![]() |
|
![]() | ||||||||
| ||||||||
พระดีๆ ยังมีในเมืองกรุง สมเด็จพระญาณวโรดม วัดเทพศิรินทราวาส
โดยอุปนิสัยส่วนตัว ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ เป็นคนเรียบง่าย สมถะ มักน้อย รักสันโดษ ไม่โอ้อวดคุณวิเศษใดๆ ทั้งๆ ที่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ เป็นพระนักบริหาร นักพัฒนา เป็นนักเขียน นักแต่งตำรา ที่มีผลงานมากมาย รวมทั้งยังมีตำแหน่ง หน้าที่การงานในมหาเถรสมาคม เป็นเลขาธิการ และอุปนายกสภาการศึกษา มหามกุฏราชวิทยาลัย มหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนา และมหาวิทยาลัย มหามกุฏราชวิทยาลัย มาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๒ จนถึงปัจจุบัน ในวันพรุ่งนี้ (วันพุธที่ ๙ มีนาคม) เป็นวันที่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ จะมีอายุครบ ๘๘ ปี คณะสงฆ์วัดเทพศิรินทร์ และคณะศิษยานุศิษย์ จะได้ร่วมกัน จัดงานทำบุญบำเพ็ญกุศล ที่วัดเทพศิรินทร์ หน้าพระเครื่อง "คม ชัด ลึก" จึงขอนำประวัติและผลงานต่างๆ ของท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ มาลงเผยแพร่ รวมทั้งคำสัมภาษณ์ ที่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ได้เมตตาให้บันทึกไว้...ดังต่อไปนี้ * ปีนี้ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ มีอายุเท่าไรแล้วครับ ? - ปีนี้อาตมาอายุครบ ๘๘ ปี จะทำบุญในวันพุธที่ ๙ มีนาคม นี้ โดยจัดกันแบบเรียบๆ ง่ายๆ เลี้ยงเพลพระเณร ๖๐๐ รูป ซึ่งเป็นพระนักศึกษาของวัดนี้ เป็นพระลูกศิษย์ทั้งนั้น เพราะอาตมายังสอนหนังสือพระเณรอยู่ที่นี่ โดยสอนมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๒ จนถึงทุกวันนี้ * สุขภาพพลานามัยดี ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บนะครับ ? - ก็พอไหวอยู่ ไปไหนมาไหนได้อย่างสบายๆ โรคภัยไข้เจ็บก็มีบ้างตามประสาคนมีอายุมากแล้ว หมอก็ให้ยามาฉัน แต่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย เวลาส่วนใหญ่จะเขียนหนังสือจนดึก จำวัดเอาตอนตี ๒ กลางวันก็ไม่ค่อยได้พักผ่อน มีงานต้องทำมาก * ในหนังสือประวัติ เห็นมีรายการหนังสือที่เขียนไว้มากมาย แสดงว่าท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ เป็นนักเขียนคนหนึ่งใช่ไหมครับ ? - อาตมาเป็นเลขาธิการและอุปนายกสภาการศึกษา มหามกุฏราชวิทยาลัย มหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนา และมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๒ จนถึงปัจจุบัน