"ขวัญเรือน" ถือว่าเป็นนิตยสารขวัญใจแม่บ้านทั่วฟ้าเมืองไทย ซึ่งอาจจะพูดได้ว่า
"ไม่มีผู้หญิงคนไหนไม่รู้จักนิตยสารขวัญเรือน" โดยการคุมทีมของแม่ทัพหญิง "พนิดา
ชอบวณิชชา" บรรรณิการนิตยสารขวัญเรือน ที่ยืนหยัดด้วยความเป็นหนึ่งในยุทธจักรมาถึง
๓๖ ปี
พนิดา บอกว่า นิตยสารขวัญเรือน ถือว่าเป็นจุดกำเนิดของ นิตยสารโลกทิพย์
เดิมที่นั้นเป็นเพียงคอลัมน์หนึ่งที่ใช้หัวคอลัมน์ว่า "สิ่งศักดิ์สิทธิ์และอภินิหาร"
ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร ขวัญเรือน ปีที่ ๓ ฉบับที่ (๔๒๔) ๘๖ เดือนกรกฎาคม
๒๕๑๘ เขียนโดย สิทธา เชตวัน (ปัจจุบันบวชเป็นพระสงฆ์แล้ว) ในเวลาต่อมาคอลัมน์ดังกล่าวได้เปลี่ยนชื่อใหม่
เป็นคอลัมน์ "โลกทิพย์" ในปี ๒๕๒๓
คอลัมน์โลกทิพย์อยู่ในหนังสือขวัญเรือนล่วงเลยมาถึง เดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๒๕
อันเป็นปีเฉลิมฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครบ ๒๐๐ ปี กองบรรณาธิการขวัญเรือนก็ได้รวบรวมคอลัมน์โลกทิพย์จัดพิมพ์เป็นรูปเล่มขึ้น
โดย คะนอง เนินอุไร (อานนท์ เนินอุไร) เป็นโลกทิพย์ฉบับรวมเล่ม เล่มที่ ๑
ออกวางตลาดเป็นรายเดือน ต่อมาได้เปลี่ยนมาเป็น รายปักษ์ตามความเรียกร้องของท่านผู้อ่าน
เมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๒๖ ฉบับที่ ๑๘
อย่างไรก็ตาม
แม้เจ้าของนิตยสารขวัญเรือนจะไม่แขวนพระเครื่อง แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธเรื่องปาฏิหาริย์เสียเลยทีเดียว
ทั้งนี้ได้ให้มุมมองเกี่ยวกับปาฏิหาริย์ว่า พระเครื่องเป็นเรื่องที่มีสิ่งเร้นลับบางอย่างอยู่ในองค์
ส่วนจะเกิดปาฏิหาริย์ได้หรือไม่นั้น เชื่อว่าขึ้นอยู่กับพลังศรัทธามากกว่า
สิ่งที่เกิดขึ้นในเรื่องแบบนี้คงไม่สามารถอธิบายให้ใครเข้าใจได้ แต่ความแน่นอนคือเราต้องปฏิบัติธรรม
ศึกษาธรรมะขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้า และคนเราปฏิบัติธรรมได้ในระดับหนึ่งปาฏิหาริย์จึงเป็นผลพลอยได้เท่านั้นเอง
ที่ผ่านมาของชีวิตมีหลายครั้งคิดว่าจะมีอุบัติเหตุขั้นร้ายแรง แต่แล้วก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี
ความรู้สึกตรงนั้นเหมือนมีอะไรเฝ้าคอยมาช่วยเรา หรือเข้ามาพยุงเราเอาไว้
จากเหตุการณ์ที่หนักให้บรรเทาเบาบางลง และอุปสรรคทุกๆ อย่างที่เราเจอก็จะบรรเทาลงเช่นกัน
ประมาณเหมือนกับเรารู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นคล้ายกับมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาเตือนให้เรามีสติอยู่ตลอดเวลา
