![]() |
|
![]() | ||||||||
| ||||||||
เหตุที่พระพุทธองค์ทรงห้าม "สงฆ์สาวกอ้างสำเร็จอรหันต์
ในกรณีที่มีการพูดถึงเรื่องของ การอวดอุตริมนุสธรรม ของพระภิกษุสงฆ์บางรูปบางพวก จนเป็นเหตุทำให้เกิดกระแสมากมายหลายมุมมอง ล้วนแล้วแต่เป็นผลกระทบที่ก่อให้เกิดความเสียหาย แก่วงการคณะสงฆ์ สร้างความเศร้าหมองให้กับพระพุทธศาสนา และดูเหมือนว่า สิ่งเหล่านี้ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ซ้ำยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อประโยชน์แก่กลุ่มคนบางกลุ่ม หรือเอื้อประโยชน์อันใดแก่ใครก็ตาม แต่ถ้าสิ่งเหล่านี้เป็นการทำลายพระพุทธศาสนาก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง สมควรที่ชาวพุทธทุกคนจะร่วมกันหาทางระงับยับยั้งให้หยุดอยู่โดยเร็ว เพื่อไม่เป็นการเปิดโอกาสให้คนที่ไม่ประสงค์ดีต่อพระพุทธศาสนาเข้ามาทำลายได้... อุตริมนุสธรรม หมายถึง ธรรมอันยวดยิ่งของมนุษย์หรือธรรมของมนุษย์ผู้ยวดยิ่ง ได้แก่คุณวิเศษซึ่งมนุษย์ธรรมดาไม่สามารถมีหรือเป็นได้ มิใช่วิสัยของมนุษย์ทั่วไป แต่เป็นวิสัยของท่านผู้บรรลุธรรมขั้นสูงแล้ว ได้แก่ ฌาน วิโมกข์ สมาธิ สมาบัติ มรรค และ ผล การที่มีพระภิกษุบางรูปบางกลุ่มออกมาแสดงตน หรือพูดให้ผู้อื่นเข้าใจว่า ตนได้ฌานชั้นนั้นชั้นนี้ ตนได้บรรลุวิโมกข์ ได้สมาธิสามารถเข้าสมาบัติได้ หรือได้สำเร็จมรรคสำเร็จผลอย่างนั้นอย่างนี้ เรียกว่า อวดอุตริมนุสธรรม ปัจจุบัน คำนี้ถูกนำมาใช้เรียกผู้ที่ชอบอวดอ้างตนเหนือกว่าคนอื่น หรือทำอะไรที่แผลงๆ ที่คนทั่วไปเขาไม่ทำกันว่า อวดอุตริ หรือ อุตริ เฉยๆ เช่น ใช้ว่า อย่าอุตริไปทำเข้า จะเสียแรงเปล่า (หนังสือคำวัด พระธรรมกิตติวงศ์ ทองดี สุรเตโช) มูลเหตุเกิดการอวดอุตริมนุสธรรม ความจริงการอวดอ้างคุณวิเศษเพื่อลาภเพื่อชื่อเสียงหรือเรียกศรัทธาจากคนทั่วไปเพียงเพื่อการดำรงชีวิติอยู่อย่างไม่ลำบาก ก็เคยมีมาแต่ครั้งโบราณแล้ว ใช่ว่าเพิ่งจะมาเกิดมีขึ้นในยุคปัจจุบันนี้เท่านั้น ในสมัยที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังดำรงพระชนม์ชีพอยู่ พระองค์ประทับอยู่ที่กูฎาคารศาลา ป่ามหาวัน เมืองเวสาลี ภิกษุจำนวนมากซึ่งอยู่อาศัยจำพรรษาที่ฝั่งแม่น้ำวัคคุมุทาอย่างมีวามสุข ต่อมาเกิดภัยพิบัติแห้งแล้ง ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ทำให้เกิดข้าวยากหมากแพง ประชาชนที่อยู่อาศัยในถิ่นนั้นเดือดร้อน อดอยากแทบไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้เลย อย่าว่าแต่จะเจียดข้าวปลาอาหารมาเพื่อทำบุญทำทานแก่พระสงฆ์เลย แม้แต่ข้าวจะกินประทังชีวิตยังแทบไม่พอ ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้พระภิกษุสงฆ์เหล่านั้นได้รับความลำบากยิ่งนัก