มีหน้าที่ในการบันทึกเรื่องราวการเรียนการสอนของพระภิกษุสามเณร การบริหารศาสนกิจต่างๆ รวมทั้งต้องติดตามสมเด็จพระสังฆราช ในการเสด็จไปประกอบศาสนกิจในต่างประเทศ ต้องไปบ่อยครั้งและไปทั่วโลกมาแล้ว ไปบ่อยที่สุดคือเมืองจีน ไปเชื่อมสัมพันธไมตรี ไปไหว้พระ ก็ต้องบันทึกเรื่องราวต่างๆ เอาไว้ แล้วเอามาเขียนเป็นหนังสือ เพื่อเผยแผ่พระศาสนา * เวลานี้ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ยังค้นคว้าศึกษาเรื่องอะไรอยู่บ้างครับ ? - ก็มีเรื่องการศึกษาของพระเณร ปกติเขียนหนังสือเป็นประจำทุกวัน ถึงตี ๒ ตื่น ๖ โมงเช้า ทำมานานแล้ว จนเคยชิน ตั้งแต่ยังเป็นเณร สมัยเป็นเณรต้องขยันมากๆ มาถึงตอนนี้จึงไม่รู้สึกลำบากแต่อย่างไร * สังเกตเห็นว่า สมเด็จพระราชาคณะและพระเถระที่วัดนี้ ส่วนใหญ่มีปฏิปทาอันน่าเคารพศรัทธาเลื่อมใส คล้ายๆ กัน นับตั้งแต่สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ) มาจนถึงสมเด็จพระวันรัต (นิรันตร์) และพระเถระรูปอื่นๆ รวมทั้งเจ้าประคุณสมเด็จฯ เอง อันนี้มีการถ่ายทอดกันมาอย่างไรหรือครับ ? - เป็นอุปนิสัยที่ติดตัวกันมาของแต่ละท่าน จะว่ามีการถ่ายทอดกันก็คงได้ เพราะได้เห็นพระผู้ใหญ่ทำตัวอย่างไร เราก็ทำตามท่าน อย่างท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ (เจริญ) ท่านเป็นคนง่ายๆ จำวัดกับพื้น ไม่มีเตียงนอนแต่อย่างใด ก็เป็นตัวอย่างให้พระในวัดนี้ทำตามกันทุกรูป รวมทั้งอาตมาด้วย จำวัดกับพื้น แล้วก็เป็นความพอใจด้วยที่ได้ทำตามพระผู้ใหญ่ * ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ มาอยู่วัดนี้เมื่อไร และได้พบกับท่านเจ้าคุณนรฯ ไหมครับ ? - อาตมามาอยู่วัดนี้ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๔ ท่านเจ้าคุณนรฯ ได้มาบวชแล้ว (เจ้าคุณนรฯ บวชเมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๔๖๘) ท่านอายุมากกว่าอาตมา ๑๕ ปี ก็ได้พบท่านเสมอ ท่านเป็นพระปฏิบัติ ไม่ค่อยพูดคุยกับใคร แต่ใครไปถามไปคุยกับท่าน ท่านก็จะคุยด้วย ท่านเป็นคนไม่ชอบแสดงตัว ไม่อวดอ้าง เป็นคนเรียบง่าย ไม่ต้องการอะไรทั้งนั้น มีแต่จะให้ ท่านเป็นผู้มีความรู้สูง บางอย่างพวกเปรียญ ๙ ประโยค ยังไม่รู้เลย แต่ท่านก็รู้ นอกจากนี้ท่านยังมีความจำแม่นเป็นเลิศ อาตมามีความประทับใจในตัวท่านมาก
