???????? Komchadluek.com

ค้นหาข่าวย้อนหลัง

ธรรมะจากข่าว : นักมวย กับ นักการเมือง

เมื่อตอนเป็นเด็กวัดอยู่บ้านนอก ต่อมาบวชเป็นสามเณร เนื่องจากเป็นเด็กหัวอ่อน บรรดาพระเก่า พระหนุ่ม ก็มักจะเรียกใช้ ทำถูกใจก็ได้ขนมบ้าง สตางค์บ้าง ทำไม่ถูกใจก็โดนเขกหัวกบาลบ้าง ถูกเฆี่ยนบ้าง ก็เป็นสติปัญญาและเป็นประสบการณ์ กับทั้งเป็นภูมิต้านทานทางอารมณ์ที่ได้มาเป็นประโยชน์ในปัจจุบันนี้ นี่แหละเด็กวัด

ในบรรดาผู้ที่เข้ามาบวชพระก็มีบุคคลทุกประเภท เรียกว่าเป็นศูนย์รวมของ "หุบเขาคนโฉด" และ "ด่านสิบแปดพระอรหันต์"

การบวชก็ถือกันสมัยเดิมว่า ต้องบวชกันหนึ่งพรรษาเป็นอย่างน้อย การอยู่ของเด็กวัดและพระภิกษุสามเณร จึงต้องมีความเกี่ยวข้องต้องแวะกันเป็นเวลานาน รวมแล้วพระสมัยอาตมาเป็นเด็กวัด มีทั้งนักเลง นักรัก นักรู้ นักสู้ นักบู๊ นักมวย เด็กวัดที่หัวอ่อนก็ย่อมจะได้รับการถ่ายทอดประสบการณ์ ความรู้ ความเป็นอยู่ของพระ ยิ่งรูปใดเป็นนักมวย ท่านก็สอนมวยให้ เด็กวัดและพระเณรก็เลยเป็นมวย วางมวยกันบ้างเป็นเรื่องธรรมดาๆ

เมื่อพูดถึงนักมวยในครั้งนั้น ก็มีนักมวยค่ายดังๆ หลายคนไปบวช เช่น ค่ายศรีโสธร ค่ายนวมทอง คราวนี้ก็ต้องอาศัยเตะต้นกล้วยบ้าง เอาฟางข้าวมามัดแทนกระสอบทรายบ้าง หน้าแข้งก็เลยมีแต่แผลเป็นเต็มไปหมด

ครั้นย้ายเข้ามาอยู่วัดสุทัศนเทพวราราม ก็มีเด็กวัดเป็นนักมวยหลายคน ค่ายมวยก็อยู่ไม่ไกลจากวัดเท่าได ว่างๆ ก็ได้เดินไปดูเขาซ้อมบ้าง พูดคุยกับนักมวยและครูมวยด้วยความสนใจ นิสัยชอบดูมวยก็ติดตัวมา พระเณรสมัยก่อนไม่มีอะไรดูก็อาศัยดูมวยกัน อย่าไปว่าท่าน "ท่านเครียด" ก็ปล่อยให้ "ท่านคลาย" บ้าง

พอโตๆ กันแล้วก็ค่อยดีขึ้นเอง อย่าไปเร่งให้ท่านดีแบบ "เร่งผลไม้ให้สุก เร่งลูกให้ดี เร่งพระเถรเณรชีให้เป็นพระอรหันต์" เอาดีไม่ได้

ในฐานะที่ชอบเรื่องมวย จึงอยากวิเคราะห์ให้ท่านผู้อ่านได้เห็นวิธีการสร้างมวยให้เป็นแชมป์ ทั้งครูมวยและนักมวยจะต้องมีวิธีปฏิบัติอย่างน้อย ๘ ข้อ

