![]() |
|
![]() | ||||||||
| ||||||||
"นกหัสดีลิงค์" กับ ประเพณีเผาศพพระของชาวล้านนา
ขณะที่ประเพณีและพิธีกรรมเผาศพพระสงฆ์จะมีความพิเศษกว่า โดยการตกแต่งโลงศพให้มีความวิจิตรงดงาม
เพราะถือว่าการทำบุญกุศลศพสังขารพระสงฆ์เป็นพุทธบูชาอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะพระสงฆ์ผู้มีฐานะเป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่
จะมีการตกแต่งโลงศพและ ปราสาทที่มีความวิจิตรสวยงามและแปลกตากว่าศพพระสงฆ์ทั่วไป
ความพิเศษที่ว่านี้ คือ มีการสร้างเมรุชั่วคราวขึ้นมาสำหรับพิธีประชุมเพลิงโดยเฉพาะ
ขณะเดียวกันก็มีการก่อสร้างปราสาทขนาดใหญ่มีรูปร่างวิจิตรพิสดารคือฐานปราสาท เหนือโลงศพจะสร้างเป็นปราสาทขนาดใหญ่ครอบไว้ ตกแต่งด้วยกระดาษสีฉลุลายล้านนา
มีผ้าแพรตกแต่งรอบปราสาท ดูยิ่งใหญ่อลังการกว่าปราสาทศพทั่วไปหลายเท่า ซึ่งไม่ค่อยมีให้พบเห็นกันบ่อยนักในยุคสมัยนี้
เช่นเดียวกับงานพระราชทานเพลิงศพ หลวงปู่หลวง กตปุญโญ หรือ พระครูการุณธรรมนิวาส
เจ้าอาวาสวัดป่าสำราญนิวาส อ.เกาะคา จ.ลำปาง ซึ่งจัดพิธี ณ บริเวณสำนักสงฆ์คีรีสุบรรพต
ต.พระบาท อ.เมือง จ.ลำปาง มีการสร้างเมรุมาศปราสาทนกหัสดีลิงค์เพื่อใช้ในพิธีดังกล่าว
ให้คนรุ่นหลังได้มีโอกาสเห็นผลงานเชิงศิลปะ บนความเชื่อของชาวล้านนา ในรูปแบบของพิธีพุทธบูชาอันยิ่งใหญ่อีกครั้ง
อาจารย์นิพนธ์ ยุคุณธร หรือ ครูอ้วน ผู้ดำเนินพิธีทางศาสนาในงานพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่หลวง
เล่าว่า
ตามประวัติศาสตร์ล้านนาที่เล่าขานต่อกันมาว่า นกหัสดีลิงค์เป็นสัตว์ในป่าหิมพานต์
ที่มีความพิเศษคือมีเพศเพียงดั่งช้าง เป็นนกที่มีหัวเป็นช้าง มีหางเป็นหงส์
มีพละกำลังดั่งช้างเอราวัณ ๓-๕ เชือกรวมกัน ซึ่งเป็นสัตว์คู่บารมีของกษัตรา
เจ้าเมืองผู้มีอำนาจบารมีสูง
โดยความเชื่อของชาวล้านนามาแต่อดีตกาล นิยมสร้างปราสาทนกหัสดีลิงค์เพื่อบรรจุศพของกษัตริย์เจ้านายฝ่ายเหนือ
รวมถึงพระมหาเถระชั้นผู้ใหญ่ ที่มรณภาพลง เพื่อให้พิธีศพมีความสง่างาม สมฐานะบารมี
และเป็นการส่งดวงวิญญาณไปสู่ชาติสรวงสวรรค์ชั้นพรหมโลก เทวโลก แต่ในปัจจุบันปราสาทนกหัสดีลิงค์นิยมใช้ในพิธีศพของพระเถระชั้นผู้ใหญ่เท่านั้น
ในบริเวณพิธี นอกจากจะมีเมรุมาศ ปราสาทนกหัสดีลิงค์แล้ว รอบๆ ฐานเมรุมาศจะมีเครื่องประกอบหลายอย่าง
เช่น ฉัตรเบญจา 5 ชั้น บังสูรย์เครื่องประกอบศพครูบา มหาเถระตามสมณศักดิ์ของพระมหาเถระผู้นั้น