และเกิดความคิดขึ้นเพื่อหาทางเอาตัวรอด พร้อมทั้งปรึกษาหารือกันว่า ทำอย่างไร พวกเราถึงจะไม่อดอยากไม่ลำบากอย่างที่เป็นอยู่ขณะนี้ บางพวกก็เสนอว่า ให้ทำงานช่วยชาวบ้านหรือประกอบอาชีพเหมือนชาวบ้าน บ้างก็ว่าช่วยกันรับอาสาเมื่อชาวบ้านมีความจำเป็นและร้องขอความช่วยเหลือ อีกพวกก็บอกด้วยความมั่นใจว่า ทั้งสองอย่างนั้นไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม ทำให้เกิดความเสื่อมเสียแก่วงการพระสงฆ์ได้ ทางที่ดีสู้อวดอุตริมนุสธรรมของกันและกันให้พวกชาวบ้านได้ยินจะดีกว่า ในที่สุด ก็ได้ข้อสรุปเป็นแนวความคิดเดียวกันตามอย่างสุดท้าย จากนั้นพวกเธอก็ได้พากันกล่าวอวดอ้างคุณวิเศษของกันและกันต่างๆ เช่นว่า พระภิกษุรูปนั้น ได้ฌานชั้นนั้นชั้นนี้ พระภิกษุรูปนี้ได้สมาบัติชั้นนั้น ชั้นนี้ ทำให้ชาวบ้านต่างพากันแตกตื่นตื้นตันใจ ได้มีโอกาสพบเห็น และได้ทำบุญกับพระที่มีศีลมีธรรมอันงดงามเช่นนี้ ถือว่า เป็นลาภของพวกเราเสียเหลือเกิน จึงพากันแห่เข้าไปหาเพื่อจะได้ใกล้ชิด อย่างน้อยขอให้ได้เห็นได้กราบได้ไหว้หรือได้ถวายทานก็ถือว่าเป็นโชควาสนาของพวกเขาแล้ว แม้ว่าตัวเองจะอดอยาก พ่อแม่ครอบครัว แทบไม่มีกินก็ยอม เพราะพวกเขาถือว่าจะได้บุญมาก ส่งผลทำให้ภิกษุเหล่านั้นอยู่จำพรรษาที่นั่นอย่างมีความสุข ทั้งที่เป็นถิ่นทุรกันดารซึ่งชาวบ้านกำลังตกระกำลำบาก หลังจากออกพรรษาแล้ว พวกเธอก็ได้เดินทางเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ณ ที่ประทับ ได้รับการต้อนรับจากรพระพุทธองค์เป็นอย่างดี จากนั้นพระพุทธองค์ก็มีพระปฏิสัณฐานและมีพระดำรัสว่า ภิกษุทั้งหลายพวกเธอพอรงชีวิตอยู่ได้หรือไม่ ? ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า พวกข้าพระองค์สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้โดยไม่ลำบากเลย พระพุทธองค์ดำรัสถามต่อว่า พวกเธอดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยวิธีใด พวกเธอจึงได้กราบทูลเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้พระพุทธองค์ได้ทรงทราบ แต่กลับถูกพระพุทธองค์ตำหนิว่าเป็นการดำรงชีวิตที่ไม่ถูกต้องไม่เหมาะสม แก่ความเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา พร้อมทั้งได้ทรงแสดงพระธรรมเทศนามีใจความว่า ภิกษุทั้งหลาย ในโลกนี้มีมหาโจรอยู่ ๕ จำพวก คือ โจรบางพวก พากันคิดว่า ทำอย่างไรหนอพวกเราถึงจะมีบริวารมากๆ มีพวกมากๆ เที่ยวทำความผิดเข่นฆ่าปล้นจี้ชาวบ้าน ทำร้ายเผาผลาญบ้านเรือนทรัพย์สินของชาวบ้านให้เสียหาย ในที่สุดพวกเขาก็ทำได้อย่างที่คิดไว้ทุกอย่าง" เปรียบได้กับพระภิกษุใจบาปบางพวกที่คิดว่า