 |

ชั่วโมงเซียน: ยันต์หลังเหรียญ..."อาจารย์ฝั้น อาจาโร"
ก่อนจะเขียนถึง
"ยันต์หลังเหรียญ พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร แห่ง วัดป่าอุดมสมพร" ผู้เขียนขอขอบคุณ
คณะลูกศิษย์ ที่ได้รวบรวม ประวัติการสร้าง พระเครื่อง เหรียญ และเครื่องรางของขลัง
ของ พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๕ - พ.ศ. ๒๕๑๙ ซึ่งเป็นหนังสือที่สมบูรณ์ด้วยเนื้อหา
เป็นหนังสือที่น่าเก็บเพื่อศึกษาอีกเล่มหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เนื้อหาสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของอักขระเลขยันต์หลังเหรียญอาจารย์ฝั้นรุ่นต่างๆ
พบว่ามีพระยันต์ หรือ คาถาเพียง ๒ คาถาเท่านั้น คือ คาถาพญายูงทอง "นะโมวิมมุตตานัง
นะโมวิมุตติยา" และ คาถา นะโมพุทธายะ โดยเขียนไว้ ๓ ลักษณะ
คาถา
"นะโมวิมมุตตานัง นะโมวิมุตติยา" เป็นคาถาที่ปรากฏในตำนานโมรปริตร
(อุเทตะยัญจักขุมา) ซึ่งเป็นนิทานชาดก โดยสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสวยพระชาติเป็น
"พญานกยูงทอง" มีใจความสำคัญว่า
มีพญายูงทองตัวหนึ่งซึ่งมีชีวิตรอดจากการแคล้วคลาด จากการถูกนายพรานเข่นฆ่ามาได้โดยตลอด
แม้จะถูกดักด้วยแร้ว กลไกของแร้วก็ไม่ทำงาน จนกระทั่งมีนายพรานคนหนึ่งซึ่งมีปัญญาหลักแหลม
โดยใช้อุบายฝึกนกยูงตัวเมียจนเชื่อง สามารถฟังคำสั่งได้ เข้าไปล่อและส่งเสียงร้องก่อนที่พญายูงทองจะร่ายมนต์
พญายูงทองก็เกิดความกระสันต์ด้วยกิเลส ลืมร่ายมนต์ และเข้ามาหานางนกยูง เลยถูกบ่วงแร้วรัดตัว
และถูกจับได้ในที่สุด
คาถา
"นะโมวิมมุตตานัง นะโมวิมุตติยา" เป็นคาถาที่ปรากฏอยู่บนหลังเหรียญเกือบทุกรุ่น
ซึ่งมีความหมายว่า "ความนอบน้อมของข้าฯ จงมีแต่ผู้วิมุตแล้วทั้งหลาย
ความนอบน้อมของข้าฯ จงมีแต่วิมุตตฺธรรม"
นอกจากนี้แล้วยังพบว่า หลวงพ่อฤาษี ลิงดำ วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี ยังใช้คาถาบทนี้ด้วย
ดังปรากฏในหนังสือสวดมนต์ของวัด คงสืบเนื่อมาจากหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค อ.เสนา
จ.พระนครศรีอยุธยา
ขณะเดียวกัน ยังพบคาถาบทนี้ในตะกรุดอีกด้วย ทั้งนี้ได้มีเหล่าบรรดาลูกศิษย์จำนวนมากไปหาอาจารย์ฝั้น
ให้ทำตะกรุดให้ โดยจัดหาแผ่นโละทองเหลือง-ทองแดง-ตะกั่วไปพร้อม ท่านก็มีเมตตาจารให้ทุกคน
พระคาถาท่านจะจารเป็นภาษาขอม ลาว อ่านว่า นะโมวิมุตตานัง นะโมวิมุตติยา
โดยส่วนใหญ่บางครั้งอาจมีหัวใจคาถาอื่นเพิ่มเติมบ้าง เช่น นะโมพุทธายะ และ
นะมะพะทะ ผนวกเข้าไว้ก็ได้
ตะกรุดของพระอาจารย์ฝั้นบางคนก็เอาไปปิดเสาเรือน
บางคนก็พกพาไว้ติดตัว ตะกรุดของท่านบางดอกก็ไม่ใช่ลายมือของท่าน แต่เป็นลายมือของพระในวัดช่วยจารในแผ่นทอง
แล้วจึงนำไปให้ท่านปลุกเสกอีกครั้ง ฉะนั้นถ้าอยากได้ที่เป็นของท่าน จะต้องศึกษาลายมือของท่านเอง
โดยมีความเชื่อว่า สามารถกันไฟ กันฟ้าผ่า รวมทั้งแคล้วคลาด
