การสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ ๒ เมื่อเช้ามืดวันอาทิตย์ที่
๓ เมษายน และการจัดพิธีปลง พระศพวันศุกร์ที่ ๘ เมษายนที่ผ่านมา เป็นข่าวเกรียวกราวไปทั่วโลก
ตั้งแต่การ ประชวร การสิ้นพระชนม์ พิธีปลงพระศพก็ดี หรือแม้แต่ การคัดเลือกสมเด็จพระสันตะปาปาพระองค์ใหม่
ซึ่งมีกำหนด ให้กระทำขึ้น ณ วิหารซิสตีน อันศักดิ์สิทธิ์ ในนครวาติกัน
พระ ดร.มโน (เมตฺตานนฺโท ภิกฺขุ) ที่ปรึกษาเลขาธิการใหญ่
องค์การสมัชชาศาสนาเพื่อสันติภาพโลก (ฝ่ายกิจการ พระพุทธศาสนา) และอาจารย์พิเศษ
คณะศาสนาวิชา ศาสนา และปรัชญา จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย บอกว่า คริสตจักรโรมัน
คาทอลิก เป็นศาสนาใหญ่ในบรรดาศาสนาใหญ่ๆ ทั้งหลายที่มีอยู่ในโลก ขณะนี้ เป็นศาสนาที่เผยแผ่ไปทั่วโลก
มีศาสนิกชนกว่าหนึ่งพันล้านคน
"ต้องยอมรับว่า คริสตจักรโรมันคาทอลิก มีการจัดระบบการบริหารจัดการที่เป็นระเบียบ
มีโครงสร้างที่ทันสมัย และเป็นปึกแผ่นที่สุด ทำให้คริสตจักรโรมันคาทอลิก
ส่งผลให้เป็นศาสนา ที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลกนี้ ทั้งด้านการเมือง การบริหารงานทางศาสนา"
พระ ดร.มโน กล่าว พร้อมกับบอกด้วยว่า
สมเด็จพระสันตะปาปาเป็นผู้นำทางศาสนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของศตวรรษนั้น
เป็นความจริงอย่างมาก กระบวนการคัดเลือกให้ขึ้นดำรงตำแหน่งนี้
ทำให้พระองค์เป็นผู้ที่สร้างประวัติศาสตร์ใหม่แก่ศาสนา
โรมันคาทอลิกและวงการศาสนาโลก ทรงเป็นนักสู้ที่ต่อสู้กับลัทธิคอมมิวนิสต์ในยุโรป
ในยุคสงครามเย็นกำลังรุนแรงและเป็นภัยต่อสันติภาพของโลกอย่างมาก
ทรงดำเนินนโยบาย จนทำให้อำนาจทางการเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์ในโปแลนด์และเยอรมันตะวันออก
อ่อนแออย่างมาก และยังเป็นผู้นำในการส่งเสริมศีลธรรม การประสานงานระหว่างศาสนาเพื่อสันติภาพของโลกไม่ว่า
จะเป็นความขัดแย้งในไอแลนด์เหนือ ปัญหาปาเลสไตน์ สงครามกลางเมืองในซีเลลิออน
สงครามในคาบสมุทรบัลข่าน ทรงเดินทางไปเยี่ยมเยียนประเทศต่างๆ
กว่า ๑๐๐ ประเทศ เป็นสมเด็จพระสันตะปาปาพระองค์แรกที่เข้าไปผูกมิตรกับผู้นำมุสลิมในสุเหร่า
พบผู้นำชาวพุทธ ในโบสถ์และผู้นำชาวยิวในซินากอก และเป็นผู้ริเริ่มการประชุมนำศาสนาต่างๆ
ทั่วโลกเพื่อสันติภาพ ณ เมืองอซิซี เมื่อพ.ศ. ๒๕๒๙ และจากประสบการณ์ส่วนตัวที่เคยได้รับนิมนต์ไปร่วมประชุมด้วยเป็นครั้งแรก
ในเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๐ ณ นครวาติกัน และได้รับนิมนต์ให้ไปร่วมประชุม เพื่อสันติภาพในลักษณะเช่นนี้ต่อมาอีก
๔ ครั้ง ณ นครวาติกัน
พระ ดร.มโน กล่าวถึงนครวาติกัน ว่า แม้จะเป็นองค์กรทางศาสนาแต่ก็มีฐานะเท่ากับ
ประเทศเอกราชประเทศหนึ่ง นอกจากจะมีระบบการบริหารการจัดการทางภาคกิจการทางศาสนา
อันก้าวหน้ากว่าทุกศาสนาในโลกแล้ว การบริหารงานภายใน การศึกษา มีระบบการธนาคาร
