"หลวงตามหาบัว"
เปิดฎีกาประกาศต่อหน้า "สงฆ์-ฆราวาส" นับหมื่น ยืนยันเจตนารมณ์ "ขับสมเด็จเกี่ยว-ไม่ตั้งวิษณุ"
ยอมรับเรียกร้อง มานับไม่ถ้วน แต่ไม่เคยเห็นผล ระบุ "วิษณุ" ต้นเหตุสร้าง ความแตกแยกในหมู่
"พุทธบริษัท"
เนื้อหาในฎีกาส่วนใหญ่ที่ พระธรรมวิสุทธิมงคล หรือ "หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน"
เป็นเรื่องเดิมที่เคยต่อสู้และ ยื่นเรียกร้องมาแล้วหลายครั้ง เหตุที่ต้องยื่นอีกเพราะ
การเคลื่อนไหวต่างๆ ที่เสนอให้รัฐบาลหลายครั้งไม่เคยได้รับการแก้ไข เอาปัญหาไปเก็บไว้ในลิ้นชัก
ไม่ทำอะไร ที่เป็นรูปธรรมออกมา จึงต้องยื่นฎีกาถวายต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ให้ทรงมีพระราชวินิจฉัย
ขณะเดียวกัน ก็ไม่วางใจการใช้อำนาจป่าเถื่อนของนายวิษณุ เครืองาม ที่ก่อความไม่สงบให้แตกสามัคคี
ในหมู่พุทธบริษัท เดือดร้อนทั่วสังฆมณฑล โดยเฉพาะกับการเคลื่อนไหวของหลวงตามหาบัวและลูกศิษย์
ที่พยายามปิดกั้นไม่ให้เคลื่อนไหว เช่น ปิดกั้นการถ่ายทอดคลื่นสัญญาณธรรมะของหลวงตามหาบัว
นี้ถือว่าเป็นประเด็นข่าวใหญ่ในวงการสงฆ์ที่เกิดขึ้นท่ามกลางข่าวการแต่งตั้ง
ครม.ชุดใหม่ เหตุการณ์ ความไม่สงบ ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งข่าวการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลซึ่งส่งผลกระทบ
โดยรวม ต่อเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงต้นเดือนมีนาคม ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม เพื่อความเข้าใจในเหตุการณ์ดังกล่าว พุทธศาสนิกชนควรจะพึงทราบและพิจารณาข้อมูล
ด้านอื่นๆ ด้วย เพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างถูกต้อง
หากจะแยกประเด็นความขัดแย้งในครั้งนี้ ซึ่งคณะศิษย์ส่วนหนึ่งได้ยกมาเป็นข้อกล่าวอ้างว่า
การดำเนินการ ของรัฐบาล โดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช
และการตั้งคณะ ผู้ปฏิบัติหน้าที่ สมเด็จพระสังฆราชไม่ถูกต้อง นั้น มีดังนี้
๑.สมเด็จพระสังฆราช ยังทรงปฏิบัติพระกรณียกิจได้อยู่ จึงไม่ควรตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่
หรือ คณะผู้ปฏิบัติหน้าที่ สมเด็จพระสังฆราช เมื่อตั้งแล้วก็เท่ากับมีสมเด็จพระสังฆราช
๒ องค์ ในเวลาเดียวกัน อันจะก่อให้เกิดปัญหา แตกแยกในวงการคณะสงฆ์เป็นสังฆเภทได้
๒.การสถาปนาสมเด็จพระราชาคณะขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช และทั้งการตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่
สมเด็จพระสังฆราช เป็นพระราชอำนาจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแต่พระองค์เดียว
การที่รัฐบาลและ มหาเถรสมาคม (มส.) ได้ดำเนินการไปแล้วนั้น เป็นการปล้น หรือแย่งพระราชอำนาจในหลวง
๓.ตามพระราชประเพณี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะได้ทรงพิจารณาเลือกสมเด็จพระราชาคณะ
ผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยพรรษา ขึ้นสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช และหรือ เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่
สมเด็จพระสังฆราช ตามบทบัญญัติใน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕
ตลอดเวลาที่ผ่านมา
ได้มีการเคลื่อนไหวคัดค้าน โต้แย้งอย่างรุนแรง และ ต่อเนื่อง เพื่อบีบให้รัฐบาลเพิกถอน
การแต่งตั้งดังกล่าวเสีย และ ต่อมาก็ได้เรียกร้องให้รัฐบาลแก้ พ.ร.บ.คณะสงฆ์
ให้กลับไปใช้วิธีการสถาปนา สมเด็จพระสังฆราช และ การตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่
สมเด็จพระสังฆราช ตามความในบทบัญญัติมาตรา ๗ และ มาตรา ๑๐ แห่ง พ.ร.บ.คณะสงฆ์
พ.ศ. ๒๕๐๕ ตามเดิม ดังนี้
มาตรา ๗ พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช
มาตรา ๑๐ ในเมื่อไม่มีสมเด็จพระสังฆราช ให้สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยพรรษา
เป็นผู้ปฏิบัติ หน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ฯลฯ
แต่วิธีการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช และ การตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช
ตามกฎหมายที่ใช้อยู่ ในปัจจุบัน ที่คณะศิษย์ไม่ยอมรับ คือ บทบัญญัติตามความในมาตรา
๗ และมาตรา ๑๐ แห่ง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.คณะสงฆ์
พ.ศ. ๒๕๓๕ ดังนี้
มาตรา ๗ พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง
ในกรณีที่ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง ให้ นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม
เสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็น
สมเด็จพระสังฆราช ฯลฯ
มาตรา ๑๐ ในเมื่อไม่มีสมเด็จพระสังฆราช ให้สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์
เป็นผู้ปฏิบัติ หน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ฯลฯ
และแก้ไขโดย พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (พ.ศ. ๒๕๐๕) พ.ศ. ๒๕๔๗
มาตรา ๓ ซึ่งบัญญัติว่า
"ให้ยกเลิกความในวรรคห้าของมาตรา ๑๐ แห่ง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม
โดยพ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
"ในการแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชตามมาตรานี้ ถ้าสมเด็จพระสังฆราชทรงเห็นเป็นการสมควร
สำหรับกรณีที่มีเหตุ ตามวรรคสามหรือกรรมการมหาเถรสมาคมที่เหลืออยู่เห็นเป็นการสมควรสำหรับ
กรณีที่มีเหตุตามวรรคหนึ่ง วรรคสอง หรือวรรคสี่ อาจพิจารณาเลือกสมเด็จพระราชาคณะหลายรูป
ที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ เพื่อให้เป็นคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช
แทนผู้ปฏิบัติหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง หรือแทนการดำเนินการตามวรรคสอง วรรคสาม
หรือวรรคสี่ แล้วแต่กรณีได้ ฯลฯ"
ประเด็นที่ ๑ สมเด็จพระสังฆราชทรงปฏิบัติพระกรณียกิจได้หรือไม่นั้น คณะสงฆ์และศิษย์ผู้ใกล้ชิด
ควรได้เปิดเผยความจริง ซึ่งไม่เห็นจะเสียหายอะไร เพราะเป็นธรรมดาของสังขาร
ยิ่งปกปิดยิ่งจะเสียหายกว่า เพราะพระองค์ (สมเด็จพระสังฆราช) ต้องตกเป็นเหยื่อ
เป็นเครื่องมือของ พวกเปรตเศษวัดผู้แสวงประโยชน ์จากพระองค์ ที่กลัวจะสูญเสียประโยชน์
จึงอาศัยพระองค์เป็นเครื่องมือ ออกแสดงว่าพระองค์ยังทรงงานได้ ความจริงแล้วไม่ได้แน่นอน
แต่ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องอ้างว่า ต้องปิดข่าว เพื่อรักษาพระเกียรติของพระองค์
น่าจะไม่สมเหตุสมผลเท่าใดนัก
ถึงกระนั้นก็มีหลักฐานที่พอยืนยันได้ว่า "สมเด็จพระสังฆราชทรงงานไม่ได้อย่างแน่นอน"
คือ วิดีโอ ถ่ายภาพ เหตุการณ์ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรี พล.ต.ท.อุดม
เจริญ (อดีต ผอ.พศ.) นายมนตรี และ พระเทพสารเวที รองเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช
(วัดบวรนิเวศ) ฯลฯ ไปขอให้สมเด็จพระสังฆราช ลงพระนามรับทราบที่ทางราชการขอคืนพระอำนาจทั้งหมด
(ไม่ให้มีผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช) ให้พระองค์ เมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม
๒๕๔๗ ที่โรงพยาบาลจุฬาฯ แต่พระองค์ก็ไม่อาจลงพระนามรับทราบได้ และ รับสั่งไม่ได้
คือ ทรงงานไม่ได้แน่นอน
นอกจากนี้ยังมีวิดีโอ ของสถานีโทรทัศน์หลายช่องที่ได้ไปถ่ายทำข่าวพร้อมนักข่าว
นสพ. จำนวนรวมประมาณ ๓๐ คน ไปถ่ายทำข่าว ที่พระมหาเถระ และพระเถรานุเถระ