ทำให้การตัดสินใจเฉพาะหน้าได้เป็นอย่างดี
ทำบุญ
ฟังเทศน์ อ่านหนังสือธรรมะ และปฏิบัติธรรม เป็นสิ่งที่พนิดาปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่อง
ส่วนใหญ่จะไปทำบุญแล้วก็ปฏิบัติธรรมกับชมรมปฏิบัติธรรมโลกทิพย์เป็นประจำ
ขณะเดียวกันทุกวันเสาร์ต้นเดือนก็จะมีพระอริยเจ้ามาเทศนาให้ฟัง
นอกจากนี้แล้วก่อนนอนเกือบทุกคืน ถ้าไม่ไปงานสังคมดึกจนเกินไปกลับถึงบ้านจะต้องนั่งสมาธิ
สวดมนต์ พร้อมทั้งแปลเพื่อให้รู้ความหมายในบทสวดมนต์นั้นด้วย หากมีคืนไหนไม่ได้สวดมนต์เนื่องจากกลับบ้านดึก
ร่างกายไม่ไหวที่จะสวดมนต์ ซึ่งสิ่งที่ทำทดแทนได้ก็คือการเปิดเทปสวดมนต์ทำวัตรเช้าเย็นฟังแล้ว
เหมือนใจเราได้ปฏิบัติส่งผลให้นอนหลับสบาย
เธอให้เหตุผลการสวดมนต์ไว้อย่างน่าฟังว่า "การสวดมนต์เช้าเย็นเวลาออกไปทำงานก็ทำให้จิตเรานิ่ง
เมื่อจิตเรานิ่งมีปัญหาเข้ามา สติดีปัญญาก็จะเกิด ทำให้เราแก้ปัญหานั้นผ่านไปได้ด้วยดี
จิตนิ่งก็ทำให้เราแก้ปัญหาได้ดีขึ้น เป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้จักคิด รู้จักการไตร่ตรองในปัญหาต่างๆ
ได้เป็นอย่างดี เพราะจิตนิ่งก็จะทำให้ข้อมูลในสมองมีการเรียงตัวได้ดีขึ้น
มีการเลื่อนไหลอย่างไร้อุปสรรค"
ด้วยเหตุที่เป็นคนทำหนังสือ สิ่งหนึ่งที่บรรณาธิการนิตยสารขวัญเรือนอยากแนะนำ
คือ "คนทำหนังสือต้องอ่านหนังสือทุกประเภท เพื่อนำมาพัฒนาการทำนิตยสารให้มีความหลากหลาย
และความทันสมัยในทุกเรื่อง" แต่มีหนังสืออยู่ประเภทหนึ่งที่เธอให้ความสนใจมากเป็นพิเศษคือ
หนังสือธรรมะ
การอ่านหนังสือธรรมะ ทำให้มีความสนใจในเรื่องของการปฏิบัติธรรมตามมา เมื่อได้อ่านหลักธรรมแล้วนำมาปฏิบัติก็แสดงให้เห็นความเป็นวิทยาศาสตร์
แสดงให้เห็นถึงความเป็นจริงของชีวิต แม้แต่พระพุทธองค์ทรงได้ตรัสรู้เอาไว้ให้เห็นถึงการเกิด
แก่ เจ็บ ตาย ล้วนแล้วแสดงให้เป็นถึงความเป็นจริงของชีวิตที่ธรรมดา อ่านแล้วเป็นการเปิดความเร้นลับ
ความเป็นธรรมชาติ เปิดความจริงแท้ของธรรมชาติให้เราได้รับรู้
พนิดา
บอกด้วยว่า การปฏิบัติธรรมก็เชื่อว่าจะทำให้ชีวิตเจริญก้าวหน้า เพราะหลักธรรมะสอนให้เรามีสติมีสมาธิที่ดีขึ้น
เป็นการช่วยทางด้านปัญญา มีชีวิตดำรงอยู่อย่างไม่ประมาท ใครที่ได้ปฏิบัติธรรมตามหลักพุทธศาสนากันอย่างจริงจังแล้ว
จะมีประโยชน์ต่อชีวิตเรา เป็นมงคลกับชีวิตเราอย่างดียิ่ง คนเราดำรงชีวิตอยู่ในสังคมควรมี
