ในสมัยโบราณเมื่อประชาชนทำผิดอันเป็นโทษเป็นภัยต่อบ้านเมือง หรือเป็นกบฏต่อประเทศชาติราชบัลลังก์ เมื่อสอบความได้อย่างถี่ถ้วนแล้ว จึงตัดสินให้ "ประหารเจ็ดชั่วโคตร"
การนับเจ็ดชั่วโคตรนั้น ให้นับตัวผู้กระทำผิดเป็นหลัก แล้วขึ้นไปสามชั่วโคตร ลงมาสามชั่วโคตร หมายความว่าคนที่เป็นเสี้ยนหนามของแผ่นดิน เป็นกบฏต่อบ้านเมือง ประเทศชาติราชบัลลังก์นั้น มิควรให้อยู่หนักผืนแผ่นดิน หรือเป็นเสี้ยนหนามทิ่มแทงความสงบสุขต่อไป
การตัดสินประหารชีวิตเจ็ดชั่วโคตรนั้นย่อมก่อให้เกิดความยำเกรง เกิดความรับผิดชอบเกิดการตักเตือน เกิดการควบคุมกันภายในวงศาคณาญาติ ผู้จะกระทำผิดก็จะไม่กล้าที่จะกระทำผิด ผู้ที่เป็นพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย หรือผู้ที่เกี่ยวข้องจะมีความรับผิดชอบซึ่งกันและกัน อีกทั้งอาศัยความรักเป็นพื้นฐานจึงไม่มีผู้กล้าทำผิดอันเป็นเสี้ยนหนามแห่งประเทศชาติราชบัลลังก์ กฎหมายประหารเจ็ดชั่วโคตรจึงศักดิ์สิทธิ์ ควบคุมดูแลสังคมให้ร่มเย็นเป็นสุข
ปัจจุบันกฎหมายประหารชีวิตเจ็ดชั่วโคตรได้ล้มเลิกไปแล้ว สังคมเปลี่ยนไป ถ้าเราจะรื้อฟื้นกฎหมายแบบนี้มาใช้ก็คงไม่เหมาะ โลกจะมองว่าประเทศเรานี้เป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน ทั้งที่ประเทศบางประเทศที่ว่าเรานั้นมันเถื่อนกว่าเราเยอะ แต่มันก็จ้องว่าคนอื่นเพื่ออำพรางภาพอันโหดเหี้ยมของตัวเอง
มีกฎหมายบางฉบับที่ออกมาเฉียดๆ กับกฎหมายเจ็ดชั่วโคตร เช่น กฎหมายเกี่ยวกับการทำผิดของวัยรุ่น ที่พ่อแม่ต้องมีส่วนรับโทษ แต่ก็ไม่จริงจังอะไรนัก เพราะว่าลูกคนออกกฎหมาย คนควบคุมให้ปฏิบัติตามกฎหมายมันทำผิดเสียเอง จึงมีการละเมิดโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ บ้านเมืองของเราก็เลยยุ่งยากยุ่งเหยิงดังที่เห็นกันอยู่
ความผิดบางอย่างเป็นเรื่องของการสร้างความยุ่งยากปั่นป่วนบนแผ่นดิน แต่ก็มีขบวนการประท้วงโดยฝูงชน และโดยข้ออ้างว่าเป็นความเข้าใจทางศาสนาที่แตกต่างกัน ความผิดนั้นจึงไม่สามารถใช้กฎหมายได้เต็มที่ การเผาบ้านเมือง การยิงฆ่า วางระเบิด จึงเกิดขึ้นจนแผ่นดินปราศจากความสงบสุข อีกทั้งผู้สร้างเงื่อนไขได้มีอำนาจหน้าที่ในบ้านเมือง ในพรรคการเมืองที่ต่างขั้วอำนาจ
ผู้ที่สร้างปัญหา ได้กลายมาเป็นผู้สร้างสมานฉันท์ การล้างแค้นจึงเกิดขึ้นในบ้านเมืองเรา แต่น่าสงสาร ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อเป็นผู้บริสุทธิ์ และเหยื่อที่ได้รับชะตากรรมอย่างหนักคือประเทศชาติ ประชาชน !