"ยิ่งพระป่า
พระเมือง หรือพระสงฆ์อื่นๆ ขัดแย้งกันมากเท่าใด พุทธศาสนายิ่งย่อยยับมากเท่านั้น
ทุกวันนี้ศาสนาอื่นก็จ้องจังหวะที่จะเข้ามายึดพุทธศาสนิกชน เขานั่งยิ้มกระหยิ่มอยู่ในใจ
หรือบางศาสนาอาจจะนั่งหัวเราะรอที่จะฉวยโอกาสอยู่ทุกเมื่อ เพราะที่ผ่านมานั้น
ประเทศไทยถือว่ามีความสุดยอดในเรื่องความแข็งแกร่งทางพุทธศาสนา"
นี่คือเสียงสะท้อนของ หลวงตาโสบิน โสปาโกโพธิ (โสบิน ส.นามโท) รักษาการเจ้าอาวาสวัดเมตตาสว่างรังษี
(วัดวังปลาโด) ต.วังใหม่ อ.บรบือ จ.มหาสารคาม
จากประสบการณ์ที่ได้เป็นนักเผยแผ่พระพุทธศาสนาอยู่ใน
ต่างประเทศมากว่า ๓๐ ปี หลวงตาโสบิน ได้สะท้อนปัญหาความขัดแย้งของคณะสงฆ์ไทยว่า
หากจะเปรียบเทียบกับองค์กรในศาสนาอื่นสู้ไม่ได้เลย องค์กรของสงฆ์ไทยมีแต่รูปแบบ
มีแต่ระเบียบกฎเกณฑ์ มีแต่ระบบ เพราะพระส่วนใหญ่ยังทำเพื่อแสวงหาลาภยศสรรเสริญให้ตัวเอง
พระธรรมทูตบางรูปพยายามรายงานผลงานของตนเองเพื่อพิจารณาแต่งตั้งสมณศักดิ์ที่สูงขึ้น
ส่วนที่ทำเพื่อศาสนาอย่างแท้จริงนั้นมีน้อยมาก เห็นแก่ตัวเอง และเห็นแก่ลูกน้องมากเกินไป
ทุกวันนี้ต้องยอมรับว่า งานบริหารศาสนาไม่ได้อยู่ที่มหาเถรสมาคม ซึ่งมีอำนาจในการบริหารสงฆ์
จุดอ่อนของพระพุทธศาสนาทุกวันนี้ คือ พระระดับบริหารในองค์กรสงฆ์ไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความเสียสละทุ่มเทเพื่อศาสนาที่แท้จริง
ทำให้ไม่สามารถที่จะสู้กับองค์กรศาสนาอื่น เพราะยึดติดในสมณศักดิ์มาก อำนาจที่แท้จริงอยู่ที่พระเลขานุการ
เป็นผู้เสนอทั้งนั้น พระเลขาฯ ถือว่าเป็นผู้มีอำนาจที่แท้จริง บางรูปมีเลขาฯ
เป็นนายตำรวจก็ยิ่งแย่ไปใหญ่ โดยเฉพาะในการพิจารณาแต่งตั้งและเลื่อนสมณศักดิ์
มีการเรียกผลประโยชน์เช่นเดียวกับระบบราชการ
พระระดับสมเด็จ
ส่วนใหญ่จะเป็นปาปมุติไปแล้ว เพราะแต่ละรูปอายุเกือบ ๘๐ ปีแล้ว ความมุ่งมั่นที่จะบริหารกิจการสงฆ์ให้เจริญรุ่งเรืองก็น้อยลง
เพราะตนเองขึ้นมาในตำแหน่งที่สูงสุด ไม่รู้จะดิ้นรนไปเพื่ออะไร ในขณะที่องค์กรศาสนาของต่างประเทศจะมีทีมบริหารที่เข้มแข็งมาก
"ทุกวันนี้ต้องยอมรับว่า พระยังมีการแสวงหาผลประโยชน์ ลาภยศ สรรเสริญ ซึ่งจะมากกว่าฆราวาสด้วยซ้ำไป
บางองค์ได้รับตำแหน่งบริหารแล้วไม่ได้ออกมาทำประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง
