"ธรรมะของพระพุทธเจ้าถือว่าเป็นสุดยอดของหลักคำสอนใดๆ
ในโลกทั้งปวง สามารถช่วยให้คนที่นำธรรมะไปปฏิบัติพ้นทุกข์ได้จริง สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี
หากใครได้นำไปใช้ก็จะรู้สึกสบายตัว เมื่อเรารู้เรานำไปใช้ปฏิบัติแล้วได้ผลดี
ปกติผมเป็นคนใจร้อนมาก แต่เมื่อได้ฟังเทศน์และปฏิบัติธรรมแล้วกลายเป็นคนใจเย็น"
นี่คือผลของการศึกษาและปฏิบัติธรรมมากว่า ๒๐ ปี ของ นายนพดล เสริมศิริมงคล
รองกรรมการบริหารบริษัท ห้างสรรพสินค้า พาต้า จำกัด
นพดล เล่าว่า ในช่วงเศรษกิจเจริญเติบโต ห้างสรรพสินค้าพาต้ามีสาขาทั้งหมด
๓ แห่ง และเตรียมตัวขยายสาขาสู่ภูมิภาค ทันทีที่ประเทศไทยประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ
แผนการขยายสาขาออกไปต่างจังหวัดต้องล้มเลิก ขณะเดียวกันก็ต้องปิดสาขาหัวหมากและอินทรา
เหลือพาต้า ปิ่นเกล้า เพียงแห่งเดียวเท่านั้น
ช่วงนั้นรู้สึกท้อแท้ เพราะตลอดเวลาหมั่นทำบุญสร้างความดีมาตลอด ทำไมตัวเองไม่ได้รับผลบุญและความดีที่ทำไว้
ขณะเดียวกันใครแนะนำแก้บน แก้ฮวงจุ้ย ทำบุญใส่บาตร รวมทั้งทำบุญสะเดาะเคราะห์ที่ไหนก็ทำมาหมด
แต่ก็ไม่อาจยื้อห้างสาขาทั้ง ๒ แห่งไว้ได้ ซึ่งน่าจะเป็นเครื่องพิสูจน์อย่างหนึ่งว่า
เราไม่สามารถพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อแก้ไขเหตุการณ์เลวร้ายหรือความล้มเหลวของชีวิตและธุรกิจที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้
ด้วยเหตุที่เป็นคนปฏิบัติธรรมมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ทำใจยอมรับได้รวดเร็วกว่าคนที่ไม่ปฏิบัติธรรม
จึงทำให้เข้าใจสัจธรรมที่ว่า
"อย่าโยนความผิดให้คนอื่น หรืออ้างเหตุปัจจัยภายนอก ต้องโทษตัวเองบ้าง อะไรเกิดมันต้องเกิด
ชีวิตจริงมีขึ้นมีลงตลอดเวลา อะไรดับมันต้องดับ ทุกอย่างล้วนมีเกิดมีดับเป็นเรื่องธรรมดา
อะไรที่เป็นของๆ เราในวันนี้ วันหนึ่งมันต้องจากเราไปอยู่ดี มันขึ้นอยู่ที่เหตุปัจจัยที่ว่า
จะเร็วหรือช้าเท่านั้น ไม่มีใครประสบความสำเร็จตลอดทั้งชีวิต หรือล้มเหลวตลอดทั้งชาติ
เมื่อเราประสบความสำเร็จได้เราก็ต้องคิดถึงความล้มเหลวเตรียมไว้ด้วย ใครคิดว่าตนเองตั้งประสบความสำเร็จทุกๆ
เรื่อง คนนั้นคิดผิด"
นพดล
บอกด้วยว่า ได้ถวายสังฆทานทุกเช้าวันเสาร์มาตั้งแต่ปี ๒๕๒๗ โดยก่อนหน้านี้ไปทำบ้างตามโอกาสสำคัญเท่านั้น
เช่น วันเกิด วันขึ้นปีใหม่ ซึ่งเมื่อมานั่งคิดดูแล้วรู้สึกว่าทำไมเรามีโอกาสทำบุญน้อยมากนัก
