
พระเครื่องคู่ใจคนดัง: ขาดสติก็ขาดใจ แอนนิต้า-นิษิตา พงศ์ทรง
"นักร้องสาวซิ่งรถชนแม่อุ้มลูกข้าม
ถนนเสียชีวิต" เป็นเหตุการณ์สะเทือนขวัญ ของคนทั้งประเทศ ซึ่งมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึง
"แอนนิต้า" หรือ น.ส.นิษิตา พงศ์ทรง สังกัดค่ายเพลง อังกอร์ ในเครือบริษัท
แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ผู้ก่อเหตุอย่างกว้างขวาง แม้เวลาจะผ่านไปแล้ว แต่เหตุการณ์ครั้งนั้น
ยังคงติดอยู่ในความทรงจำของ แอนนิต้า ยากที่จะลืมได้
"สภาพจิตใจเวลานี้ จะว่าดีก็ไม่ดี เพราะมันเหมือนกับเป็นจุดหนึ่งของชีวิตที่ไม่เคยคิดว่าจะเจอ
เป็นสิ่งที่ทำให้แอนต้องคิดถึงอยู่ตลอด แต่ถ้าคิดว่า มันเป็นตราบาป มันคงจะทำให้แอนรู้สึกเครียด
เพราะแอนก็ยังต้องทำงาน ต้องทำวันนี้ให้ดีที่สุด เวลานี้แอน ก็ช่วยเหลือคนเจ็บอยู่
ช่วยจนกว่าเขาจะหายดี ซึ่งเวลานี้เขาเดินได้ตามปกติแล้ว บางครั้งถ้าแอนไม่ว่าง
ก็จะมีคุณแม่ไปดูแลแทน" นี่คือความรู้สึกและการแสดงความรับผิดชอบของ
แอนนิต้า ณ เวลานั้น
นอกจากความรับผิดชอบเรื่องค่าใช้จ่ายใน การดูแลรักษาแล้ว รวมทั้งค่าใช้จ่ายใน
การจัดงานฌาปนกิจศพแล้ว แอนนิต้ายังเข้าปฏิบัติธรรม ณ เสถียรธรรมสถานเป็นเวลา
๑๐ วัน อย่างจริงจังเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับผู้เสียชีวิตกับเหตุการณ์ครั้งนั้นด้วย
"๑๐ วันของการปฏิบัติธรรม จะว่าไปแล้วเป็นระยะเวลาที่มองว่านานก็นาน
ไม่นานก็ไม่นาน สิ่งที่ได้จากการปฏิบัติธรรมครั้งนี้ทำให้เรามีสติในการคิดที่รอบคอบขึ้น
ขาดสติเมื่อใดก็ขาดใจเมื่อนั้น ไม่ว่าเราจะอยู่ในอิริยาบถไหน ไม่ว่าจะเดิน
วิ่ง นอน รับประทานอาหาร" นี่คือสิ่งที่แอนนิต้าได้จากการ เข้าปฏิบัติธรรม
พร้อมกับเล่าว่า
ในช่วงเวลาเดินจงกรม ก็จะไม่ให้แกว่งแขนเอามือกอดหน้าอกไว้ หรือเอามือไขว้ไว้ข้างหลังก็ได้เดินไปเดินมา
ก้าวเท้าไปก้าวเท้ามา ทำความรู้สึก แต่ไม่ได้พูดว่า "ซ้ายย่างหนอ ขวาย่างหนอ"
ไม่ต้องพูด เพียงเอาความรู้สึกเท่านั้น เดินจงกรม ก็อย่าเดินไวเกินไป อย่าเดินช้าเกินไป
เดินให้พอดี เดินไปก็ให้รู้ ทุกอย่างจึงเป็นกลไกที่เราไม่ค่อยได้รู้มาก่อน
หรือแม้แต่เวลาพูดก็ต้องใช้สติ สมาธิและขาดไม่ได้ในเรื่องศีล
พระอาจารย์หลายรูปกล่าวเอาไว้ว่า
ศีลก็ดี สมาธิก็ดี ปัญญาก็ดี นี่ท่านตัดทางให้เป็นแก่นของศาสนาของเรา เมื่อศีลหนึ่ง
สมาธิหนึ่ง ปัญญาหนึ่ง ขยายออกไป ก็เหมือนกับสิ่งที่มันเปรี้ยว สิ่งที่มันหวาน
สิ่งที่มันขม แต่เมื่อความเอร็ดอร่อยเหมือนกัน ขมก็ดีมันอร่อยอย่างขม มันดีอย่างขม
เปรี้ยวมันก็เปรี้ยวอยู่ แต่มันดีอย่างเปรี้ยว หวานมันก็หวาน แต่มันก็ดีอย่างหวาน
ศีลก็ช่าง สมาธิก็ช่าง ปัญญาก็ช่าง
ท่านยังบอกอีกว่า ศีล ก็คือการรักษากายวาจา สมาธิ ความตั้งใจมั่น ปัญญา
ความรอบรู้ เป็นคนละอย่าง ชื่อมันศีล สมาธิ ปัญญา แต่ว่าสิ่งทั้ง ๓ นี้ ไม่เคยทิ้งกันสักครั้ง
มันเกาะเกี่ยวกันอยู่เสมอ เหมือนกับรสมันเฝื่อน มันขมมันขื่นนั่นแหละ แต่ว่าความเอร็ดอร่อยมันกลมเกลียวกันอยู่
