ปราชญ์ได้กล่าวไว้ว่า "คนโง่ ถ้ารู้ตัวว่าโง่ อยู่เฉยๆ คอยรับฟังผู้รู้เขายังดีกว่า แต่ถ้าโง่แล้วยังไม่รู้ตัวว่าโง่ แถมยังโวยวายอย่างโง่ๆ อีก นั้นอันตรายต่อการพระพุทธศาสนาที่สุด ภัยอันตรายจากภายนอกมีมากอยู่แล้ว แต่ภัยภายในที่คอยทำลายกันเองอย่างโง่ๆ จากคนกิเลสหนาปัญญาหยาบนั้น ย่อมทำลายพระพุทธศาสนาให้บอบช้ำเสียหาย ย่อยยับ และอ่อนแอลงได้อย่างรวดเร็ว"
ท่ามกลางความขัดแย้งของพุทธศาสนิกชนที่ออกมาเคลื่อนไหวเรื่องการแต่งตั้งสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ ป.ธ.๙) เป็นประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ฝ่ายหนึ่งก็หนุนเต็มตัว อีกฝ่ายหนึ่งก็ค้านอย่างเต็มตัว ต่างฝ่ายก็ต่างยกเหตุผลของตนเองขึ้นมาอ้าง
อย่างไรก็ตาม ในการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชนั้น มี พ.ร.บ.สงฆ์ที่เกี่ยวข้อง ๒ ฉบับ คือ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ออก ณ วันที่ ๒๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ และ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๓๕
พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕
หมวด ๑ สมเด็จพระสังฆราช
มาตรา ๗ พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช
มาตรา ๘ สมเด็จพระสังฆราชทรงดำรงตำแหน่ง สกลมหาสังฆปริณายก ทรงบัญชาการคณะสงฆ์ และทรงตราพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราชโดยไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายพระธรรมวินัยและกฎมหาเถรสมาคม
มาตรา ๙ สมเด็จพระสังฆราชทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการมหาเถรสมาคม
มาตรา ๑๐ ในเมื่อไม่มีสมเด็จพระสังฆราช ให้สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยพรรษา เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช
ในเมื่อสมเด็จพระสังฆราช จะไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักร หรือไม่อาจทรงปฏิบัติหน้าที่ได้ สมเด็จพระสังฆราชจะได้ทรงแต่งตั้ง ให้สมเด็จพระราชาคณะรูปใดรูปหนึ่งปฏิบัติหน้าที่แทน ถ้ามิได้ทรงแต่งตั้งไว้ ให้สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยพรรษาปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช
ในกรณีที่สมเด็จพระราชาคณะ ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชได้ ให้สมเด็จพระราชาคณะรูปอื่นผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยพรรษา ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช
ในกรณีที่สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยพรรษา ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชได้ ให้สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสรองลงมาโดยพรรษาตามลำดับปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประกาศนามสมเด็จพระราชาคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชตามมาตรานี้ในราชกิจจานุเบกษา
พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๓๕
หมวด ๑ สมเด็จพระสังฆราช
มาตรา ๗ พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง
ในกรณีที่ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช
ในกรณีที่สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม เสนอนามสมเด็จพระราชาคณะรูปอื่นผู้มีอาวุโสโดยสมณศักดิ์รองลงมาตามลำดับ และสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช
มาตรา ๘ สมเด็จพระสังฆราชทรงดำรงตำแหน่งสกลมหาสังฆปริณายก ทรงบัญชาการคณะสงฆ์ และทรงตราพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราชโดยไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายพระธรรมวินัยและกฎหมายเถรสมาคม
มาตรา ๙ ในกรณีสมเด็จพระสังฆราชทรงลาออกจากตำแหน่งหรือพระมหากษัตริย์ทรงพระกรุณาโปรดให้ออกจากตำแหน่ง พระมหากษัตริย์จะทรงแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาของสมเด็จพระสังฆราชหรือตำแหน่งอื่นใดตามพระราชอัธยาศัยก็ได้
มาตรา ๑๐ ในเมื่อไม่มีสมเด็จพระสังฆราช ให้สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช
ถ้าสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการมหาเถรสมาคมที่เหลืออยู่เลือกสมเด็จพระราชาคณะรูปหนึ่งผู้มีอาวุโสโดยสมณศักดิ์รองลงมาตามลำดับและสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช
ในเมื่อสมเด็จพระสังฆราชไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่อาจทรงปฏิบัติหน้าที่ได้ สมเด็จพระสังฆราชจะได้ทรงแต่งตั้งให้สมเด็จพระราชาคณะรูปใดรูปหนึ่งปฏิบัติหน้าที่แทน
ในกรณีที่สมเด็จพระสังฆราชมิได้ทรงแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่แทน ตามวรรคสาม หรือสมเด็จพระราชาคณะ ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชได้ ให้นำความในวรรคหนึ่งและวรรคสองมาใช้บังคับโดยอนุโลม
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการประกาศนามสมเด็จพระราชาคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชตามมาตรานี้ในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา ๑๑ สมเด็จพระสังฆราชพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ ๑.มรณภาพ ๒.พ้นจากความเป็นพระภิกษุ ๓.ลาออก ๔.ทรงพระกรุณาโปรดให้ออก
หมวด ๒ มหาเถรสมาคม
มาตรา ๑๒ มหาเถรสมาคมประกอบด้วย สมเด็จพระสังฆราช ซึ่งทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการโดยตำแหน่งสมเด็จพระราชาคณะทุกรูปเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง และพระราชาคณะซึ่งสมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งตั้งมีจำนวนไม่เกินสิบสองรูปเป็นกรรมการ
ผู้ยกร่าง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ นี้ คือ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ และเข้าใจว่า ดร.วิษณุ เครืองาม ก็มีส่วนร่วมด้วย บุคคลทั้งสองท่าน ถือเป็นนักกฎหมายมือหนึ่งที่ร่วมรัฐบาลมาหลายสมัย เป็นอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายที่นักกฎหมายชั้นนำยอมรับ
การออกมาเคลื่อนไหวของพระสงฆ์ ไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายใดก็ตาม ในบาลี พระพุทธภาษิต จตุกกนิบาต อังคุตตรนิกาย (หนังสือพระไตรปิฎก) ที่พระพุทธเจ้าตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ณ อชปาลนิโครธริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา เกี่ยวกับเรื่อง เถระพาล
ขณะเดียวกัน หนังสือขุมทรัพย์จากพระโอษฐ กองตำราคณะธรรมทานไชยา ได้แปลความหมาย "โส พาโล เถโร เตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ" ไว้ว่า "คนผู้นั้นถึงการถูกนับว่าเป็นเถระผู้พาลโดยแท้"
นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงคุณสมบัติของเถระพาล ไว้อีกด้วยว่า "ภิกษุ ท.! คนเราแม้เป็นผู้เฒ่า มีอายุ ๘๐, ๙๐, ๑๐๐ ปี โดยกำเนิดก็ดี, แต่เขามีคำพูดไม่เหมาะแก่กาล, พูดไม่จริง, พูดไม่มีประโยชน์, พูดไม่เป็นธรรม, พูดไม่เป็นวินัย, กล่าววาจาไม่มีที่ตั้ง ไม่มีที่อิง ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่ประกอบด้วยประโยชน์, คนผู้นั้นย่อมถึงการถูกนับว่าเป็น เถระผู้พาล โดยแท้"
0 เรื่อง ไตรเทพ ไกรงู 0
0 ภาพ ประเสริฐ เทพศร 0