ทำอย่างไรจึงจะได้ทำบุญอย่างสม่ำเสมอ ขณะเดียวกันก็เริ่มโครงการชาวพุทธพาต้าในปีเดียวกันด้วย
"ผมอยากให้เขารู้เหมือนที่ผมรู้ ผมอยากให้เขาปฏิบัติเหมือนอย่างที่ผมปฏิบัติ"
นี่คือเหตุผลในการตั้งชมรมชาวพุทธพาต้าของ นพดล พร้อมกับเล่าถึงความเป็นมาของชมรมให้ฟังว่า
ขณะนั้นได้ไปปรึกษากับ พระสุเมธาธิบดี (บุญเลิศ ทตฺตสุทฺธิมหาเถา ป.ธ.๙)
อดีตอธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ขณะนั้นดำรงตำแหน่งเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร
กรรมการมหาเถรสมาคม และนายกสภามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ด้วยเหตุที่ท่านเป็นคนบ้านกล้วย
จ.สระบุรี ซึ่งเป็นจังหวัดบ้านเกิดเดียวกับภรรยา
ทุกๆ ปีได้จัดผ้าป่าและกฐินไปทอด จึงทำให้มีโอกาสได้พูดคุยกับท่าน หลังจากได้คุยกับท่าน
๓-๔ ครั้ง ชมรมชาวพุทธพาต้าจึงเกิดขึ้น โดยนิมนต์ หลวงพ่อปัญญา วัดชลประทานรังสฤษฏ์ด้วย
มาเป็นประธานพิธี จากนั้นก็นิมนต์พระมาเทศน์และสอนสมาธิทุกๆ วันเสาร์
แรกๆ ของการก่อตั้งชมรมก็ใช้ที่บ้านก่อน แต่พนักงานรู้สึกว่าไม่ค่อยสะดวกในการร่วมกิจกรรม
จึงย้ายไปทำกิจกรรมบริเวณห้องอาหารพนักงาน จากนั้นก็ย้ายไปใช้โรงภาพยนตร์ทำกิจกรรม
สำหรับความร่วมมือของพนักงานนั้น มากบ้างน้อยบ้างเป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งเราต้องยอมรับว่า
ตั้งแต่วันแรกจนถึงทุกวันนี้ การที่จะดึงพนักงานให้เข้ามาฟังธรรมไม่ใช่เรื่องง่าย
ต้องใช้กุศโลบายหลายๆ อย่างรวมกัน เช่น ถ้าใครมาฟังติดต่อกัน ๔ ครั้งก็จะแจกบัตรชมภาพยนตร์ฟรี
แจกทุนการศึกษาให้บุตรหลาน ฯลฯ
ส่วนผลที่ได้นั้น
นพดล บอกว่า จริยธรรมและประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานดีขึ้น เฉพาะคนที่มาฟังเทศน์เป็นประจำเท่านั้น
เหตุที่ไม่สามารถเชิญพนักงานมาร่วมกิจกรรมได้ทั้งหมดนั้น พนักงานของห้างแบ่งการทำงานเป็น
๒ ช่วง คือช่วงเช้ากับช่วงบ่าย ผู้ที่มาทำงานช่วงเช้าก็ต้องมาเช้ากว่าปกติ
ส่วนผู้ที่มาทำงานภาคบ่ายคงไม่มาฟัง เพราะเลิกงานดึก ซึ่งเป็นข้อจำกัดของห้างสรรพสินค้า
แต่ถ้าเป็นหน่วยงานราชการ หรือบริษัทเอกชนที่มีการเข้างานเป็นเวลา น่าจะทำแล้วได้ผลดีกว่ากัน
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการตั้งชมรมชาวพุทธพาต้าจะไม่ประสบความสำเร็จตามที่ตั้งใจไว้