พระที่มีสมณศักดิ์สูงๆ เป็นเจ้าคณะปกครอง ไม่ได้หมายความว่าจะมีกิเลสน้อยกว่าเจ้าอาวาส
หรือหลวงตาบ้านนอก พระบ้านนอกน่าจะกราบได้สนิทใจมากกว่า" หลวงตาโสบิน กล่าว
พร้อมกับบอกด้วยว่า
ความขัดแย้งของคณะสงฆ์ไทย วิเคราะห์ได้เหตุเดียว คือ สมณศักดิ์และตำแหน่ง
เช่นเดียวกับระบบราชการและการเมือง คนมีเงินก็อยากมีอำนาจ คนมีอำนาจก็อยากมีเงิน
พระพุทธเจ้าเผยแผ่ศาสนาโดยไม่ยึดชนชั้นวรรณะ ให้ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน
แต่สงฆ์สาวกไทยกลับทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม มีการยึดถือสมณศักดิ์อย่างเหนียวแน่น
จนกลายเป็นว่า พระทำผลงานเพื่อให้ตนเองได้เลื่อนสมณศักดิ์
ส่วนอีกเหตุผลหนึ่ง คือ มีนิกายเป็นเครื่องหนุนหลัง มหานิกายมีทั้งจำนวนพระและวัดมากกว่าธรรมยุต
แต่สัดส่วนของสมณศักดิ์และอำนาจในการบริหารองค์กรสงฆ์เท่ากัน นอกจากนี้แล้ว
ธรรมยุต ดูเหมือนว่าจะมีอำนาจเหนือกว่า เพราะมีผู้หนุนหลังที่ดีกว่า
หลวงตาโสบิน บอกด้วยว่า เรื่องการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นของพระทั้งสองนิกายนี้ไม่เฉพาะเกิดขึ้นในประเทศไทยเท่านั้น
ในต่างประเทศก็เกิดขึ้นเช่นกัน มหานิกายไปสร้างวัดก่อนหลายสิบปี เมื่อสร้างวัดเรียกศรัทธาจากญาติโยมได้สำเร็จ
สุดท้ายพระระดับผู้ใหญ่ก็ส่งพระสายธรรมยุตไปยึดวัด
การส่งพระธรรมทูตไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างประเทศ
ในช่วงที่ตั้งสมัชชาสงฆ์นั้น เดิมทีมีความตั้งใจว่าให้ทั้งสองนิกายรวมกัน
ให้เป็นเถรวาทแบบเดียวกัน เพราะเป็นพุทธจากเมืองไทยเท่ากัน แต่กลับไปแยกเป็นสองนิกาย
ทำให้ชาวต่างชาติตั้งข้อสงสัยว่า ทั้งสองนิกายเคร่งในวัตรปฏิบัติแตกต่างกัน
เรื่องใครเคร่งกว่ากันนั้น ทั้งธรรมยุตและมหานิกาย ซึ่งเป็นพุทธแบบเถรวาท
ก็อ้างต่อว่า เคร่งกว่าพุทธแบบหินยาน
สิ่งหนึ่งที่เป็นเครื่องยืนยันได้อย่างเป็นรูปธรรม ถึงความไม่เท่าเทียมกันของพระทั้งสองนิกาย
คือ ระหว่างพระธรรมยุต กับมหานิกาย เดินทางไปต่างประเทศ สถานทูตไทยในต่างประเทศจะให้ความสำคัญกับพระธรรมยุตมากกว่า
อย่างไรก็ตาม ในสมัยรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้สร้างวัดพระศรีมหาธาตุ
(บางเขน) ขึ้นมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรวมสองนิกายเข้าด้วยกัน เพราะไม่อยากให้มีการแยกเป็นธรรมยุตกับมหานิกาย