- ก็พอรู้อยู่ ได้เรียนมาบ้าง ที่วัดนี้ก็มีการสอน ทั้งปริยัติธรรมและปฏิบัติ พระบวชใหม่ ต้องเรียนตามหลักสูตรการเรียนการสอนด้านปริยัติธรรม พอกลางคืนก็ต้องไปเรียนวิปัสสนากรรมฐานด้วย ควบคู่กันไป * เคยได้รับนิมนต์ไปนั่งปรกปลุกเสกพระเครื่องบ้างไหมครับ ? - ไม่เคย อาตมาไม่เอาทางนี้อยู่แล้ว เอาแต่เรื่องเรียนเรื่องสอนหนังสือมากกว่า รวมทั้งบริหารการศึกษาของพระเณร การปกครองพัฒนาวัดให้มีความเจริญรุ่งเรือง มีความเรียบร้อย สะอาดสะอ้าน ญาติโยมมาวัดเห็นแล้วจะได้สบายตา สบายใจ สบายกาย * พระเครื่องหรือวัตถุมงคลเป็นเรื่องงมงายไหมครับ ? - ในพระวินัยสงฆ์ ไม่มีเรื่องนี้ เรื่องพระเครื่องเป็นความนิยมของแต่ละคน เป็นระดับภูมิจิตของแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน จะไปว่าเขางมงายก็ไม่ได้ เพราะภูมิจิตของเขามีอยู่ในระดับหนึ่ง ก็มีสิ่งยึดเหนี่ยวอย่างหนึ่ง ถ้าคนที่มีภูมิจิตสูงขึ้นไปมากๆ ก็ไม่จำเป็นต้องยึดเหนี่ยวอะไรเลย เป็นความหลุดพ้นของบุคคลผู้นั้น โดยส่วนตัวอาตมาก็ไม่ได้ยึดถือสิ่งเหล่านี้อยู่แล้ว แต่ก็ไม่ไปว่าเขา เมื่อเขายึดถือพระเครื่องแล้วเป็นคนดี มีศีลธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต ยึดถือแล้วสบายใจ ไม่ไปทำให้คนอื่นเดือดร้อน ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีงามอยู่แล้ว * มีธรรมะอะไรบ้างที่จะสอนให้ชาวบ้าน ได้ดำรงชีวิตอยู่ด้วยความสุข ในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ ? - คนเราจะมีความสุขในชีวิตได้ ก็ต้องไม่มีอบายมุข ไม่เล่นการพนัน ไม่เสพยาเสพติด แม้แต่บุหรี่ สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องรู้จักประหยัด อดออม ไม่ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย ฟุ่มเฟือย อะไรที่ไม่จำเป็นก็ไม่ต้องไปซื้อหาให้เป็นภาระ * ในวัดนี้มีข้อห้ามไม่ให้พระเณรสูบบุหรี่ไหมครับ ? - ไม่มี ไม่ได้ห้าม แต่ก็ไม่เคยเห็นพระเณรสูบบุหรี่กันเลย อาจจะเพราะเห็นพระผู้ใหญ่ไม่มีใครเขาสูบกัน พระเณรอื่นๆ ก็เลยถือเป็นตัวอย่างก็ได้ อาตมาเองก็ไม่ได้สูบบุหรี่มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว * เหตุการณ์ทาง ๓ จังหวัดภาคใต้ ที่มีความไม่สงบ ทางวัดได้ให้ความช่วยเหลือพระสงฆ์ทางโน้นอย่างไรบ้างครับ ? - ก็มี...ได้ส่งเงินไปช่วยเหลือก่อนหน้านี้แล้ว ตอนแรกๆ ทางราชการไม่ได้พูดถึงความเดือดร้อนของพระเณรเลย บอกแต่ความเดือดร้อนของชาวบ้าน แต่พระทางโน้นบอกมาว่า เดือดร้อนมาก ไม่มีปัจจัยอะไรเลย สบงจีวรก็มีอยู่ชุดเดียว ก็เลยส่งความช่วยเหลือไปให้ * เห็นรูปปั้นข้างนอกหน้ากุฏิท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ เป็นรูปคนปิดหู ปิดตา ปิดปาก มีความหมายอย่างไรครับ ? - มีความหมายว่า ปิดตาทั้งคู่ ปิดหูสองข้าง ปิดปากเสียบ้าง นอนนั่งสบาย คือคนเราทำเป็นคนตาบอดเสียบ้าง จะได้ไม่เห็นอะไรที่ไม่ดีงาม หูหนวกเสียบ้างจะได้ไม่ยินเสียงอะไร เสียงคนนินทาว่าร้ายใคร ปิดปากเป็นใบ้เสียบ้าง จะได้ไม่พูดจากับใครให้มันมากเรื่อง พูดอะไรให้คนเขาทะเลาะกัน ก็อย่าไปพูด ปัญหาอะไรๆ ก็จะได้ไม่มี...