???????? Komchadluek.com

ค้นหาข่าวย้อนหลัง

พระเครื่องคู่ใจคนดัง : หลวงพ่อช่วง หลวงพ่อแช่ม แสดงปาฏิหาริย์ช่วยชีวิต...พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค

"ไม่จับโสเภณี ไม่จับบ่อนการพนัน" นี่คือหลักในการทำงานตลอดเวลา ที่อยู่ในเครื่องแบบสีกากีของ พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ พร้อมกับให้เหตุผลไว้อย่างน่าคิดว่า

"โสเภณีและบ่อนการพนัน ต่อให้ระดมตำรวจออกมาตรวจจับทั้งกรม ก็ไม่สามารถที่จะปราบปรามได้หมด เพราะ ๒ สิ่งนี้ได้หยั่งรากฝังลึกอยู่ในสังคมไทยมานาน จนยากเกินกว่าที่จะถอนให้หมดไปจากสังคมไทยได้ ที่สำคัญคือ เราต้องยอมรับว่า มีซ่องโสเภณีและบ่อนการพนัน ที่อยู่เหนือกฎหมายมากมาย"

ขณะเดียวกัน เขาก็ยึดหลักการทำงานที่ว่า "หากตำรวจทำอะไรผิดกฎหมายพอที่จะยอมรับกันได้ แต่ถ้าผิดศีลธรรมแล้วจะไม่ยอมอย่างเด็ดขาด" พร้อมกับอธิบายให้ฟังว่า "การทำผิดกฎหมายบางเรื่องอาจจะไม่ผิดศีลธรรม แต่ถ้าผิดศีลธรรมแล้ว ส่วนใหญ่จะผิดกฎหมายด้วย"

พล.ต.อ.สล้าง เล่าว่า ตลอดชีวิตที่ผ่านมา เผชิญกับเหตุการณ์เฉียดตายนับครั้งไม่ถ้วน ตั้งแต่อยู่ในสนามรบในป่าจนกระทั่งย้ายเข้ามาทำงานในเมือง ในช่วงที่เข้ารับราชการใหม่ๆ พ่อได้มอบ พระกำแพงเขย่ง ให้องค์หนึ่ง ขณะเดียวกันก็ได้ พระรอด ลำพูน จากผู้ใหญ่ที่นับถือมากท่านหนึ่ง โดยห้อยมาตั้งแต่ติดยศร้อยตรี นอกจากนี้แล้วยังมี เหรียญ ๒ หน้า หลวงพ่อช่วง หลวงพ่อแช่ม วัดฉลอง จ.ภูเก็ต

ส่วนที่มาของเหรียญ หลวงพ่อช่วง หลวงพ่อแช่ม พล.ต.อ.สล้าง เล่าอย่างไม่อายว่า หมอนวดคนหนึ่งให้มา เพราะคืนก่อนที่จะกระโดดร่มนั้น พระซึ่งเคยแขวนอยู่ประจำได้หายไป หมอนวดจึงถอดพระให้มาองค์หนึ่ง ขณะนั้นไม่รู้เลยว่าเป็นพระอะไร เมื่อถึงเช้าวันรุ่นขึ้นก็ขึ้นกระโดดร่มซึ่งเป็นครั้งแรก ปรากฏว่าร่มไม่กาง ต้องกระตุกเองร่มถึงกาง จากนั้นเป็นต้นมาก็ไม่เคยลืมแขวนเลยสักครั้งเดียว

แม้ว่าพระเครื่องชุดดังกล่าวนี้จะแสดงปาฏิหาริย์ให้ พล.ต.อ.สล้างรอดพ้นจากอุบัติเหตุครั้งร้ายแรงที่สุดในชีวิต เมื่อปี ๒๕๓๑ แต่เขาก็ต้องสูญเสียภรรยาและลูกรัก โดยไม่มีสิทธิเรียกกลับคืนมาได้