กิจการไปรษณีย์ วิทยุโทรทัศน์ และสื่อมวลชนที่เป็นของตนเองอย่างเด็ดขาด มีรากฐานทางประวัติศาสตร์สืบต่อ
กันมาตั้งแต่สมัยที่พระเจ้าคอนสแตนตินรับคริสต์ศาสนามาเป็นศาสนาประจำชาติของอาณาจักรโรมันเมื่อพันกว่าปีมาแล้ว
อารยธรรมของนครวาติกันก็เหมือนกับอารยธรรมทั้งหลายที่มีมาช้านาน
เมื่อมียุคที่เจริญก็มายุคเสื่อม และอำนาจนั้นเมื่อมีการนำไปใช้ในทางมิชอบก็เกิดขึ้นได้เสมอเช่นกัน
มิใช่สันตะปาปาทุกพระองค์ ในอดีตจะเป็นคนดี อำนาจนั้นเป็นยาเสพติดที่ร้ายแรงยิ่งกว่ายาเสพติดทั้งปวง
ผู้ที่ขึ้นมามีอำนาจก็สามารถ ใช้อำนาจของตนไปในทางที่ผิดได้เสมอ สมเด็จพระสันตะปาปาบางพระองค์
ในอดีตแอบมีทั้งลูกทั้งภรรยา และใช้อำนาจของตนไปในทางการเมืองยิ่งกว่าทางศาสนา
ในที่สุดเมื่อประมาณ ๕๐๐ ปีที่ผ่านมา จึงเกิดคริสต์ศาสนานิกายโปรเตสแตนต์ขึ้น
โดยการนำของนักบวชชื่อ มาร์ติน ลูเธอร์ และ จอห์น แคลวิน ซึ่งลุกขึ้นประณามการสอน
และวิธีการเรี่ยไรของวาติกัน ประเทศในยุโรปอีกหลายประเทศ
สนับสนุน เกิดสงครามกลางเมืองและประชาชนล้มตายกันไปเป็นจำนวนมาก
สำหรับประวัติศาสตร์ของคริสตจักรโรมันคาทอลิกนั้น สมัยยุคกลางของทวีปยุโรป
สมเด็จพระสันตะปาปาแต่ละพระองค์มีอำนาจมาก มีคุกสำหรับลงโทษราษฎรหรือ ผู้ที่ไม่มีความเชื่อทางศาสนา
นักบวชที่เห็นผิด หรือแม้กระทั่งพระที่ทางการเห็นว่าปกครอง ยากก็ถูกนำไปขังคุกหรือเผาทั้งเป็น
สมเด็จพระสันตะปาปามีกำลังทหารรักษาพระนคร และนักบวชซึ่งทำหน้าที่ปกครองแว่นแคว้นต่างๆ
ทั่วยุโรป
กษัตริย์แต่ละพระองค์จะขึ้นครองราชย์ก็ต้องให้สมเด็จพระสันตะปาปาเป็นผู้สวมมงกุฎให้
แม้สงครามครูเซสอันยาวนานก็เกิดขึ้นเพราะสมเด็จพระสันตะปาปาระดมกองทัพจากประเทศต่างๆ
ทั่วยุโรป ไปต่อสู้กับชาวมุสลิมที่ครอบครองกรุงเยรูซาเลม อันเป็นนครศักดิ์สิทธิ์ที่แสวงบุญของชาวคริสต์ทั่วโลก
ในยุคโบราณ ตำแหน่งสมเด็จพระสันตะปาปา จึงเป็นที่หมายปองของกษัตริย์และ
ตระกูลขุนนางผู้มีอิทธิพลมากของยุโรป การแต่งตั้งสมเด็จพระสันตะปาปาพระองค์ใหม่แต่ละครั้ง
เป็นเรื่องยุ่งยากมาก เนื่องจากมีการเมืองเข้าแทรกแซง ทำให้บางครั้งถึงกับตกลงกันไม่ได้
เนื่องจากกษัตริย์ ๒-๓ ประเทศที่มีอำนาจ ถือหางพระบิชอปคนละองค์แล้วตกลงกันไม่ได้
เกิดสมเด็จพระสันตะปาปาขึ้นพร้อมกันถึง ๒ พระองค์ ก็เคยมีมาแล้ว
พระ ดร.มโน บอกด้วยว่า คริสตจักรโรมันคาทอลิกนั้นมีประวัติศาสตร์ที่ชัดเจนและ
มีการปฏิรูปการปกครองภายใน ทำให้เกิดคำสอนที่ทำให้ประชาชนรุ่นต่อๆ มาสามารถยอมรับ
ได้มากยิ่งขึ้น นักบวชชายและหญิงได้รับการฝึกให้มีศรัทธาอย่างเปี่ยมล้นในพระผู้เป็นเจ้า
พระเยซูคริสต์และพระนางมาเรีย ออกเผยแผ่ศาสนาและเป็นผู้นำในการช่วยเหลือคนยากไร้
ให้ได้มีที่พึ่งพิง ให้คนไม่มีการศึกษาได้มีการศึกษา จัดระบบการบริหารกิจการทางศาสนาของตนอย่างต่อเนื่อง
จนกระทั่งยุคการสังคายนาวาติกันครั้งที่สองเมื่อ ๔๐ ปีที่ผ่านมา