๑.ฝึกร่างกายให้แข็งแรงและอดทน

๒.ฝึกฝนการกลั้นลมปราณ

๓.ฝึกการหลบหลีกให้คล่องแคล่ว

๔.ฝึกปิดป้องจุดอ่อนให้เหนียวแน่น

๕.ฝึกทำคะแนนด้วยการจู่โจม

๖.เปิดโอกาสให้คู่ต่อสู้ออกอาวุธ

๗.วิเคราะห์กลยุทธ์แล้วแก้ไข

๘.มีไม้ตายในการเผด็จศึก

นักมวยประเภทเดินหน้าฆ่ามัน บ้ากำลัง คลั่งเสียงเชียร์ มักจะเสียแชมป์และบอบชํ้า เลิกอาชีพแล้วก็มักจะเป็นโรคเมาหมัด สติปัญญาเลอะเลือน ยามแก่ตัวเข้าก็พิกลพิการ เป็นที่น่าเวทนา ดังที่ปรากฏให้เห็นอยู่มากมาย

นักการเมืองที่ปรารถนาความสำเร็จครองใจประชาชน สามารถได้รับการเลือกตั้ง เป็นผู้นำในการจัดตั้งรัฐบาล เป็นนายกรัฐมนตรี หรือเป็นรัฐมนตรีในตำแหน่งต่างๆ แบบยาวนาน ต้องมีการฝึกแบบนักมวย ๙ ขั้นตอน คือ

๑.ฝึกร่างกายให้แข็งแรงและทนต่อการงาน เพราะนักการเมืองต้องออกเยี่ยมและ บริการประชาชน รวมทั้งประชุมและเดินทาง ต้องฝึก กิน นอน ออกกำลังกาย ตรวจโรคภายในสมํ่าเสมอ

๒.ฝึกจิตใจให้ต้านทานต่ออารมณ์ ต้องทนต่อเสียงชื่นชม นินทา ด่าทอ "ไม้สูงไม้ใหญ่ต้องต้านลมบน คนใหญ่คนสูงกว่าคนต้องทนต่อการวิจารณ์"

๓.รู้จักหลบหลีกสังคมและคำถาม งานสังคมบางอย่างไม่ควรไปก็อย่าไป คำถามของนักข่าวไม่ควรตอบก็อย่าตอบ "ตั้งโฆษกเพื่อเป็นปาก ไม่ใช่ปล่อยให้โฆษกอมสาก แล้วผู้นำตอบด้วยปากตัวเอง"

ไม่เคยเห็นผู้นำรัฐบาลประเทศใหญ่ให้สัมภาษณ์ นักข่าวเหมือนผู้นำเมืองไทย แล้วจะตั้งโฆษกไว้อมสากทำไม

๔.จำกัดความโลภโมโทสัน ผู้นำที่เป็นนักการเมืองต้องกำจัดความโลภ คืออย่าฉวยโอกาส, โม คือความหลงอำนาจ, โทสัน คือการโจมตีและพิฆาตฝ่ายตรงข้าม

๕.ทำงานทันใจทันสถานการณ์ ทำงานให้ทันใจคน ติดตามสถานการณ์โลกให้ทัน

๖.เปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านตรวจสอบ ผู้นำรัฐบาลที่ฉลาดและไม่ฉ้อฉล ย่อมเห็นประโยชน์ของฝ่ายค้านในการตรวจสอบรัฐมนตรีที่ทำงานไม่ก้าวหน้า และตรวจสอบปัญหาโกงกิน คือยืมมือฝ่ายตรงข้ามมากำราบปราบปรามฝ่ายของตน"

๗.โต้ตอบเฉพาะข้อเท็จ อะไรเป็นความเท็จของฝ่ายค้านค่อยโต้ตอบ ถ้าจริงให้แก้ไข

๘.เผด็จศึกด้วยผลงาน การเผด็จศึกฝ่ายค้านต้องเอาผลงานมาแสดง เป็นรูปธรรม และเป็นประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติ

๙.ระวังบริวารเป็นพิษ ผู้นำที่ดีต้องระวังบริวารที่ชื่อ "ไอ้ต้อย ไอ้จุ้น" เพราะไอ้ต้อย ทำวุ่น, ไอ้จุ้น ทำยุ่ง

ลองท่องจำเฉพาะตัวหนาตัวดำให้ขึ้นใจ รับรองว่ารัฐบาลไหนๆ ก็พิชิตใจประชาชน

พระราชวิจิตรปฏิภาณ

ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม


<< ย้อนหลัง




nationgroup สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
บริษัท เนชั่นมัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) พ.ศ. 2543