มันไม่ได้ไปไหน ศีลก็ดี สมาธิก็ดี ปัญญาก็ดี ศีล มันก็เรื่องกายกับวาจา สมาธิ
กับ ปัญญา มันก็เรื่องจิต มันก็มี กาย กับ จิต นั่นแหละคนเรา รูป เวทนา สัญญา
สังขาร วิญญาณก็ว่าไปเฉยๆ หรอก สิ่งเหล่านี้มันก็ออกมา จากกายกับจิตเท่านั้น
ฉะนั้น เมื่อรวมแล้ว คนเรานั้นก็มีกายกับจิต อย่าไปคิดอะไรให้มันมากมายเกินกว่านี้
สำหรับมุมมองเกี่ยวกับเรื่องปาฏิหาริย์นั้น แอนนิต้า มองว่าเป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้นได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนกัน
เพราะเชื่อว่าปาฏิหาริย์จะเกิดขึ้นได้คนๆ นั้นก็จะต้องทำดีเอาไว้มากๆ เป็นคนทำดีจริงๆ
เพราะหลายครั้งที่ผ่านมาชีวิตก็ยังไม่ค่อยได้พบกับปาฏิหาริย์แบบจริงๆ สักที
ชีวิตทุกวันนี้ก็ไม่ได้แขวนพระเหมือนหลายคน แต่ตัวเองจะพกพระเครื่องติดเอาไว้ในกระเป๋าสตางค์
เพื่อเอาไว้เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจในการทำงานหรือเดินทาง ก็จะทำให้เกิดความอุ่นใจ
เพราะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คอยปกป้องอันตรายให้เราได้ แอนเชื่อปาฏิหาริย์เกิดจากการทำดี
แอนนิต้า บอกด้วยว่า ในช่วงเด็กๆ พ่ออแม่มักจะพาไปทำบุญที่วัดด้วยเป็นประจำ
ทำให้ซึมซับธรรมะโดยไม่รู้ตัว จากนั้นเป็นต้นมา ชีวิตส่วนตัวได้กลายมาเป็นคนชอบในเรื่องของการเข้าวัดปฏิบัติธรรม
ศึกษาคำสอนขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างต่อเนื่อง ทุกครั้งที่ไม่ได้ออกไปทำงานนอกบ้าน
มีเวลาอยู่บ้านก็จะพยายามสวดมนต์ให้เป็นมงคลกับตัวเอง ชีวิตก็ร่มเย็นมาตลอด
ไม่มีทุกข์มาเบียดเบียน
จะว่าไปแล้ว
คนเราเกิดมาอยู่ในโลกใบนี้ก็เป็นเรื่องของกฎแห่งกรรมเหมือนกัน บางคนเกิดมารวย
บางคนจน บางคนอยู่ในสังคมที่เลวร้าย โหดร้าย สิ่งต่างๆ เหล่านี้ในหลักธรรมก็เชื่อว่า
มาจากเรื่องกฎแห่งกรรมที่ทำเอาไว้ในชาติปางก่อน ยิ่งใครทำกรรมอะไรไม่ดีไว้ผลก็จะตอบสนองผู้นั้นในวันที่หมดกรรมดี
ในทางกลับกันคนเราได้สร้าง ความดีทำความดีได้มากแค่ไหน เราเองก็จะได้สิ่งดีๆ
เข้ามาในชีวิตเราได้มากเท่านั้น
ธรรมะที่ได้ศึกษาเกี่ยวกับความกตัญญูเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็น เนื่องจากเราทำอะไรไม่ดีไว้จะปกปิดอย่างไรก็ปิดไม่มิด
ดังนั้น ความกตัญญูทำให้โลกโล่ง ทำให้รู้ผิด ความเป็นจริง หากโลกของเรารอดจากความทุกข์ได้เพราะความกตัญญูที่จะทำให้เราเดินอยู่ในความดีได้อย่างแท้จริง
เมื่อเรารู้ว่าเราทุกข์ก็มาจากที่เรามีสติสัมปชัญญะ และความกตัญญูยังสอนให้เรารักคน
โดยไม่ได้เลือกปฏิบัติไม่ว่าคนนั้น จะน่ารักไม่น่ารักหรือจะจนร่ำรวยแค่ไหนก็ตาม
"วันนี้อยากบอกทุกคนว่า ต้องมีความกตัญญูต่อพ่อแม่ให้มาก เพราะท่านก็เป็นเหมือนพระที่ศักดิ์สิทธิ์อยู่ในบ้านของเราเองอยู่แล้ว
แค่เราไหว้ท่านก่อนออกจากบ้านและหลังกลับบ้านมันก็เหมือนเป็นสิริมงคลให้กับชีวิตตัวเองแล้ว
จะทำอะไร เรียนหรือเรื่องอื่นๆ ก็ทำให้ชีวิตเจริญรุ่งเรือง และที่ตัวเองได้ดี
จนมาถึงวันนี้ก็เพราะ ความกตัญญูต่อพ่อแม่" แอนนิต้า กล่าวทิ้งท้าย
0 เรื่อง สุทธิคุณ กองทอง /ภาพ อุทร ศรีพันธ์ 0
|