"รถที่นั่งมาได้ชนกับรถสิบล้อ ตกลงไปในคลอง ภรรยาและลูกของผมเสียชีวิตทันที ส่วนตัวผมถูกอัดติดกับหลังคารถ ใครเห็นสภาพของรถ ยิ่งกว่ากระป๋องที่ถูกบีบ และทุกคนที่เห็นคิดว่าผมรอดตายเพราะปาฏิหาริย์เท่านั้น ไม่มีเหตุผลอื่น หลังจากนั้นมาพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลถึง ๓ เดือน และมารักษาตัวอีกเกือบปี" พล.ต.อ.สล้าง กล่าวด้วยน้ำเสียงอันสั่นเครือ

หลังจากหายเกือบปกติ จึงสร้างโบสถ์ที่มีเก้าอี้นั่งซึ่งเป็นแห่งเดียวและแห่งแรกในประเทศไทย และสร้างพระประธานไปถวายวัดบ่อทองคำ จ.ชัยนาท นอกจากนี้แล้ว ยังนิยมสร้างพระบรมรูปรัชกาลที่ ๕ เพื่อมอบให้สถานที่สำคัญต่างๆ อีกหลายองค์ ด้วยเหตุที่ว่า คุณทวดเป็นข้าราชบริพารรับใช้รัชกาลที่ ๕ อย่างใกล้ชิดมาก่อน

เขาพูดถึงหลักในการทำบุญและทำทานไว้อย่างน่าคิดว่า "ส่วนตัวผมให้คะแนนการทำทาน ๗๐ เปอร์เซ็นต์ นอกนั้นเป็นการทำบุญ เพราะการทำทานทำให้เห็นชัดเจน การทำบุญให้พระที่อิ่มกว่าเรา เราก็ไม่รู้ว่าเอาเงินเราไปทำอะไร ผมเลยแยกแยะไม่ถูก ผมเห็นคนที่น่าเวทนาสงสารแล้วก็ให้ ทำแล้วไม่ต้องไปบอกใคร"

สำหรับเหตุการณ์ถูกยิงทั้งซึ่งหน้าและลับหลังนั้น พล.ต.อ.สล้าง บอกว่า นับครั้งไม่ถ้วน ครั้งแรกไปปะทะกับมูเซอแดง สังกัดพรรคคอมมิวนิสต์พม่า จากนั้นก็ปะทะกันอีกหลายสิบครั้ง เคยเสียผู้ใต้บังคับบัญชาต่อหน้าครั้งเดียวกันนับสิบคนก็มี ซึ่งเป็นธรรมดาของชีวิตตำรวจสายปราบปราม

เมื่อถามถึงศัตรูคู่แค้น พล.ต.อ.สล้าง ตอบทันทีว่า "ผมมีศัตรูเพียง ๒ คนเท่านั้นคือ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ และ พล.ต.อ.บุญชู วังกานนท์ ซึ่งเกิดขึ้นจากแนวความคิดที่ต่างกันในการทำงาน ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป ต่างฝ่ายต่างมีความเข้าใจมากยิ่งขึ้น คำว่าอภัยจึงปลอดภัย ศัตรูก็กลับกลายเป็นมหามิตร"

พล.ต.อ.สล้าง บอกด้วยว่า ชีวิตตำรวจถ้าตั้งใจทำงานเป็นเรื่องลำเข็ญมาก การเป็นตำรวจที่สามารถจับผู้ร้ายมากๆ ไม่ใช่เพราะมีสายดี แต่เพราะตำรวจได้รับความไว้วางใจจากประชาชนมากกว่า ถ้าเราไม่แกว่งเท้าหาเสี้ยน ชีวิตก็ดำเนินและเป็นไปตามปกติ ซึ่งมันอาจจะมีความไม่ถูกต้องเกิดขึ้น ตลอดชีวิตที่ผ่านมามีเรื่องที่ต้องชนกับคนใหญ่ๆ ถ้านายดีชีวิตก็รุ่งโรจน์ แต่ถ้านายเลวชีวิตก็หยุดนิ่ง และอาจจะต้องหักเห