ศีล ๕ ประกอบด้วย ๑.ไม่ฆ่า ๒.ไม่ลัก ๓.ไม่ล่วงในกาม ๔.ไม่หลอกลวง และ ๕.ไม่เสพของมึนเมาให้โทษ
วันใดเรามีศีลครบ ๕ ข้อ แสดงว่าวันนั้นเรามีความเป็นคนบริบูรณ์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์
ส่วนมรรค ๘ เป็นสิ่งสำคัญซึ่งประกอบด้วย ๑.สัมมาทิฏฐิ คือมีปัญญาอันเห็นชอบ
ได้แก่การเห็นในอริยสัจ ๔ คือ ทุกข์ เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ (สมุทัย) ความดับทุกข์
(นิโรธ) ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ (มรรค) ๒.สัมมาสังกัปปะ คือดำริชอบ
ได้แก่ ดำริที่จะออกจากกาม (เนกขัมมะ) ดำริในการไม่พยาบาทปองร้ายผู้อื่น
ดำริในการไม่เบียดเบียนผู้อื่น ๓.สัมมาวาจา คือเจรจาชอบ ได้แก่การเว้นจากวจีทุจริต
๔.สัมมากัมมันตะ คือทำการงานชอบโดยประกอบการงานที่ไม่ผิดประเพณี ไม่ผิดกฏหมาย
ไม่ผิดศีลธรรม และเว้นจากการทุจริต ๕.สัมมาอาชีวะ คือเลี้ยงชีวิตชอบได้แก่
การเว้นจากการเลี้ยงชีพในทางที่ผิด ๖.สัมมาวายามะ คือมีความเพียรชอบ ๔ ประการได้แก่
เพียรระวังมิให้บาปหรือความชั่วเกิดขึ้น เพียรละบาปหรือความชั่วที่เกิดขึ้นแล้ว
เพียรทำกุศลหรือความดีให้เกิดขึ้น เพียรรักษากุศลหรือความดีที่เกิดขึ้นแล้วให้คงอยู่
๗.สัมมาสติ คือระลึกชอบได้แก่ การระลึกวิปัฏฐานได้แก่ การระลึกในกาย เวทนา
จิต ๘.สัมมาสมาธิ คือตั้งใจชอบ ทำจิตให้สงบระงับจากกิเลส เครื่องเศร้าหมอง
ให้มีอารมณ์แน่วแน่เป็นอันเดียว เพื่อให้จิตจดจ่อไม่ฟุ้งซ่าน หาอารมณ์อันไม่มีโทษให้จิตยึด
นอกจากนี้แล้วการดำเนินชีวิตในสังคมให่มีความสุขต้องยึดหลัก พรหมวิหาร
๔ ประกอบด้วย ๑. เมตตา ความรัก อันเนื่องด้วยความปรารถนาดี ไม่มีอารมณ์เนื่องด้วยกิเลส
๒. กรุณา ความสงสารปรานีให้พ้นทุกข์ ๓. มุทิตา ความมีจิตชื่นบาน พลอยยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี
๔. อุเบกขา มีอารมณ์เป็นกลางวางเฉย ไม่เอียงซ้ายเอียงขวา แล้วยังใช้ได้กับการบริหารงานได้ด้วย
"การอ่านหนังสือธรรมะหลายคนมองว่าเข้าถึงยาก อ่านแล้วอาจไม่รู้เรื่อง แต่ตรงนี้ก็อยากจะบอกว่า
เราควรเริ่มอ่านหลักธรรมะที่ง่ายๆ ก่อน อ่านแล้วถ้าหาฟังได้ก็ลองฟังไปเรื่อยๆ
เพียงเท่านี้ก็จะทำให้เราสนใจในเรื่องของธรรมะขึ้นมาได้ในระดับหนึ่ง ยิ่งจะให้เข้าถึงได้ต้องอ่านแล้วแปลไป
หรือถ้าเราสวดมนต์แล้วแปลตามไปด้วยเราก็ได้หลักธรรมะที่ชัดเจน ได้ดื่มดำกับบทสวดได้ลึกซึ้ง
หากเราไม่รู้คำแปลหรือความหมาย" พนิดากล่าวทิ้งท้าย
0 เรื่อง สุทธิคุณ กองทอง 0
0 ภาพ สมชาย คุ้มกัน 0