นอกจากนี้รอบปราสาท 4 ทิศ จะมีเสาไม้ไผ่สูงสุดลำ ขึงผ้าสังฆาฏิ (ผ้าพาดบ่า)
ของพระสงฆ์ผู้มรณภาพ มีความหมายแทนศีลของพระสงฆ์ เรียกว่าจตุปริสุทธศีล เสาต้นที่
๑ หมายถึง ศีลข้อที่ ๑ คือ ปาติโมกข์สังวร เป็นพระสงฆ์ต้องมีความสำรวม ระวังปาติโมกข์สังวร
คือ ศีล สมาธิปัญญา จุลศีล มัชชิมา มหาศีล
เสาต้นที่ ๒ หมายถึงศีล ข้อ ๒ อินทรียสังวร พระสงฆ์ต้องมีความสำรวมระวังอายตนภายในและภายนอก
หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
เสาต้นที่ ๓ หมายถึง ศีลข้อที่ ๓ อาชีวะปริสุทธศีล พระสงฆ์ต้องหมั่นออกบิณฑบาต
กวาดวิหาร ล้างพระเจดีย์ ปลงอาบัติ ทำวัตรเช้า เย็น ทำกิจของสงฆ์ให้สม่ำเสมอ
เสาต้นที่ ๔ หมายถึง ศีลข้อที่ ๔ ปัจจัยสัจนิจศีล ต้องพิจารณาที่อยู่ที่กินที่หลับที่นอน
ให้เหมาะแก่สมณสารรูป ฉัตรเบญจา ๕ ชั้น เป็นเครื่องประดับเกียรติยศของพระมหาเถระ
สล่า (ช่าง) นิพนธ์ โกฏแก้ว อายุ ๔๔ ปี ชาว อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ผู้ออกแบบและผู้ควบคุมการก่อสร้างเมรุมาศปราสาทนกหัสดีลิงค์
กล่าวว่า ในภาคเหนือ นิยมสร้างปราสาทนกหัสดีลิงค์ในงานพิธีประชุมเพลิงหรือพระราชทานเพลิงศพพระมหาเถระชั้นผู้ใหญ่
โดยการก่อสร้างเมรุและปราสาทนกหัสดีลิงค์ในงานพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่หลวงครั้งนี้
มีการเตรียมงานล่วงหน้ากว่า ๔ เดือน ใช้กำลังคนกว่า ๒๐ คน
โดยแยกส่วนการทำงานระหว่างส่วนการก่อปูน สร้างฐานเมรุมาศ และโครงสร้างปราสาท
นกหัสดีลิงค์ โดยฝ่ายก่อสร้างฐานเมรุ ใช้กำลังคน ๘-๑๐ คน และฝ่ายก่อสร้างปราสาทนกหัสดีลิงค์
ใช้กำลังคน ๑๖ คน แบ่งเป็นฝ่ายโครงสร้างตัวนก และปราสาท ๑๐ คน ฝ่ายประดิษฐ์
ตัดแต่ง
กระดาษสำหรับตกแต่งตัวนกและปราสาทอีกประมาณ ๗ คน ขนาดฐานเมรุมาศเป็นฐานขั้นบันได ๒ ชั้น มีความสูง ๒.๒๕ เมตร ความยาวเส้นผ่านศูนย์กลาง
๑๐ เมตร ส่วนตัวปราสาทนั้นเป็นปราสาทแบบมีฐาน ๒ ชั้น มีหลังคา ๒ ชั้น มียอด
๖ ชั้น มีฐานฉัตรแบบระฆังคว่ำ
ยอดฉัตรแบบเบญจา มีความสูงจากฐานถึงปลายยอดรวม ๑๕๕ เมตร
สำหรับฐานปราสาทซึ่งมีรูปร่างเป็นนกหัสดีลิงค์นั้น มีความกว้าง ๒.๕ เมตร
ยาวตั้งแต่หัวจรดหางรวม ๕.๕ เมตร
ส่วนหัวช้างจะมีรายละเอียดที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญ เพราะมีความพิเศษของการเคลื่อนไหวไปมาได้