อย่างไรก็ตาม การสร้างวัตถุมงคลของ อาจารย์ฝั้นนั้นก็เป็นไปในลักษณะเดียวกับพระสายป่ารูปอื่นๆ
ส่วนใหญ่ลูกศิษย์ที่เคารพนับถือเป็นผู้สร้างไปถวายให้ จากนั้นท่านปลุกเสกเพื่อแจกจ่ายให้ลูกศิษย์ที่ไปกราบไหว้
ลูกศิษย์ที่ใกล้ชิดบางคนก็เอาไปให้ท่านจารและปลุกเสก ท่านไม่ขัดศรัทธาก็จะสนองความต้องการให้
ซึ่งในขณะนั้นไม่มีใครสนใจเรื่องราคาเช่าซื้อเลย แต่เมื่อเวลาผ่านไปคนมีเงินอยากได้ไว้บูชา
ในขณะที่ผู้มีไว้บูชาต้องการใช้เงิน การเช่าบูชาจึงเกิดขึ้น
มีจารกับไม่มีจาร
ราคาย่อมแตกต่างกันเป็นเรื่องธรรมดา เพราะคนเรามักมีความเชื่อกันว่า ลายมือของอาจารย์นั้นศักดิ์สิทธิ์
แต่อย่าเข้าใจว่าเป็นลายมือพระอาจารย์รูปนั้นๆ ทั้งหมดเลยทีเดียว ซึ่งปัจจุบันนี้มีความพยายามจารอักขระเลขยันต์ขึ้นเอง
เพื่อเพิ่มราคา
อย่างไรก็ตาม คำสอนอันเป็นอมตะของ อาจารย์ฝั้น คือ มีของดีแล้วต้องมีธรรมะ
ซึ่งโดยปกติพระอาจารย์ฝั้น จะสั่งสอนแนะนำให้ศิษย์ยึดมั่นหลักธรรม คำสั่งสอนของพระพุทธองค์
และถ้าต้องการให้ดีที่สุดก็จะต้องลงมือปฏิบัติธรรมด้วย หากผู้ใดจะมาขอเหรียญหรือขอวัตถุมงคลใดๆ
จากท่าน ท่านก็จะให้สติแก่ผู้รับเสมอว่า
"สิ่งเหล่านี้มิใช่แก่นแท้ของพระศาสนาที่ควรยึดถือ ธรรมะต่างหากที่ควรยึดเป็นหลักในการดำรงชีวิต
ของดีหรือวัตถุมงคลใดๆ ก็ตามจะไม่มีประโยชน์และไร้ประโยชน์และไร้ความหมาย
ถ้าบุคคลผู้นั้นขาดธรรมะในจิตใจ"
คาถาพญายูงทอง
ในบรรดาพระสายป่าสาย
หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต (ภูริทตฺโต) ส่วนมากให้ความสำคัญในการปริกรรมพระคาถาบทหนึ่ง
คือ พระคาถาโมรปริตร หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า "พระคาถาพญายูงทอง"
ซึ่งมีการบริกรรมดังนี้
บทสวดตอนเช้า
โมระปะริตตัง อุเทตะยัญจักขุมา เอกะราชา หะริสสะวัณโณ ปะฐะวิปปะภาโส
ตัง ตัง นะมัสสามิ หะริสสะ วัณณัง ปะฐะวิปปะภาสัง ตะยัชชะ คุตตา วิหะ
เรมุ ทิวะสัง เยพราหมะณา เวทะคุ สัพพะธัมเม เต เม นะโม เตจะมัง ปาละยันตุ
นะมัตถุ พุทธานัง นะมัตถุ โพธิยา นะโม วิมุตตานัง นะโมวิมุตติยา อิมัง
โส ปะริตตัง กัตวา โมโร จะระติ เอสะนา โมระปะริตตัง
หมายเหตุ คำที่มีความหมายว่า เวลาเช้า คือ "อุเทตะยัญจักขุมา
เอกะราชา"
บทสวดตอนเย็น
อะเปตะยัญจักขุมา
เอกะราชา หะริสสะวัณโณ ปะฐะวิปปะภาโส ตัง ตัง นะมัสสามิ หะริสสะวัณณัง
ปะฐะวิปปะภาสัง ตะยัชชะ คุตตา วิหะเรมุ รัตติง เยพราหมะณา เวทะคุ สัพพะธัมเม
เต เม นะโม เต จะมัง ปาละยันตุ นะมัตถุ พุทธานัง นะมัตถุ โพธิยา นะโม
วิมุตตานัง นะโมวิมุตติยา อิมัง โส ปะริตตัง กัตวา โมโร วาสะมะกัปปะยิติ
หมายเหตุ คำที่มีความหมายว่า เวลาเย็น คือ "อะเปตะยัญจักขุมา
เอกะราชา "
พระคาถาทั้ง ๒ บทนี้ มีความเชื่อมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันว่า
หากใครสวดทุกเช้าและค่ำ จะแคล้วคลาดปลอดภัยอันตรายทั้งปวง
|
|
 |

|
 |
 |