หลักการ หรือ คำสอนแห่งพระพุทธศาสนา ธรรมะคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า มีมากมายที่ทรงตรัสรู้ไว้
ถ้านับเป็นธรรมขันธ์ (หัวข้อ) แล้วจะมีจำนวนถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ทั้งนี้เพื่อให้เหมาะสมแก่อุปนิสัยใจคอ
จริต ฐานะ หรือระดับสติปัญญาของผู้ฟัง ของผู้ประพฤติในรายละเอียดอาจมีต่างๆ
กันไป
แต่ในหลักการใหญ่ของหัวข้อธรรมเหล่านั้นทั้งหมด แม้จะมีมากมายเท่าไรก็พอรวมได้ในหลักทั่วๆ
ไป ๓ ประการ คือ ละเว้นความชั่ว หลักประพฤติความดี หลักชำระใจให้สะอาด และหลักธรรมนี้เองเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ชาวต่างชาติให้ความสนใจเรียนรู้เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาในประเทศไทย
พระ ดร.มโน
(เมตฺตานนฺโท ภิกฺขุ) อาจารย์พิเศษ คณะศาสนาวิชาและปรัชญา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
และที่ปรึกษาเลขาธิการใหญ่องค์การสมัชชาศาสนาเพื่อสันติภาพโลก (ฝ่ายกิจการพระพุทธศาสนา)
กล่าวว่า มูลเหตุที่ชาวต่างชาติให้ความสนใจมาเรียนเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาก็เพราะว่าเมืองไทยเป็นเมืองพุทธ
ประกอบกับชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามายังประเทศไทยจะมีความประทับใจในความเป็นเมืองพุทธที่คนไทยมีความอ่อนโยน
ความนุ่มนวล และความมีน้ำใจของคนไทย หลายคนจึงมีความสนใจว่าอะไรจึงเป็นที่มาของความเป็นเอกลักษณ์ของไทยที่โดดเด่น
โดยเฉพาะแกนหลักของพระพุทธศาสนาก็คือการทำสมาธิภาวนา
ปัจจุบันมีสถานที่ฝึกสมาธิปฏิบัติธรรมกรรมฐานเป็นจำนวนมากในประเทศไทย แต่ยังไม่มีการเรียนการสอนในระดับมหาวิทยาลัย
ดังนั้นการเรียน การฝึกฝนทำสมาธิภาวนา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจึงเป็นสถาบันอุดมศึกษาแห่งแรกที่เปิดให้มีการสอนสมาธิกับนิสิต
โดยมีการประเมินผลให้เกรดกับนิสิตทุกคน เป็นวิชาเชิงพรรณาให้นิสิตได้เข้าใจถึงวิวัฒนาการของการทำสมาธิในพระพุทธศาสนาแบบต่างๆ
สำหรับการเรียนการสอนนั้น
พระ ดร.มโน บอกว่า เริ่มต้นเรียนตั้งแต่ก่อนยุคของพระพุทธศาสนา ศาสนาอินเดียศาสนาพระเวทย์
ศาสนาเชน แล้วต่อเนื่องมาถึงการทำโยคะ จนมาถึงคำสอนของพระพุทธศาสนา เริ่มตั้งแต่การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า
การเผยแผ่ธรรม วิธีการทำจิตภาวนา กรรมฐานวิปัสสนาจากพระกรรมฐานเกือบทั้งหมด
นอกจากนี้แล้วยังมีการเรียนสมาธิแบบโบราณที่ใช้รักษาโรคจากคัมภีร์ธรรมโอสถ
รวมทั้งการทำสมาธิที่นำมาใช้ในชีวิตประจำวัน แล้วก็ครอบคลุมสาระต่างๆ อาทิ
อาณาปนสติ กสิณทั้ง ๑๐ อานุสติทั้ง ๑๐ พรหมวิหาร ๔ การพิจารณาธาตุ
"แนวทางปฏิบัติกรรมฐานได้นำมาจากพระกรรมฐานที่สอนก็คือ หลวงปู่มั่น ท่านพุทธทาส
หลวงพ่อเทียน เป็นต้น การเรียนการสอนก็ขึ้นอยู่กับนิสิตว่าจะนำหลักของท่านใดมาใช้ก็ได้
แต่อย่างน้อยนิสิตทุกคนจะต้องปฏิบัตินั่งสมาธิให้ได้วันละครึ่งชั่วโมง แล้วก็ต้องมีการเล่าถึงประสบการณ์
เป็นการสอบอารมณ์ นิสิตทุกคนจะต้องทำทุกวันของการเรียนในโปรแกรมนี้ และนิสิตแต่ละคนก็จะได้ประสบการณ์ที่แตกต่างกันไป"
พระ ดร.มโน กล่าว
อย่างไรก็ตาม
"คม ชัด ลึก" ได้สอบถามนักศึกษาที่มาเรียน ต่างได้ให้เหตุผลที่น่าสนใจ ดังนี้
นายดีออน พีเพิลส์ นิสิตปริญญาโท จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า มีความสนใจเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาเมื่อครั้งที่เป็นทหารระหว่างปี
๑๙๙๒-๒๐๐๒ ในประเทศสหรัฐอเมริกา มีความตั้งใจว่าอยากจะมาศึกษาหลักธรรมของพระพุทธศาสนา
โดยได้เริ่มต้นมาเรียนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ครั้งแรกของการมาเรียนไม่มีความมั่นใจในตัวเองสักเท่าไรว่าจะเรียนได้
