"อาตมายังกลัวตายอยู่ เพราะยังไม่หมดกิเลส ยังไม่บรรลุธรรม
จริงๆ แล้วความตาย ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว เหตุที่คนกลัวตาย เพราะกลัวว่า จะจากจากทรัพย์สมบัติ
จะจากคนอันเป็นที่รัก รวมทั้งชื่อเสียง ที่มีอยู่ หากคนเราไม่ยึดติดกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
ความกลัวตายก็ไม่เกิดขึ้น
ตอนนี้ร่างกายก็ชราไปตามอายุที่มากขึ้น ไม่รู้จะอยู่ได้นานเพียงใด คงขึ้นอยู่กับพญามัจจุราชจะรับกลับไป
อาตมาคิดว่าการที่คนเราจะอายุยืนได้นั้น ต้องมีใจเมตตา ทำจิตให้สบาย ไม่คิดร้ายต่อใคร
ไม่ยึดติดกับลาภยศสรรเสริญ รู้จักเป็นผู้ให้ แบบนี้อายุก็ยืนได้"
นี่คือข้อคิดเกี่ยวกับความตายของ พระพุทธวรญาณ (มงคล วิโรจนมหาเถร ป.ธ.๕)
อดีตเจ้าคณะภาค ๑๕ และอดีตเจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาส ซึ่งมรณภาพอย่างสงบ
เมื่อวันเสาร์ ที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘ เวลา ๐๗.๐๐ น.
สำหรับพิธีทางศาสนา พระครูปลัดอาทิตย์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาส
บอกว่า
ทางสำนักพระราชวังได้พระราชทานน้ำอาบศพ เมื่อวันจันทร์ที่ ๒๘ กุมภาพันธ์
๒๕๔๘ เวลา ๑๗.๐๐ น. พร้อมอยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ ๗ วัน จากนั้นทางคณะศิษยานุศิษย์จะร่วมกันทำพิธีสวดพระอภิธรรมต่อไปประมาณ
๑๐๐ วัน ส่วนจะมีพระราชทานเพลิงศพ หรือเก็บศพเอาไว้นั้น คงต้องมีการประชุมร่วมกับศิษยานุศิษย์อีกครั้ง
ข่าวการมรณภาพของพระพุทธวรญาณ ถือว่าเป็นการสูญเสียอันใหญ่หลวงของวงการพระนักเทศน์
โดยเฉพาะวัดประยุรวงศาวาส ซึ่งเป็นสำนักฝึกพระนักเทศน์แห่งรัตนโกสินทร์มาตลอดระยะเวลา
๑๗๘ ปี ของการสร้างวัด โดยสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยุรวงส์ ในสมัยสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ ๓
พระนักเทศน์ของสำนักวัดประยุรที่มีชื่อเสียงในอดีต เช่น ในสมัยรัชกาลที่
๓ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (จี่) สมัยรัชกาลที่ ๕ พระอาจารย์กว้าง สมัยรัชกาลที่
๖ และรัชกาลที่ ๗ พระปิฎกโกศล (พระมหาพร) พระธรรมไตรโลกาจารย์ (อยู่) พระธรรมณพิลาส
(เพิ่ม) พระมหาทัพ และ พระครูพิศาลธรรมโกศล (สุพจน์) หรือ "หลวงตา-แพรยื้อไม้"
ในขณะเดียวกันกว่า ๔๘ ปี วัดแห่งนี้ภายใต้การบริหารและการปกครองของพระพุทธวรญาณ
เจ้าอาวาส ตั้งแต่ครั้งดำรงสมณศักดิ์ ที่พระธรรมภาณโกศล ท่านเป็นผู้สืบทอดตำนานสำนักสร้างพระเทศน์
เป็นพระนักเทศน์มหาชนโดยแท้ เพราะได้สร้างเสริมและสร้างสรรค์เกียรติประวัติอันสูงส่ง
สง่างามของสำนักทุกๆ ด้าน
พระนักเทศน์ที่มีชื่อเสียงของวัดประยุรในปัจจุบันประกอบด้วย พระเทพโสภณ
(ดร.ประยูร ธมฺมจิตฺโต) พระโสภณธรรมวาที (บุญมา อาคมปุญฺโญ) พระราชธรรมวาที
(ชัยวัฒน์ ธมฺวฒฺฑโณ) พระครูอุดมธรรมวาที (สำราญ อคฺควโร) ดร.พระวิสุทธิภัทรธาดา
(มหาประสิทธิ์ พรหมรังสี) พระครูวินัยธรวัลลพ โกวิโล พระครูวินัยธรวิเชียร
วชิรธมฺโม พระครูพิพิธธรรมภาณ (สมมิตร อาจารสิริ) และ พระครูปลัดอาทิตย์อตฺถเวที
เมื่อครั้งที่ยังมีชีวิตอยู่นั้น พระพุทธวรญาณ ยังจรรโลงคงเอกลักษณ์ของสำนักไว้ได้อย่างชื่นชม
ทั้งนี้ก็ด้วยอาศัยที่พระเดชพระคุณ เป็นพระนักเสก พระนักสอน เสกให้คนเด่น
สอน ให้คนดี จนมีญาติโยมนำไปกล่าวขวัญอยู่เสมอว่า
"พระพุทธวรญาณเป็นยอดนักเทศน์ วิเศษพระนักพูด พิสุทธิ์พระนักปฏิบัติ เป็นสังฆรัตน์แห่งคณะสงฆ์
เพราะทำนองท่วงทีลีลาการแสดงธรรมที่ไพเราะสละสลวยกินใจ ได้สัมผัส ที่สำคัญเป็นไปในลักษณะ
โลกไม่ช้ำ ธรรมไม่เสีย บัวไม่ช้ำ น้ำไม่ขุ่น ไม่พูดให้ใครช้ำ ไม่ทำให้ระคายเคือง
ไม่ปั้นเรื่องให้ใครระแวง ไม่แสดงเกินบทบาท ไม่ขาดเมตตาธรรม"
และคำสั่งลาสุดท้ายถึงศิษยานุศิษย์ทุกท่านของพระพุทธวรญาณ คือ "วันข้างหน้าถึงเราจะสิ้นใจไป
แต่คณะสงฆ์ไทยจะไม่สิ้นพระนักเทศน์"
แม้ว่าพระพุทธวรญาณได้ลาสังขารจากโลกนี้ไปแล้ว แต่ภาพแห่งความเมตตา ความน่าเคารพเลื่อมใส
ตลอดจนหลักธรรมคำสั่งสอนของท่าน ยังคงก้องอยู่ในจิตใจของเหล่าศิษยานุศิษย์
รวมทั้งผู้ที่เคารพพระเดชพระคุณท่านไม่เสื่อมคลาย