แต่สิ่งที่ทำให้ นพดล รู้สึกภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง คือ ชมรมชาวพุทธพาต้า เป็นการจุดประกายให้บริษัทเอกชนอื่นๆ
ตั้งชมรมชาวพุทธขึ้นในหน่วย โดยให้พนักงานฟังเทศน์ปฏิบัติธรรมมากขึ้น
"สิ่งที่ดีและไม่ดีมีคุณสมบัติที่เหมือนกันอย่างหนึ่ง คือ ทำแล้วติด การฟังธรรมะเหมือนกับการออกกำลังกาย
การเริ่มต้นเชิญชวนคนให้มาฟังเทศน์หรือออกกำลังกายนั้นเป็นเรื่องยาก แต่ถ้าลองได้ฟังธรรมหรือได้ออกกำลังกายแล้วหากวันใดไม่ได้ทำก็จะทำให้รู้สึกว่าเหมือนขาดอะไรไปอย่างหนึ่ง"
นพดล กล่าว
สำหรับพระเครื่องที่แขวนติดตัวเป็นประจำนั้น นพดล บอกว่า แขวน พระร่วงหลังรางปืน
เพียงองค์เดียว โดยมีจุดประสงค์เพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ คอยเตือนสติเราไม่ให้ทำความชั่ว
เพราะทุกวินาทีจิตใจของเราคิดชั่วและดีอยู่ตลอดเวลา มันขึ้นอยู่ที่ว่าเราจะสามารถควบคุมบังคับจิตใจให้ร่างกายทำอย่างที่ใจคิดหรือไม่
ถ้าคิดดีปฏิบัติดีก็ไม่เป็นไร แต่คิดชั่วแล้วปฏิบัติชั่วถือเป็นสิ่งเลวร้าย
ดังนั้นทำอย่างไรถึงให้คิดดีได้บ่อยๆ และทำความดีได้บ่อยๆ ส่วนความขลังหรือปาฏิหาริย์นั้นเป็นผลพลอยได้
อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึงปาฏิหาริย์ในชีวิตที่ผ่านมาตลอดเวลา ๖๓ ปี นพดล
บอกว่า ปาฏิหาริย์ของผมเกิดขึ้นทุกช่วงเวลา มันอยู่ที่ว่าปาฏิหาริย์ใดชัดเจนกว่ากันเท่านั้น
แต่ปาฏิหาริย์ที่ชัดเจนมากที่สุดคือ ไม่เคยคิดมาก่อนว่า คนขายเสื้อผ้าอยู่กลางท้องสนามหลวงเมื่อ
๔๐ ปีที่แล้ว จะกลายเป็นเจ้าของห้างสรรพสินค้าชั้นนำของเมืองไทย
ปาฏิหาริย์ดังกล่าวถือว่าเป็นเครื่องยืนยันหลักธรรมที่ว่า "ขยัน ซื่อสัตย์
สุจริต พยายาม และมีความกตัญญู" ใครทำได้ครบปาฏิหาริย์ย่อมเกิดกับคนคนนั้นอย่างแน่นอน
นอกจากนี้ นพดล ได้เปรียบเทียบถึงการฟังเทศน์ปฏิบัติธรรมไว้อย่างน่าคิดว่า
"ฟังเทศน์เราอาจจะไม่ชอบใจพระและหัวข้อธรรม แต่ถ้าเราได้ฟังบ่อยๆ มันก็ซึมซับเข้าไปในจิตใจเอง
เหมือนกับการกินข้าว แม่ครัวจะปรุงอาหารอร่อยหรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อเราได้กินเข้าไป
มันก็ทำให้เราอิ่มและมีแรงทำงานได้เช่นกัน"
"ชีวิตจริงมีขึ้นมีลงตลอดเวลา ทุกอย่างล้วนมีเกิดมีดับเป็นเรื่องธรรมดา
อะไรที่เป็นของๆ เราในวันนี้ วันหนึ่งมันต้องจากเราไปอยู่ดี มันขึ้นอยู่ที่เหตุปัจจัยที่ว่าจะเร็วหรือช้าเท่านั้น
ไม่มีใครประสบความสำเร็จตลอดทั้งชีวิต หรือล้มเหลวตลอดทั้งชาติ"
0 เรื่องและภาพ ไตรเทพ ไกรงู 0