ทำอย่างไรหนอ พวกเราถึงจะมีพรรคพวก มีบริวารมาก ๆ เที่ยวไปตามหมู่บ้านต่างๆ หาวิธีการทำให้ชาวบ้านเกิดศรัทธาเลื่อมใส เพื่อจะได้ปัจจัยมากๆ ดำรงชีวิตอยู่อย่างสบาย และต่อมาพวกเขาก็ทำได้อย่างที่คิดเอาไว้" พระภิกษุเหล่านี้ถือว่า เป็นมหาโจรพวกที่หนึ่ง พระภิกษุใจบาปบางพวก ได้รับการศึกษาพระธรรมวินัยมาอย่างดีแล้ว แทนที่จะนำหลักธรรมที่ได้เรียนรู้มาไปใช้เป็นแนวทางประพฤติดีปฏิบัติชอบเพื่อยกตนให้พ้นจากทุกข์ในวัฏสงสาร แต่กลับเที่ยวยกตนว่าได้รู้เอง เข้าใจเอง ไม่ได้เรียนรู้จากใคร ไม่มีผู้ใดเสี้ยมสอนตน พระภิกษุใจบาปพวกนี้ถือว่า เป็นมหาโจรพวกที่สอง พระภิกษุใจบาปบางพวก จ้องจับผิดเพื่อกำจัดภิกษุผู้ประพฤติพรหมจรรย์บริสุทธิ์มีศีลมีธรรมดีงาม ด้วยอาบัติปาราชิกอันหามูลมิได้ ภิกษุใจบาปพวกนี้ถือว่า เป็นมหาโจรพวกที่สาม พระภิกษุใจบาปบางพวก ต้องการเอาใจประจบสอพลอชาวบ้าน จึงจัดของที่เป็นครุภัณฑ์ของสงฆ์บางอย่าง ซึ่งไม่ควรนำไปใช้อย่างอื่น โดยนำไปมอบให้ชาวบ้านที่สนิทสนมกัน หรือผู้มีฐานะดี เพื่อจะให้เขารักหรือได้ลาภสักการะ ภิกษุใจบาปพวกนี้ถือเป็นมหาโจรพวกที่สี่ พระภิกษุใจบาปเหล่านั้น พากันกล่าวอุตริมนุสธรรมอันไม่มีอยู่ในตน หรือไม่มีอยู่ในภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง เพื่อให้ได้มาซึ่งลาภสักการะจากชาวบ้านที่หลงมาศรัทธาเลื่อมใสด้วยความเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเช่นนั้นจริง ๆ พวกเธอแสดงอาการอยากได้ไม่มีขอบเขตออกมาอย่างชัดเจน ไม่ต่างจากพวกโจรพวกขโมยที่เที่ยวลักของชาวบ้านเขากิน ภิกษุใจบาปเหล่านี้ ถือเป็นมหาโจรพวกที่ห้า ลักษณะของพฤติกรรมโจรของภิกษุใจบาปเหล่านั้น คล้ายกับตั้งใจประพฤติตัวเป็นอย่างหนึ่ง แต่มีเจตนาให้ชาวบ้านเขาเข้าใจเป็นอีกอย่างหนึ่ง เพื่อลวงให้เขาเชื่อแล้วหลอกเอาปัจจัยมาบริโภคเอง กริยาอาการเช่นนั้นของภิกษุเหล่านั้น ผู้ไม่มีศีลไม่มีธรรมไม่สำรวมกลืนกินก้อนข้าวของชาวบ้าน เหมือนกลืนกินก้อนเหล็กที่ถูกไฟเผาจนแดงร้อนแรงยิ่งให้ล่วงล้ำเลยลำคอลงไปอย่างทรมาน พระภิกษุเหล่านั้น นอกจากมีฐานะไม่ต่างจากมหาโจร ๕ จำพวกดังกล่าวแล้ว ยังไม่สมควรจะกล่าวอ้างว่าตนเป็น ปาปมุตติ พ้นจากบาป พ้นจากอาบัติ ทำความผิดอะไรก็ไม่เป็นบาป ไม่มีอาบัติติดตัว คงเป็นได้แค่คนตาบอดหลงทางเดิน เพลินลงหุบเหวคือ มิจฉาทิฐิ อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะท่านผู้ที่จะได้ชื่อว่าเป็นปาปมุตติได้นั้น ก็คือพระอรหันต์ผู้ห่างไกลจากกิเลสเครื่องเศร้าหมองไม่ยึดติดตัวตนได้อย่างเด็ดขาดแท้จริงเท่านั้น
|
![]() ![]() |
||||||||||||||||||||||
| |||||||||||||||||||||||
![]() | |||||||||||||||||||||||