ถ้าเริ่มต้นด้วยการรวมกันได้สักจุดเดียวกันก่อนแล้ว ก็หวังว่าจะรวมกันได้ในที่สุด
แต่ด้วยเหตุใดมิทราบ หรือจะถูกบีบก็ไม่ทราบ ในที่สุดมหานิกายอยู่ไม่ได้
ทุกวันนี้ก็รู้กันดีในวงการสงฆ์ว่า วัดพระศรีมหาธาตุ (บางเขน) เป็นวัดธรรมยุตไปแล้ว
คงเหลือเพียงเจดีย์ ซึ่งสร้างไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งการรวมนิกายเท่านั้น
หากศึกษาดีๆ มีวัดหลายแห่งที่เปลี่ยนจากมหานิกายเป็นธรรมยุต
"ไม่มีทางที่จะยุติศึกในดงขมิ้นได้
ตราบใดที่พระยังยึดติดกับสมณศักดิ์ ไม่เสียสละเพื่อพระศาสนาอย่างแท้จริงให้สมกับศิษย์ของอัตถาคต
ยิ่งคิดจะยุติศึกระหว่างมหานิกายกับธรรมยุตได้ พระถือว่าเป็นสถาบันทางศาสนาไปแล้ว
ขนาดสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม ใช้ทั้งกฎหมายทุ่มทั้งงบประมาณเพื่อที่จะให้มีการรวมนิกาย
ก็ไม่สามารถรวมนิกายได้ เปล่าประโยชน์ที่จะให้พระทั้งสองนิกายนี้มีความสามัคคีกัน"
หลวงตาโสบิน กล่าว
สำหรับประวัติเป็นมาของหลวงตาโสบินนั้น อาจจะไม่เป็นที่รู้จักของพุทธศาสนิกชนชาวไทยมากนัก
แต่กลับเป็นที่รู้จักของพุทธศาสนิกชนในสหรัฐอมริกา ในฐานะพระธรรมทูต โดยใน
พ.ศ.๒๕๑๕ ได้เป็นหัวหน้าคณะสงฆ์ไทย เดินทางไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา และสร้างวัดไทยในนครลอสแองเจลิส
มลรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นวัดไทยแห่งแรกที่เกิดขึ้นในภาคพื้นทวีปอเมริกา
รวมทั้งเป็นผู้ร่วมประชุมก่อตั้งสมัชชาสงฆ์ไทยกับคณะสงฆ์ทั้ง ๕ วัด และ พ.ศ.๒๕๑๙
เป็นประธานอำนวยการจัดตั้ง วัดพุทธวราราม นครเดนเวอร์ รัฐโคโลราโด
พ.ศ.๒๕๒๓ ได้ลาสิกขาออกไปเป็นอาจารย์สอนวิปัสสนา ในรูปแบบฆราวาส ร่วมกับคณะอาจารย์ชาติต่างๆ
ที่เป็นชาวพุทธ เพื่อศึกษาหาประสบการณ์เพิ่มเติม เพื่อใช้ในการเผยแผ่และการสอนธรรมแก่ชาวตะวันตก
จากนั้นได้รับเชิญไปเป็นอาจารย์สอนอบรมวิปัสสนา ทั่วทั้งในสหรัฐอเมริกา แคนาดา
และเม็กซิโก ตลอดถึงละตินอเมริกาใต้ พ.ศ.๒๕๔๓ ได้สละเพศฆราวาส เข้ามาบรรพชาอุปสมบทถวายชีวิตในพระพุทธศาสนา
เพื่ออุทิศชีวิตในบั้นปลายต่อพระพุทธศาสนาจนกว่าชีวิตจะหาไม่ โดยจำพรรษา
ณ วัดเมตตาสว่างรังษี (วัดวังปลาโด) ต.วังใหม่ อ.บรบือ จ.มหาสารคาม
เรื่องและภาพ ไตรเทพ ไกรงู