"อาวุโสโดยอายุพรรษา
และอาวุโสโดยสมณศักดิ์" เป็นข้อถกเถียงที่ไม่มีที่สิ้นสุดของหมู่คณะสงฆ์ในการเสนอผู้ที่จะ
ดำรงค์ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชรูปต่อไป ฝ่ายหนึ่งก็ยืนยันที่จะยึดให้เสนอพระสมเด็จที่อาวุโสโดยอายุพรรษา
อีกฝ่ายหนึ่งยืนยันที่จะยึดอาวุโสโดยสมณศักดิ์ ซึ่งทั้ง ๒ ฝ่ายก็ยืนยันว่า
ทำตาม พ.ร.บ.สงฆ์ และโบราณราชประเพณี
ฝ่ายไหนจะยึดเหตุผลใดเป็นข้ออ้างก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ทั้ง ๒ ฝ่ายควรมีความรู้เรื่องการสถาปนาสมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราชองค์ปัจจุบัน
ย้อนหลังไปเมื่อวันที่ ๒๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๑ เมื่อสมเด็จพระสังฆราช (วาสนมหาเถระ)
แห่งวัดราชบพิธ ได้สิ้นพระชนม์ลง พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัน นายกรัฐมนตรีขณะนั้น
โดยความเห็นชอบของมส.ก็ได้เสนอนามสมเด็จพระราชาคณะ ตามโบราณประเพณี คือสมเด็จพระญาณสังวรผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์
(มิใช่ผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยพรรษา ซึ่งในขณะนั้นคือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดมหาธาตู)
ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช และได้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ
เมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ.๒๕๓๒ ดังปรากฏตามประกาศ สถาปนาสมเด็จพระสังฆราช
ในย่อหน้าที่ ๒ ว่า
"มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า โดยที่ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก
ว่างลง สมควรที่จะทรงสถาปนาสมเด็จพระราชาคณะขึ้นดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชเพื่อจักได้บริหารการพระศาสนา
ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์พุทธศักราช ๒๕๐๕ และตามระเบียบประเพณีให้สมบูรณ์สืบไป
และโดยที่ได้ทรงสดับคำกราบบังคมทูลของคณะรัฐบาล กับทั้งสังฆทัศนะในมหาเถรสมาคมเป็นเอกฉันทมติ"
ตามโบราณราชประเพณีนั้น
การจัดลำดับให้พระมหาเถระและพระเถรานุเถระนั่งในพระราชพิธี นั้นเขาจัดลำดับให้สมเด็จพระสังฆราชประทับนั่งเป็นประธานสงฆ์
แล้วให้สมเด็จพระราชาคณะ พระราชาคณะชั้นรองสมเด็จ (ชั้นหิรัญบัฏ) และพระเถรานุเถระ
ผู้มีสมณศักดิ์รองๆ ลงไป นั่งถัดกันไปตามลำดับอาวุโสโดยสมณศักดิ์
ขณะเดียวกันถ้ามีสมณศักดิ์เสมอกันหลายรูป ก็นั่งถัดกันไปตามลำดับที่ได้เข้ารับพระราชทาน
สัญญาบัตรพัดยศที่ได้รับพระราชทานตั้งหรือเลื่อนสมณศักดิ์ในวันเฉลิมพระชนมพรรษา
เมื่อตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลงก็ทรงเลือกสมเด็จพระราชาคณะผู้นั่ง (ในพระราชพิธี)
ติดกับสมเด็จพระสังฆราช (องค์ที่สิ้นพระชนม์) ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช แต่ถ้าองค์ที่เคยนั่งติดกับสมเด็จพระสังฆราช
(องค์ที่สิ้นพระชนม์) ปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ ก็จะทรงเลือกสมเด็จพระราชาคณะองค์ที่มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์รองถัดไปสถาปนาขึ้นเป็น
สมเด็จพระสังฆราช
นอกจากนี้แล้วเมื่อตำแหน่งสมเด็จพระราชาคณะใดว่างลง ก็จะทรงเลือกพระราชาคณะผู้เป็นรองสมเด็จพระราชาคณะ
(ชั้นหิรัญบัฎ) องค์ที่นั่งติดกับสมเด็จพระราชาคณะองค์สุดท้ายขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาคณะแทนตำแหน่งที่ว่างนั้น
เป็นการเลือกสรรกลั่นกรองพระราชาคณะผู้ทรงคุณวุฒิ ทรงคุณธรรม ผู้มีผลงาน
ให้ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิขึ้นมาเป็นลำดับ จนถึงชั้นรองสมเด็จพระราชาคณะ
(ชั้นหิรัญบัฏ) และได้รับสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาคณะ
อย่างไรก็ตามพระก่อนเสนอพระเถระรูปใดเพื่อได้รับพิจารณาเลือกขึ้นทูลเกล้าฯ
เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช อันเป็นตำแหน่งสูงสุด เพื่อบริหารกิจการคณะสงฆ์ให้เจริญและมั่นคงนั้นต้องไตร้ตรองใคร่ควญอย่างรอบคอบ
เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่รักษาพระพุทธศาสนาได้จริงๆ
สรุปว่า
