ก้าวสำคัญทางประวัติศาสตร์ของรัฐบาลทักษิณ ๒/๑ คือ การตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ
อันประกอบด้วยบุคคลผู้มีชื่อเสียงในสาธารณชน จำนวน ๔๘ ท่าน นำโดย อดีตนายรัฐมนตรี
๒ สมัย นายอานันท์ ปัญญารชุน เป็นอีกมิติหนึ่งในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งภาคใต้ที่สร้างความหวังให้เกิดขึ้นแก่สาธารณชนในประเทศ
หลังจากที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องนโยบายมาตลอด นับตั้งแต่เหตุการณ์ร้ายแรงที่มัสยิดกรือเซะ
และที่ อ.ตากใบ
การแต่งตั้งคณะกรรมการชุดนี้นับว่าเป็น มงคล ที่สุดต่อการบริหารงานแผ่นดินของรัฐบาล
เนื่องจากในบรรดากรรมการทั้งชุดนี้ หลายท่านเป็นผู้ที่สาธารณชนต่างทราบกันดีว่า
เป็นผู้ที่เคยวิจารณ์นายกรัฐมนตรีอย่างรุนแรงมาก่อนในที่สาธารณะ การที่ท่านเหล่านี้ยอมมาร่วมสมานฉันท์จึงเท่ากับสร้างความน่าเชื่อถือให้เกิดขึ้นว่า
ในขณะนี้มีทีมงานที่มีความเป็นกลางทางการเมืองเกิดขึ้น เพื่อให้ข้อมูลด้านต่างๆ
แก่นโยบายการดับไฟใต้
กรรมการชุดนี้มิใช่เป็นแต่เพียงกระจกส่องให้รัฐบาลเห็นตนเองในการประสานทุกฝ่ายให้เข้ากันทางระดับนโยบายเท่านั้น
แต่เป็นผู้ที่จะมีกำลังการต่อรองกับรัฐเพื่อประโยชน์สุขของผู้ที่มีความรู้สึกว่าตนถูกข่มเหงรังแก
เป็นคณะที่จะประสานงานทำให้รัฐเดินทางเข้าสู่ทางสายกลางทางนโยบายมากขึ้น
กระนั้นเอง ขอบเขตของการปฏิบัติการนั้นยังคงไม่เพียงพอ เนื่องจากการขาดผู้ที่จะต่อรองกับผู้นำทางการเมืองของผู้ปรารถนาที่จะแบ่งแยกดินแดน
ซึ่งมีความสำคัญไม่น้อยกว่าคณะกรรมการสมานฉันท์ระดับชาติเช่นเดียวกัน แต่เป็นคณะกรรมการสมานฉันท์ในระดับท้องถิ่น
ที่จะสร้างความเชื่อมั่นว่า ประชาชนคนไทยที่นั่นได้รับความยุติธรรมภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับเดียวกัน
ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใดหรือมีบรรพบุรุษเชื้อชาติใดมาก่อน
คณะกรรมการที่จะทำหน้าที่ในระดับรากหญ้านี้ควรมาจากตัวแทนที่คนใน
๓ จังหวัดภาคใต้ให้ความเชื่อถือ และน่าจะเป็นองค์คณะของผู้นำศาสนาหลายๆ ศาสนาทำงานร่วมกันเพื่อประสานความร่วมมือกันทุกฝ่าย
พลังของความแตกต่างทางความเชื่อเมื่อประสานกันได้ ย่อมเป็นพลังที่สร้างสรรค์และน่าเชื่อถือในระดับท้องถิ่นไม่แพ้คณะกรรมการในระดับชาติเช่นกัน
กรรมการอีกชุดหนึ่งในระดับท้องถิ่นที่ประกอบด้วย ผู้แทนที่น่าเชื่อถือจากศาสนาต่างๆ
ทำงานอย่างอิสระเพื่อความสมานฉันท์ในระดับท้องถิ่น จึงมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ไม่น้อยไปกว่าคณะกรรมการระดับชาติเลย
พระเมตฺตานนฺโท ภิกฺขุ