะเดียวก็ติดต่อหลวงตาโสบินให้ไปสอนในศูนย์สุขภาพที่แม็กซิโก ซึ่งมีสมาชิกอยู่ประมาณ
๓๐๐ คน
รูปแบบของการปฏิบัติของสำนักทั่วๆ ไปส่วนใหญ่ จะเป็นความสงบสุขที่เกิดจากจินตนาการมากกว่า
ไม่ได้เกิดจากการฝึกปฏิบัติสมาธิจริงๆ เป็นความสุข ที่เกิดขึ้นเพียงชั่วขณะเท่านั้น
ปัญหาของ การฝึกปฏิบัติของชาวต่างชาติ คือ ไม่รู้ว่าจะเข้าหาความรู้จากพระได้มากแค่ไหน
ขณะเดียวกันพระก็ไม่มีความรู้ความสามารถ ในการอธิบายธรรมะมากน้อยเพียงใด
เมื่อถามถึงความเป็นพุทธ ศ.ดร.คาโลร่า ตอบว่า เป็นพุทธหรือไม่เป็นพุทธไม่ใช่สาระสำคัญ
ที่สำคัญ คือ เลื่อมใสในหลักธรรมและหลักปฏิบัติในแนวพุทธ เมื่อปฏิบัติแล้วจะมีผลต่อสุขภาพอย่างไร
การศึกษาแสวงหาและปฏิบัติเพื่อทำให้ชีวิต ดีขึ้นไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร
ทุกคนมีสิทธิศึกษาหลักปฏิบัติของทุกศาสนา ส่วนจะดีขึ้นหรือไม่นั้นมันขึ้นอยู่กับคนๆ
นั้น
ส่วนเหตุที่ทำให้คนไทยไม่สนใจศึกษาและปฏิบัติธรรมนั้น ศ.ดร.คาโลร่า มองว่า
คนไทยเห็นพระ เห็นวัด ได้รับการปลูกฝังเรื่องหลักธรรมของพระพุทธเจ้ามาตั้งแต่เกิด
จึงมีความรู้สึกว่าเป็นเรื่องธรรมดา ที่สำคัญ คือ สิ่งเหล่านี้เป็นของฟรีทุกคนสามารถเข้าถึงได้
จึงเห็นเรื่องการปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องธรรมดา ในขณะที่ชาวต่างชาติต้องดิ้นรนแสวงหาเท่านั้น
หนังสือธรรมะดีๆ สักเล่มก็หาอ่านยาก รวมทั้งอาจารย์ผู้สอนก็ยากยิ่งกว่า นอกจากนี้แล้วทุกอย่างต้อเสียเงินซื้อทั้งนั้น
การได้เดินมาปฏิบัติธรรมในครั้งนี้จึงมีความพิเศษมาก แม้ว่าจะต้องบินข้ามน้ำข้ามทะเลมาคนละซีกโลก
แต่มันคุ้มเกินคุ้มที่ จะแสวงหาประโยชน์จากการ่วมปฏิบัติธรรมในครั้งนี้
ขณะเดียวกัน ศ.ดร.คาโลร่า พูดไว้อย่างน่าคิดว่า คนไทยมีบุญที่ได้เกิดอยู่ในเมืองพุทธ
เมืองที่พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองมากที่สุด แต่คนไทยไม่มีวาสนาที่จะเข้าถึงหลักธรรมหลักการปฏิบัติที่แท้จริง
คนไทยส่วนใหญ่จะติดในพิธีกรรมทางศาสนามากเกินไป จนลืมแก่นแท้ของพระพุทธศาสนา
คนไทยไม่ค่อยเข้าถึงหลักธรรมเท่าไรนัก แต่จะเน้นเรื่องประเพณีและพิธีกรรมมากกว่า
แต่ตัวเองเริ่มต้นจากการเรียนรู้คำสอนก่อน ส่วนประเพณีและพิธีกรรมมาเรียนรู้ทีหลัง
ถึงไม่ได้เกิดในเมืองพุทธแต่ก็มีวาสนาที่ได้เข้าถึงแก่นแท้ของพระพุทธศาสนา
อย่างไรก็ตามจากการศึกษาและปฏิบัติธรรมมาเป็นระยะเวลา ๑๕ ปี ทำให้ ศ.ดร.คาโลร่า
เข้าใจสัจธรรมที่ว่า ทุกอย่างเปลี่ยนไปตามกาลเวลา เราต้องมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันเท่านั้น
อะไรมันเกิดก็ต้องเกิด มันอยู่ที่ว่าเราทำใจยอมรับมันได้ดีเพียงใด ถ้าทำใจยอมรับได้ก็มีความสุข
สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ ทำให้กำหนดรู้ตัวเองเอง ความไม่มีตัวตนที่แท้จริง ทำให้ไม่ยึดมั่นถือมั่น
รู้สึกความเป็นอิสระ ซึ่งหมายถึงความเป็นอนัตตานั้นเอง
ส่วนปาฏิหาริย์ในวัตถุมงคลอาจจะมีอยู่จริง แต่ไม่มีใครสามารถพิสูจน์และยืนยันด้วยหลักวิทยาศาสตร์ได้
ส่วนปาฏิหาริย์ที่มีอยู่จริงและสามารถอธิบาย ด้วยหลักวิทยาศาสตร์ได้ คือ
หลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านั้นเอง ดังนั้นวัตถุมงคลจึงเป็นเพียงเครื่องระลึกถึงพระพุทธเจ้าผู้ทำประโยชน์ให้ชาวโลกเท่านั้น
0 เรื่องและภาพ ไตรเทพ ไกรงู 0
|
 |

|
 |
 |