การบริหารงาน คริสตจักรโรมันคาทอลิกได้รับการปฏิรูปครั้งใหญ่ เปิดกว้างมากยิ่งขึ้น
และยอมรับความแตกต่าง ทางความเชื่อทางศาสนามากยิ่งขึ้น การปฏิรูปนั้นเกิดจากนโยบายของผู้บริหาร
ระดับสูงเอง มิใช่เกิดจากแรงกันดันจากนักการเมืองภายนอกศาสนาจักร
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในปัจจุบัน คริสต์ศาสนานิกายโรมันคาทอลิกแม้ว่าจะได้ชื่อว่าเป็น
ศาสนามีคนนับถือมากที่สุดในโลก เป็นศาสนาเติบโตเร็วที่สุดในทวีปแอฟริกา แต่ก็ยังเผชิญกับปัญหาหนักอกอีก
หลายประการเป็นต้นว่า คดีอื้อฉาวที่บาทหลวงหลายคน ในสหรัฐตกเป็นจำเลยการกระทำชำเราเด็กผู้ชาย
จนศาลตัดสินให้ศาสนจักรต้องเสียค่า ปรับจำนวนมากแก่เหยื่อผู้เสียหาย ทำให้เกิดวิกฤติศรัทธาในอเมริกา
การต่อสู้กับกระบวนการรณรงค์ระดับโลกเพื่อให้เกิดการใช้ถุงยางอนามัยในการคุม
กำเนิดและป้องกันโรคเอดส์ การทำแท้งเสรี การวิจัยในเซลล์ตั้งต้นของมนุษย์
การให้สิทธิในการที่สามีภรรยาสามารถหย่าขาดจากกันได้ในหมู่ศาสนิก การเรียกร้อง
ในสตรีมีสิทธิบวชเป็นบาทหลวงได้เท่าเทียมกับบุรุษเพศ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ยังเป็นปัญหา
ที่ท้าทายและสร้างความแตกแยกทางความคิดในศาสนาโรมันคาทอลิกที่สมเด็จ พระสันตะปาปาพระองค์ใหม่ต้องรับภาระแก้ไขต่อไป
พระ ดร.มโน ยังบอกด้วยว่า สิ่งที่ชาวพุทธไทยน่าจะเรียนรู้จากคริสต์ศาสนาโรมันคาทอลิก
คือ การจัดรูปแบบการบริหารการจัดการให้มีประสิทธิภาพ เป็นต้นว่าการกำหนดกฎเกณฑ์
การคัดเลือกผู้ที่จะได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสูงสุดในคณะสงฆ์ให้โปร่งใส
เพื่อให้เกิดการยอมรับจากพุทธศาสนิกชนในระดับต่างๆ เช่นเป็นต้นว่า
แทนที่จะให้ตำแหน่งนั้นแก่ผู้ที่มีสมณศักดิ์เป็นสมเด็จที่อาวุโสสูงสุดเพียงตำแหน่ง
เดียวจากกรรมการมหาเถรสมาคมเท่านั้น ก็เป็นการให้เจ้าคณะจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ
เป็นผู้ประชุมลับกันแล้วคัดเลือกพระเถระผู้แทนที่เหมาะสมขึ้นมาเอง เพื่อให้ทรงโปรดเกล้าฯ
แต่งตั้ง โดยมิต้องให้มีอำนาจทางการเมืองของรัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็จะเป็นประชาธิปไตย
มีความโปร่งใส มีทางเลือกมากขึ้นแก่พระศาสนาและเข้ากับความเป็นจริงทางวัฒนธรรมในประเทศ
จะดีกว่า พ.ร.บ.สงฆ์ในปัจจุบัน ที่ได้สร้างปัญหาและความแตกแยกในคณะสงฆ์ขณะนี้
และอาจจะจัดให้มีการหมุนเวียนเปลี่ยนตำแหน่งของเจ้าอาวาสเสียใหม่ทุก ๔ หรือ
๕ ปี
"เพื่อไม่ให้เกิดลัทธิ วัดใครวัดมัน เจ้าอาวาสทั้งหลายที่มีความสามารถ
จะไม่จำเจ บริหารเฉพาะวัดใดวัดหนึ่งเพียงวัดเดียว แต่เป็นการกระจายอำนาจการบริหารให้ทั่วถึง
และให้พุทธบริษัทในท้องถิ่นร่วมในการบริหาร และมีทางเลือกในการตัดสินใจมากขึ้น
นอกจากจะเข้ากับหลักการบริหารสมัยใหม่ในการกระจายอำนาจแล้ว ยังเข้ากับหลักการ
ของพระธรรมวินัยที่ไม่สนับสนุนให้เกิดการสะสมของพระภิกษุและทำให้พระพุทธศาสนาเข้มแข็งขึ้น"
พระ ดร.มโน กล่าว