ทำได้อย่างนี้ก็สบาย ไม่มีเรื่อง จะนั่งจะนอนก็สบาย * มีญาติโยมมาหาบ้างไหม และส่วนใหญ่มาหาเรื่องอะไรครับ ? - ก็มีมาบ่อยๆ มาปรึกษาหารือ ถามปัญหา ถามธรรมะ บางคนก็มาฝากเด็กเข้าเรียนหนังสือ ก็ต้องมอบหมายให้พระรูปอื่นรับหน้าที่ไปบ้าง คนที่มาปรึกษาปัญหาชีวิตประจำวัน ก็ต้องสอดแทรกธรรมะ สอนเขาไปบ้าง โดยเฉพาะเรื่องการนินทาว่าร้ายคนอื่น เรื่องนี้พวกผู้หญิงชอบทำกันนัก พวกผู้ชายไม่ค่อยเท่าไร ก็ต้องสอนว่า การนินทานั้นเป็นของเน่าเสีย ของไม่ดี เขาไม่เอาแล้ว เอามาโยนใส่เรา แล้วเราจะไปรับเอามาทำไม ของเสียของเน่าทั้งนั้น รับมาแล้วก็ต้องเป็นภาระ เป็นทุกข์เป็นร้อน ต้องคิดอย่างนั้นคิดอย่างนี้ ไปต่อว่ากัน ไปทะเลาะกัน จนแตกความสามัคคี รกสมองเปล่าๆ อย่าไปรับเอามา อย่าไปฟังเขานินทาว่าใคร เราก็จะได้สบายใจไปด้วย ก็อย่างที่เห็นในรูปปั้นนั่นแหละ ทำเป็นหูหนวกเสียบ้าง จะได้ไม่มีเรื่องรกสมอง สุขภาพจิตก็ดีด้วย เพราะไม่ต้องไปเครียดมัน * เจ้าประคุณสมเด็จฯ เห็นว่าพระพุทธศาสนาของเราเวลานี้มีปัญหาอะไรบ้างไหมครับ ? - ก็มีปัญหาอยู่เหมือนกัน เวลานี้เรากำลังจะมีการประชุมกันระหว่างนิกายมหายานกับเถรวาท จะประชุมกันที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในราวเดือนพฤศจิกายนนี้ จะหารือกันระหว่าง ๒ นิกายนี้ เรื่องการเผยแผ่ เรื่องความมั่นคงของพระพุทธศาสนา ในปัจจุบัน โดยจะไม่พูดถึงเรื่องในอดีตที่ผ่านมาแล้ว การประชุมก็เพื่อแก้ปัญหาต่างๆ ที่กำลังประสบอยู่ จะมีพระเถระจากต่างประเทศมากันมาก รวมทั้งของไทยเรา การประชุมนี้ญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพ โดยมาใช้สถานที่เมืองไทย นอกจากนี้ก็มีพระจีน ซึ่งมีปัญหาคล้ายๆ กับเรา โดยเฉพาะความมั่นคงของพระพุทธศาสนา อันตรายที่สุดคือ เวลานี้ชาวพุทธเราในบางครั้งไม่มีความรู้ทางพระพุทธศาสนา จึงทำอะไรบางอย่างไปอย่างผิดๆ หรือไม่รู้ นึกว่าเป็นเจตนาดี แต่แท้จริงเป็นการทำลายมากกว่า คือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ * เรื่องพระที่ประพฤติตัวไม่ดี ทำให้เสื่อมเสียต่อพระศาสนา จะมีวิธีการแก้ไขอย่างไรบ้างครับ ? - มันเป็นเรื่องธรรมดาของคนหมู่มาก ที่ย่อมต้องมีคนชั่วรวมอยู่ด้วย เปรียบเหมือนป่าใหญ่ ไม่ใช่จะมีแต่ต้นสัก ต้นรัง ต้นไม้ใหญ่ๆ เท่านั้น พวกต้นตำแย