ประมาณ ๙๐ รูป ผู้ได้รับพระราชทานแต่งตั้ง และเลื่อนสมณศักดิ์ ได้ไปถวายสักการะสมเด็จพระสังฆราช
โดย น.พ.จักรธรรม ธรรมศักดิ์ ผอ.พศ.คนปัจจุบัน เป็นผู้กล่าวถวายรายงาน เมื่อวันที่
๖ ธันวาคม ๒๕๔๗ ที่ผ่านมา ทั้งนี้ ได้มีผู้ใกล้ชิดพยายามที่จะนำหนังสือที่พวกเขาจัดพิมพ์ขึ้นไว้ให้พระองค์ทรงอ่าน
พระองค์รับสั่ง ได้เพียงคำสองคำ อู้ๆ อี้ๆ แล้วก็ทรงนิ่ง เหมือนไม่ทรงรับรู้อะไร
และรับสั่งต่อไปไม่ได้อีกเลย
อย่างไรก็ตาม ผู้ใกล้ชิดจะพยายามแล้วพยายามเล่า โดยพยายามใช้มือลูบที่ริมพระโอษฐ์บ้าง
ที่ปลาย พระหนุบ้าง ประมาณ ๖-๗ ครั้ง เพื่อจะให้พระองค์อ่านให้ได้ ก็ทรงนิ่งเหมือนไม่รู้สึกอะไร
พระหัตถ์ที่ถูก จับวางไว้อย่างไรก็อยู่อย่างนั้น ไม่เคลื่อน ไม่ไหวติง
พระมหาเถระ และพระเถรานุเถระ ล้วนรู้สึกสงสารพระองค์เหลือเกิน ที่ผู้ใกล้ชิดพากันนำพระองค์มา
ทรมานแท้ๆ (โดยการพยายามจะให้พระองค์รับสั่งให้ได้)
ประเด็นที่ ๒ พระราชอำนาจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการสถาปนาสมเด็จพระราชาคณะ
ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชนั้น ยังคงเป็นพระราชอำนาจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโดยสมบูรณ์
ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ทั้ง ๒ ฉบับ
ไม่ว่าจะเป็นบทบัญญัติตามมาตรา ๗ แห่ง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ หรือตามบทบัญญัติมาตรา
๗ แห่ง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๒) แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (พ.ศ. ๒๕๐๕)
พ.ศ. ๒๕๓๕ ก็ตาม
แม้ในมาตรา ๗ วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๓๕ จะได้ระบุวิธีการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช
อีกด้วยว่า
"ในกรณีตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมเสนอนาม
สมเด็จพระราชาคณะ ผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช
ฯลฯ"
ก็มิได้เป็นการลิดรอนพระราชอำนาจ ตามที่มีการกล่าวหาว่า "ปล้น หรือแย่งชิงพระราชอำนาจ"
ในการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชแต่ประการใด
เพราะรัฐบาลเป็นรัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบต่อการสนองงาน
และปฏิบัติงานต่างพระเนตรพระกรรณ ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญและตามโบราณราชประเพณี
มิให้ต้อง เสด็จลงมาทรงงานเอง อยู่แล้ว มิใช่เป็นการตีกรอบให้พระองค์ทรงจำต้อง
ลงพระปรมาภิไธยแต่ประการใด
อนึ่ง ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๓๑ นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้ดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
จะต้องลงนามรับสนองพระบรมราชโองการอยู่แล้ว และ นายกรัฐมนตรี (ในฐานะเจ้ากระทรวง-สนง.พศ.)
ยังจะต้องประกาศนามสมเด็จพระราชาคณะ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ในราชกิจจานุเบกษา
ตามความใน มาตรา ๑๐ วรรคสุดท้ายแห่ง พ.ร.บ.ทั้ง ๒ ฉบับนี้ (พ.ศ. ๒๕๐๕ และ
พ.ศ. ๒๕๓๕) อีกด้วย
โดยนัยนี้ นายกรัฐมนตรี (ในฐานะเจ้ากระทรวง-สนง.พ.ศ.) จึงมีหน้าที่รับผิดชอบในการเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะ
ตามโบราณราชประเพณี ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรง สถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชตาม
พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ทั้ง ๒ ฉบับ แม้ในมาตรา ๗ แห่ง พ.ร.บ.คณะสงฆ์
พ.ศ. ๒๕๐๕ จะมิได้ระบุวิธีการนำเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะขึ้นทูลเกล้าฯเพื่อทรงสถาปนาเป็น
สมเด็จพระสังฆราชไว้ก็ตาม
0 เรื่อง ไตรเทพ ไกรงู 0
0 ภาพ สราวุธ สุวรรณรักษ์ 0