ประกอบกับพระไทยพูดภาษาอังกฤษได้น้อย ทำให้ต้องศึกษาพระธรรมขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าจากพระไตรปิฎกที่แปลเป็นภาษาอังกฤษด้วยตนเอง
"พอเรียนไปก็รู้สึกว่าอยากจะบวช เลยมีความตั้งใจที่บวช ในที่สุดก็ได้บวชที่วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร
ซึ่งเป็นจุดหนึ่งที่ทำให้เปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธ แม้ว่าจะมีปัญหาเรื่องของภาษาก็ตามซึ่งก็จะทำให้ปฏิบัติธรรมกับพระกับวัดค่อนข้างลำบาก
จึงได้ศึกษาพระพุทธศาสนาด้วยตนเอง ประกอบกับการเรียนปริญญาโทที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
และก็ได้ศึกษาจากเพื่อนๆ ทุกวันนี้ผมเองก็แขวนพระของหลวงปู่ฤาษีลิงดำด้วย"
ขณะที่
นายฟิลิป บาชโทลด์ นิสิตปริญญาโท จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ครั้งแรกไม่ได้ตั้งใจที่จะเรียนเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา
บังเอิญมากกว่าว่าในการเรียนเทอมนี้มีวิชาที่จะต้องเรียนรู้เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา
ที่เน้นเรื่องของสมาธิ เมื่อได้เรียนแล้วก็มีความรู้สึกไม่เหมือนที่คิดเอาไว้
ท่านเมตฺตานนฺโท ภิกฺขุ สอนดี มีวิสัยทัศน์ มองอะไรที่ไกลออกไป ชาวต่างชาติอย่างเราจึงรับได้เพราะท่านเน้นการสอนตามหลักของพระพุทธศาสนาควบคู่ไปกับ
กระแสโลก มาถึงวันนี้ก็มีความรู้สึกที่ดีต่อพระพุทธศาสนาเพราะเป็นการให้เราคิดค้นหาตัวตน
สำรวจตัวเองตลอดเวลา
"การเรียนวิชานี้ต้องฝึกฝนเอง ไม่ว่าจะเป็นการรักษาศีล เจริญเมตตาภาวนา
ฝึกสมาธิ โดยเฉพาะการมรณานุสติ เพราะจะช่วยให้สามารถระงับความเศร้าโศกเสียใจได้บ้าง
ช่วยให้ปลงตก มีหลายอย่างที่ให้เราเลือกเรียน เรียนแล้วก็จะต้องคิดเองว่าเรามีความคิดเห็นอย่างไร
วันนี้ผมชอบการฝึกสมาธิ มันทำให้ผมมีสติ ไม่ว่าจะทำเป็นชั่วโมงหรือเพียง
5 นาที ก็ช่วยให้เรามีสมองที่สดใสได้ มันเป็นเครื่องมือให้กับชีวิตเราอย่างมีสติได้ตลอดเวลา"
ทางด้าน
นายเฟรดริก กอสส์ นิสิตปริญญาโท จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ครั้งแรกมาเรียนที่นี่
ก็ยังไม่ค่อยให้ความสนใจเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาเท่าไรนัก เพียงแค่อยากจะมาลองเรียนโปรแกรมนี้ดูว่าเป็นอย่างไร
เนื่องจากนิสิตทุกคนสามารถลองมาเรียนโปรแกรมนี้ก่อนได้ เวลาผ่านไปก็รู้สึกว่าวิชานี้เป็นการฝึกฝนตนเอง
มีการเขียนรายงานส่งอาจารย์ทุกวัน เริ่มมีความรู้สึกสนใจ จึงได้เข้ามาเรียนเต็มตัว
การมาเรียนพระพุทธศาสนาครั้งนี้เหมือนเป็นการต่อยอดจากคุณยายที่เคยมาอยู่ประเทศไทย
แล้วเรียนรู้เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา เมื่อประมาณ ๑๐ ปีแล้ว ท่านก็เคยเล่าเรื่องศาสนาพุทธให้ฟังตั้งแต่เป็นเด็กเพราะคุณยายเป็นคนที่สนใจในเรื่องแบบนี้อย่างมาก
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของหลักพระพุทธศาสนา วัฒนธรรมความเชื่อเป็นต้น แต่ท่าน
เมตฺตานนฺโท ภิกฺขุ ก็สามารถสอนด้วยการแยกแยะออกมาชัดเจนว่าอะไรคือหัวใจของพระพุทธศาสนา
ที่ไม่เกี่ยวข้องกับความเชื่อหรือวัฒนธรรมของคนไทย ทำให้เป็นการเรียนรู้ที่เข้าใจได้ง่าย
"ผมมาเรียนวิชานี้มันก็ทำให้ผมนึกถึงคำสอนของคุณยายอีกครั้งหนึ่ง แม้ว่าคุณยายจะเสียชีวิตไปแล้ว
วันนี้ผมได้เรียนรู้เกี่ยวกับหลักธรรมในพระพุทธศาสนา บางอย่างก็เห็นด้วย
บางอย่างก็ไม่เห็นด้วย ซึ่งก็ทำให้ยอมรับได้เพราะเป็นการสอนที่มีเหตุมีผล
ถือว่าเป็นวิชาที่เป็นเหตุเป็นผล แล้วท่านก็สอนในภาพรวมของศาสนาพุทธว่ามีความเชื่อ
พิธีกรรมวัฒนธรรมอย่างไรในสังคมไทย แล้วเราก็จะได้เรียนรู้ถึงประวัติขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าว่ามีความเป็นมาอย่างไรด้วย"
นายเฟรดริก กล่าว