วัชพืช กาฝาก ก็มีเหมือนกัน เหมือนกับพระที่ทำตัวเป็นกาฝาก แอบเอาผ้าเหลืองมาห่มคลุม หลอกชาวบ้าน แล้วทำตัวนอกลู่นอกทาง ก็ต้องมีบ้าง แต่หากเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์แล้ว ถือว่าน้อยมาก หากเราอ่านเรื่องต้นบัญญัติ สมัยพุทธกาล จะเห็นว่าสมัยโน้นก็มีพระทำในสิ่งที่ไม่สมควรมากเหลือเกิน จนพระพุทธเจ้าต้องนำมาบัญญัติเป็นสิกขาบท อย่างพระไตรปิฎก ๒๒๗ ข้อ หนา ๘ เล่ม เล่มหนึ่งประมาณ ๕๐๐ หน้า ก็พูดถึงเรื่องนี้ทั้งนั้น แต่คนสมัยโน้นก็ยังเลื่อมใสศรัทธาพระพุทธศาสนา ศาสนาไม่เสื่อม ยืนยงคงมั่นมาจนถึงทุกวันนี้ เรื่องพระบางรูปที่ทำตัวไม่เหมาะสม ก็ต้องช่วยกันขจัดออกไป พระในวัดเดียวกัน ถ้าพบเห็นพฤติการณ์ที่ไม่เหมาะสม ก็ต้องรายงานให้พระผู้ใหญ่ หรือเจ้าหน้าที่บ้านเมืองทราบ จะได้จัดการพระกาฝากนี้ออกไปเสีย ตัวบุคคลนั้นอาจจะมีคนเสื่อมศรัทธา แต่พระศาสนาจะไม่มีวันเสื่อม พระส่วนใหญ่ยังทำตัวอยู่ในกรอบพระวินัย ศาสนาถึงอยู่ได้นานมาจนบัดนี้ แต่ทุกวันนี้ "สื่อ" ชอบลงข่าวที่ไม่ดีของพระ มากกว่าข่าวดี ข่าวดีๆ ก็มีแต่ไม่ค่อยลงกัน พระที่ทำชั่วเพียงรูปเดียว ก็ลงข่าวกันใหญ่โต ติดต่อกันหลายวัน แต่พระที่ทำดีมีมากมาย ทำดีมาโดยตลอด กลับไม่เป็นข่าว อันนี้ "สื่อ" ก็ต้องช่วยกันด้วย ศาสนาถึงจะไปได้ไม่มีปัญหา
- เรื่องสมบัติทรัพย์สินเงินทองที่ญาติโยมถวายวัดมี ๒ อย่าง คือ ถวายเป็นของส่วนตัวพระรูปนั้น อันนี้พระเอาไปได้ แต่ของที่ถวาย ให้วัดให้คณะสงฆ์ ย่อมเป็นสมบัติของวัดโดยชอบธรรม อันนี้เอาไปไม่ได้ ขืนเอาไปจะตกนรกเป็นเปรตทันที จึงมีการพูดกันว่า ใครอยากเป็นเปรต ก็ต้องไปเป็นสมภารวัด เพราะมีโอกาสเบียดบังของวัด มาเป็นของส่วนตัว ได้ง่ายกว่าคนอื่น เหมือนอย่างที่ครั้งหนึ่ง ทางรัฐบาล จะออกพระราชบัญญัติ ควบคุมบริหารจัดสรรที่ดินของคณะสงฆ์ หรือของวัด เสียเอง...อันนี้ทำไม่ได้ ถ้าหากพระให้ทำอย่างนั้น พระก็เป็นอาบัติ ผิดพระวินัยทันที พระวินัยบัญญัติ ไว้แล้ว พระปาฏิโมกข์ ก็บอกไว้อย่างนี้ นั่นเป็นเรื่องของวัดของสงฆ์ จะยกให้ใครง่ายๆ ทำอย่างนั้นอย่างนี้ไม่ได้เด็ดขาด * แล้วที่ชาวบ้านไปเบียดบัง เอาของสงฆ์ มาเป็นสมบัติส่วนตัวล่ะครับ ไม่ตกนรกเป็นเปรตหรือครับ ? -นั่นก็ไม่ดี ไม่ถูกต้อง ตกนรกเป็นเปรตแน่นอนเหมือนกัน อย่าไปทำเป็นอันขาด * ที่วัดนี้มีเมรุใหญ่โตมาก ไม่ทราบว่ารายได้ในส่วนนั้นทางวัดได้จัดสรรการใช้จ่ายอย่างไรบ้าง มีใครดูแลอยู่หรือครับ ? - มีเจ้าหน้าที่ มีคณะกรรมการดูแลใกล้ชิดโดยเฉพาะ รายได้ส่วนนั้นก็เอามาใช้จ่ายในศาสนกิจของสงฆ์ที่วัดนี้ เป็นค่าน้ำค่าไฟ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ทั้งหมด ส่วนรายได้ของวัดเราไม่แตะต้อง เอาแต่ดอกผลมาใช้เท่านั้น บางส่วนก็เอาไปบริจาคช่วยที่อื่นบ้าง อย่างน้ำท่วม หรือไฟไหม้ ก็ให้ความช่วยเหลือไปเหมือนกัน * ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ จะมีคำสอนฝากให้ผู้อ่าน คม ชัด ลึก อะไรบ้างไหมครับ ? - ก็อย่างที่ว่า ขอให้ทุกคนรู้จักภาระหน้าที่การงานของตนเองให้ดี ให้มีความผิดชอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องละเลิกอบายมุขทุกอย่าง รวมทั้งยาเสพติด การพนัน ขอให้ทุกคนขยันทำมาหากินด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่ทำผิดกฎหมาย เป็นคนดีของแผ่นดิน รู้จักอดออม ประหยัด ไม่ฟุ่มเฟื่อยสุรุ่ยสุร่าย อะไรที่ไม่จำเป็นก็อย่าไปซื้ออย่าไปสิ้นเปลืองของที่ไม่มีประโยชน์ อีกอย่างที่สำคัญมากคือ ต้องคำนึงถึง ชาติ ความเป็นเอกราชของไทยต้องภาคภูมิใจเอาไว้ ต้องรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ไว้เหนือสิ่งอื่นใด ต้องมีความสำนึกในความเป็นไทย และต้องมี ชาตินิยม ไว้บ้าง ไม่ใช่แต่จะเอาขนบธรรมเนียมของต่างชาติมาใช้ เราต้องรักษาประเพณีอันดีงามของชาติไทยเอาไว้ด้วย ขนบธรรมเนียมประเพณีของไทยเราหลายอย่าง ดีกว่าของต่างชาติด้วยซ้ำไป วัฒนธรรมที่ไม่ดีงามของต่างชาติอย่าเอามาใช้ ความฟุ้งเฟื้อฟุ่มเฟือยหลายอย่างควรลดเลิกเสียที อย่างรถยนต์คันละ ๔๕ ล้านบาท ซื้อไปทำไม รถคันละไม่กี่แสน ก็ขับไปไหนมาไหนได้เหมือนกัน จะว่าอวดรวยหรือ ก็สู้เขาไม่ได้หรอก ต่างชาติเขารวยล้นฟ้ามหาศาล รวยกว่าเราเยอะเลย อย่างเรื่องประกวดเครื่องเพชรแพงๆ ก็เหมือนกัน ซื้อไปทำไม จะว่าเป็นความสุขส่วนตัวก็ได้ แต่ก็น่าจะคิดถึงคนอื่นที่ลำบากยากจน ยังมีอีกมากมายในบ้านเมืองนี้ อย่างพวกอยู่ป่าอยู่เขา หน้าหนาวเสื้อผ้าจะสวมใส่ก็ไม่มี มีความเดือดร้อนมาก คิดถึงพวกเขาบ้าง ช่วยเหลือกันไปบ้าง การเกื้อหนุนจุนเจือคนไทยด้วยกันจะดีกว่าเป็นไหนๆ ได้บุญกว่าด้วย...อย่างรถยนต์คันละ ๔๕ ล้านบาท ไปเฉี่ยวชนที่ไหน เจ้าของก็ต้องเป็นทุกข์ เครื่องเพชรทำหายไปก็เป็นทุกข์ แล้วไปเอาความทุกข์มาใส่ตัวทำไม คิดให้ดี...ของแพงๆ พวกนี้ก่อให้เกิดความทุกข์ทั้งนั้น คนเราเกิดมาก็ไม่มีสิ่งเหล่านี้ ตายไปก็เอาไปไม่ได้ มีอยู่ก็เป็นทุกข์ กลัวหายกลัวแตก ก็เป็นทุกข์ แล้วไปเอาความทุกข์มาใส่ตัวทำไม ?
0 เรื่องและภาพ แล่ม จันท์พิศาโล 0
|
![]() ![]() |
|||||||||||||||||||||||
| ||||||||||||||||||||||||
![]() | ||||||||||||||||||||||||