ตามโบราณราชประเพณี ราชประเพณีที่ถือปฏิบัติสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบันนี้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็ฯชอบของมหาเถรสมาคม
จะได้เสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ ขึ้นทูลเกล้าฯ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช
หากสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้
ก็จะเลือกสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์องค์รองถัดไปขึ้นทูลเกล้าฯ
เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชต่อไป มิใช่เลือกตามอาวุโสพรรษา
แม้การเลือกพระราชาคณะชั้นรองสมเด็จ (ชั้นหิรัญบัฎ) ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะ
ก็จะเลือกจากผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ โดยนัยเดียวกัน
ระหว่าง พ.ศ.๒๕๓๑ - ๒๕๓๒ เมื่อสมเด็จพระสังฆราช (วาสนมหาเถระ) วัดราชบพิธสิ้นพระชนม์
ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชก็ว่างลง ทางรัฐบาลโดยความเห็นชอบของ มส.จึงดำเนินการตั้งสมเด็จพระพุฒาจารย์
(อาสภมหาเถระ) วัดมหาธาตุ ผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยพรรษ เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช
ตามความใน มาตรา ๑๐ แห่ง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕
ครั้นถึงเวลาสมควรที่นายกรัฐมนตรี จะเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะขึ้นทูลเกล้าฯ
เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช ก็เกิดมีความเห็นเป็น ๒ ฝ่าย เพราะตาม
มาตรา ๗ แห่ง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ มิได้ระบุไว้ให้ชัดเจนว่า "จะให้ถือหลักอะไร
จะให้ถืออาวุโสสูงสุดโดยพรรษา หรือโดยสมณศักดิ์"
ฝ่ายที่ถือหลักการเลือกจากสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยพรรษา ก็อ้างว่าได้ตั้งสมเด็จพระพุฒาจารย์
(อาสภมหาเถระ) แห่งวัดมหาธาตุ เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชแล้ว
ตามความใน มาตรา ๑๐ แห่งพ.ร.บ.นี้ จึงควรเสนอนามสมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาสภมหาเถระ)
ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชต่อไป

ส่วนฝ่ายที่ถือหลักการเลือกจากสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ตามโบราณราชประเพณี
ที่เคยปฏิบัติมา ก็เห็นสมควรเสนอนาม สมเด็จพระญาณสังวร (สุวัฑฒน มหาเถระ)
วัดบวรนิเวศวิหาร ผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช
การเสนอครั้งนั้นเป็นปัญหาใหญ่ ส่งผลให้ศิษยานุศิษย์ทั้งสองสำนัก คือวัดมหาธาตุ
กับวัดบวรนิเวศวิหารต่างเริ่มแสดงความเคลื่อนไหว เพื่อยืนยันความชอบธรรมที่สมเด็จของตนสมควรจะได้รับการทูลเกล้าฯ
ขึ้นเพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช
ในที่สุด พล.อ.มานะ รัตนโกเศศ ขณะดำรงตำแหน่งรมต.ศึกษาธิการ ถอดสลักปัญหานี้ได้สำเร็จ
คือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดมหาธาตุ ยินยอมลงนามไม่รับตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช
ทางรัฐบาลจึงได้เสนอนามสมเด็จพระญาณสังวร ผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์
ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชได้สำเร็จ เหตุการณ์ทั้งหลายจึงสงบลง
โดยเหตุนี้ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช จึงทรงดำริถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในทางปฏิบัติตามความใน
มาตรา ๗ และ มาตรา ๑๐ และมาตราอื่นๆ บางมาตรา แห่ง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.๒๕๐๕
นี้ และมีพระประสงค์ จะให้มีการแก้ไขให้ชัดเจนและถูกต้องตามโบราณราชประเพณี
ทางรัฐบาลโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม โดยสมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราช
สกลมหาสังฆปรินายก เป็นประธาน จึงได้ดำเนินการให้มีการตรา พ.ร.บ.คณะสงฆ์
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.๒๕๐๕ ขึ้นให้สอดคล้องกับโบราณราชประเพณีและใช้ตลอดมาตราบเท่าทุกวันนี้
เรื่อง ไตรเทพ ไกรงู
ภาพ เจษฎา จันทรรักษ์