0
หลังจากที่พระเทพวิทยาคม (หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ) เข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลศิริราช
ด้วยภาวะเลือดออกในสมองตั้งแต่วันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๔๗ ซึ่งขณะนี้อาการต่างๆ
ดีขึ้นมาก สมรรถภาพของร่างกายกลับมาใกล้เคียงปกติ ทีมแพทย์ที่รักษาพยาบาลให้หลวงพ่อคูณกลับวัดบ้านไร่ได้แล้ว
โดยกุฏิหลวงพ่อคูณมีการปรับเปลี่ยนประตูเข้าห้องหลวงพ่อคูณจากตรงกลางย้ายมาอยู่ด้านซ้าย
(หันหน้าเข้าห้อง) และภายในห้องมีการย้ายสิ่งของออกมาเพื่อให้ห้องมีความโล่งโปร่ง
ห้องน้ำก็มีการสร้างขึ้นมาใหม่ ให้เป็นพื้นเดียวกับกุฏิ
สำหรับคณะกรรมการแพทย์ ได้มีมติการปฏิบัติในการทำภารกิจของหลวงพ่อคูณ ดังนี้
๑.กำหนดเวลาให้ผู้ศรัทธาเข้านมัสการวันละ ๒ ช่วงคือเวลา ๑๐.๐๐-๑๐.๓๐ น. และ
๑๕.๐๐-๑๕.๓๐ น. ๒.การเข้าเยี่ยมในที่พัก ไม่ให้เกินครั้งละ ๑๐ คน ๓.การเข้าเยี่ยมในบริเวณที่พักไม่ให้เข้าใกล้รัศมี
๑ เมตร ๔.ไม่อนุญาตผู้มีไข้หรือเป็นหวัด ไอ เข้าเยี่ยม ๕.งดรับกิจนิมนต์นอกวัด
ทั้งนี้ขอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้คณะแพทย์ยังได้ถวายการรักษาหลวงพ่อด้วยการทำกายภาพบำบัด
รวมทั้งให้เดินออกกำลังกายในช่วงเย็น เป็นประจำเพื่อให้สุขภาพแข็งแรงยิ่งๆ
ขึ้น
ในเวลาที่หลวงพ่อคูณออกมาให้ศิษยานุศิษย์ได้กราบสักการะแล้วนั้น ยังได้กล่าวข้อคิดเกี่ยวกับธรรมะว่า
เราทำบุญก็ทำกันด้วยความศรัทธา ทำเพื่อกุศล เราทำบุญกันไม่มีใครบีบบังคับ
เราทำบุญก็ต้องช่วยตัวเอง ทำบาปก็มาจากตัวเอง ไม่มีใครมาคอยช่วยเราได้ เพราะคนเราอยู่กันก็ไม่ถึง
๑๐๐ ปี ก็ต้องลาโลกกันไป ทุกคนต้องพยายามละไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักขโมย มีศีล
๕ มีศีลมีธรรม
คนดี ความงาม คือ คนที่เตรียมความพร้อม เราไม่พูดโกหก มดเท็จ คนงามมีศีลมีธรรม
เป็นคนดีพยายามช่วยสร้างตัวเอง ให้ทำความดีในการสร้างคุณงามความดี ต้องบอกตัวเองให้ใจบริสุทธิ์อยู่เสมอ
"ตอนนี้กูก็อาการดีแล้ว ใครที่ห่วงกูจริงๆ ก็ดี อย่าห่วงกูเอาหน้ากัน รักกูห่วงกูก็ต้องรักษาศีล
๕ หรือเอาเพียงข้อเดียวก็ได้ ดีกว่าไม่มีศีลติดตัว เพราะการละบาป อย่างน้อยให้คนเรามีศีล
๕ เอาไว้ไม่ขาด ทำให้ติดเป็นวาระจิตใจ จะทำให้เป็นกิจวัตร ตัวบุญทำไปสู่สุคติได้"
หลวงพ่อคูณ กล่าว พร้อมกับบอกด้วยว่า
"การป่วยของกูเป็นธรรมดาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เป็นสิ่งที่คนเราก็หนีไม่พ้น
สิ่งที่จะช่วยอาการป่วยเหล่านี้ได้ก็คือบุญ ถ้าใครทำบาปกรรมไว้มาก ก็พาไปสู่สุคติได้ยาก
กูเองไม่ประมาท กูได้เตรียมตัวอยู่แล้ว หากกุศลที่ทำมา กูรู้ตัวกูแล้ว ยากดีมีจนต้องเข้าโรงพยาบาล
เป็นสิ่งที่คนเราหนีไม่พ้นที่จะต้องเข้ากันทุกคน คนเราเกิดมาต้องตายทุกคน
เกิดมาตายก็ภาวนา หมอจะผ่าก็ผ่า เพราะผ่าไม่ผ่าก็ต้องตายเหมือนกันกูก็เลยให้ผ่า
เมื่อคนเราไม่รู้ว่าจะตายเมื่อไร กูก็อยากให้ทุกคนยึดติดเอาคุณพระเป็นที่ตั้ง
หายใจเข้าก็พุทธ หายใจออกก็โธ ไม่ว่าจะเป็นคนดี คนจน คนรวย ก็ตายแน่ เราตายไปก็ไม่พ้นต้องไปเมรุ
แต่คนเราจะไปไหน ก็ต้องไปตามบุญที่เราทำกันไว้ ใครทำชั่วอะไรไว้ก็จะได้ผลกรรมนั้นๆ
กลับไป เช่น คนเราเจอหมากำลังจะกัดเรา แต่ถ้าเรามีไม้ ถือไม้เอาไว้ตีหมาที่จะกัด
หมาตัวนั้นก็ต้องหนีไป เราจะเห็นได้ว่าไม้ที่เราถือนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับบุญที่ติดตัวเรามา
ดังนั้น ศีล ๕ จะเป็นพาหนะนำไปสู่สุคติ
"ตอนกูไม่สบายกูก็เตรียมใจอยู่แล้วว่า ไปก็ต้องไป คนเราเกิดมามันก็ต้องตาย
กูผ่าตัด กูก็เจ็บ กูก็คิดว่ามันผ่ากบาลกูก็ว่ากูคงไปแล้วล่ะว่า พอเขาทำดี
กูก็ยังอยากสร้างบารมี การเจ็บครั้งนี้มันก็หนักพอสมควร มึงไม่ผ่าให้กูก็ตาย
มึงผ่าให้กูกูก็ตาย อะไรมันก็ช่วยไม่ได้ มีแต่บาปกับบุญเท่านั้นที่จะนำพาเราไปสู่สุคติ
ได้ยินไหมที่กูพูดแบบนี้" หลวงพ่อคูณ กล่าวทิ้งท้าย
อย่างไรก็ตาม ศิษยานุศิษย์สามารถสอบถามรายละเอียดการเดินทางไปกราบนมัสการหลวงพ่อคูณได้ที่วัดบ้านไร่
อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา โทร.๐-๔๔๒๕-๓๑๑๓, ๐-๑๘๗๖-๕๘๔๔