โดยชิ้นส่วนคอและหัวต้องเคลื่อนไหวหมุนไปมาได้ ใบหูทำจากเสื่อ ทากาวเคลือบสีติดเป็นส่วนประกอบเพื่อให้พับกระพือได้
ส่วนงวงทำจากผ้าเย็บเป็นทรงกระบอก เลียนแบบขนาดงวงช้าง มีเชื้อกร้อยอยู่ด้านในสำหรับดึง
เคลื่อนไหวได้
นอกจากนี้ภายในยังมีขันเล็กๆ บรรจุข้าวตอกไว้ เพื่อโปรย ลักษณะเหมือนช้างใช้งวงโปรยข้าวตอกเพื่อเป็นสิริมงคล
ส่วนที่มีความละเอียดและต้องใช้ฝีมือเชิงศิลปะสูงคือส่วนของดวงตา ต้องมีลักษณะกลมมน
ขนตายาวสวย
กะพริบได้ เหมือนมีชีวิตจริงๆ คล้ายกับดวงตาสิงโตเชิด ส่วนหางทำจากเสื่อไม้ไผ่
ตัดเป็นรูปหางหงส์ มีลวดลายสวยงาม โดยส่วนนี้จะติดตั้งคนละส่วนกับลำตัว มีกลไกใช้เชือกชักให้เคลื่อนไหวได้
ทั้งนี้โครงสร้างทั้งหมดจะมีพื้นที่ด้านในกลวง มีประตูเข้าออกบริเวณหาง
ซึ่งในวันพิธีจะมีคนนั่งอยู่ภายในเพื่อชักใยให้ส่วนหัว ตา หู งวง และหางเคลื่อนไหวได้สมจริง
ซึ่งแทบไม่น่าเชื่อเลยว่า การก่อสร้างเมรุมาศปราสาทนกหัสดีลิงค์ทั้งหมดใช้งบประมาณถึง
๒๐๐,๐๐๐ บาท
สล่านิพนธ์ บอกว่า ประกอบตกแต่งอื่นๆ รอบเมรุนั้นจะประดับตกแต่งไปด้วยตุง
๑๒ ราศี ฉัตรเบญจา บังสูรย์ และซุ้มดอกไม้จันทน์
ส่วนที่สำคัญและขาดไม่ได้ คือ เสาไม้ไผ่สี่มุมของปราสาทใช้ขึงผ้าเพดาน ซึ่งเป็นผ้าสังฆาฏิของสงฆ์
ตามความเชื่อมาแต่โบราณ หลังจุดไฟประชุมเพลิงเผาศพปราสาท แล้วศรัทธาญาติโยม
รวมทั้งลูกศิษย์ลูกหาของพระมหาเถระที่มรณภาพจะรอแย่งผ้าเพดานที่ขาดปลิวลงมาถึงพื้นเพื่อเก็บเป็นเครื่องสักการบูชา
เป็นวัตถุมงคลไว้ติดตัว
หลังจากสร้างเมรุมาศปราสาทแล้วเสร็จก่อนพิธีพระราชทานเพลิงศพหรือประชุมเพลิง
๓ วัน จะมีพิธีอาราธนาศพออกจากโบสถ์ วิหาร หรือศาลาธรรม แล้วอาราธนาขึ้นไว้บนปราสาท
มีพิธีกล่าวขอขมาลาโทษ จากนั้นอีก ๓ วัน จึงเป็นพิธีประชุมเพลิง โดยพิธีประชุมเพลิงพระมหาเถระเป็นวันที่ประชาชน
ศรัทธาญาติโยม รอคอย เพราะนอกจากจะมาร่วมทำบุญเป็นพุทธบูชาแล้ว ยังเดินทางพาลูกหลานมาชมความงามของปราสาทนกหัสดีลิงค์อีกด้วย
ปราสาทนกหัสดีลิงค์จึงเป็นเสมือนอีกหนึ่งผลงาน ทางศิลปะจากภูมิปัญญาพื้นถิ่น
ที่สืบทอดกันมาเป็นประเพณี ให้คนรุ่นหลังได้ดูชม และแสดงให้เห็นถึงตำนานพลัง
ความเชื่อ และศรัทธาทางพุทธศาสนา ที่เบ่งบานงดงามเทียบกับความเจริญเติบโตทางวัตถุไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว
0 เรื่องและภาพ ศชากานท์ แก้วแพร่ 0
|
![]() ![]() |
||||||||||||||||||||||
| |||||||||||||||||||||||
![]() | |||||||||||||||||||||||