"ก่อนนอนผมก็สวดมนต์บทต่างๆ ชินบัญชรก็สวด และก่อนออกจากบ้าน ก็จะนำพระบรมฉายาลักษณ์ของทุกพระองค์ไปสวดชินบัญชรด้วย" นี่คืออีกสิ่งหนึ่งที่ พล.ต.อ.สล้าง ยึดปฏิบัติ และเป็นเหตุผลของการแขวนเหรียญเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน ประกอบด้วยเหรียญพระบรมรูปของรัชกาลที่ ๕ สมเด็จย่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งเขาได้สร้างขึ้นเองเมื่อปี ๒๕๓๗ โดยได้ประกอบพิธีปลุกเสกจาก ๙ วัด ประจำรัชกาล

จุดประสงค์การสร้างเหรียญครั้งนี้เพื่อนำรายได้จากการให้เช่า มอบเป็นสวัสดิการแก่ตำรวจที่ถูกออกจาก ราชการหรือถูกดำเนินคดี เพราะการปฏิบัติหน้าที่ แต่เขามาถูกสั่งพักราชการเสียก่อน ทำให้เหรียญจำนวนดังกล่าวไม่ได้นำออกให้เช่าบูชาตามแผนที่วางไว้ ยกเว้นผู้รู้เท่านั้นถึงติดต่อเช่า

นอกจากนี้แล้ว ก่อนเกษียณอายุราชการ เพื่อนนักเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่น ๑๔ ได้ร่วมกันสร้าง พระพุทธรูปปางลีลาของ นรต.รุ่น ๑๔ โดยมี พล.ต.อ.บุญศรี หุ่นสวัสดิ์ อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ และประธานนักเรียนนายร้อยตำรวจ (นรต.) รุ่น ๑๔ เนื่องในวาระ นรต.รุ่น ๑๔ เข้ารับราชการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ครบ ๔๐ ปี

รูปแบบองค์พระมีความสูงเฉพาะองค์ ๑๔ นิ้ว รวมตลอดทั้งฐานสูง ๑๗ นิ้ว ฐานด้านหน้าติดเหรียญรูปหลวงปู่คร่ำ วัดวังหว้า จ.ระยอง ส่วนด้านหลังติดตราสัญลักษณ์โรงเรียนนายร้อยตำรวจ และที่ฐานจารึกอักษร "ที่ระลึกครบ ๔๐ ปี นักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น ๑๔"

องค์พระทำด้วยโลหะผสมผิวมันปู มีด้วยกัน ๒ ชนิดคือ ผิวมันปูเข้มและผิวมันปูอ่อน ซึ่งได้เข้าพิธีพุทธาภิเษกอธิษฐานจิต เมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๔๐ ณ วัดวังหว้า อ.แกลง จ.ระยอง โดยมีพระมงคลสีลาจารย์ หรือหลวงปู่คร่ำ ยโสธโร อดีตพระเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งภาคตะวันออกเป็นประธาน และพระเป็นรุ่นสุดท้ายที่หลวงปู่คร่ำร่วมพิธี เพราะหลังจากนั้นไม่นานท่านก็มรณภาพ

อย่างไรก็ตาม แม้พระพุทธรูปปางลีลารุ่นนี้จะสร้างจำนวน ๑,๙๙๙ องค์ และเปิดให้บูชาองค์ละ ๑,๙๙๙ บาท แต่ปรากฏว่าไม่ได้แจ้งข่าวประชาสัมพันธ์ให้เพื่อนนักเรียนตำรวจ รวมทั้งหน่วยงานต่างๆ ทราบ ทำให้มีพระเหลืออยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งได้เก็บรักษาไว้อย่างดี เมื่อครั้งการประชุม นรต.รุ่น ๑๔ ครั้งที่ผ่านมา จึงตกลงกันว่าให้นำพระส่วนที่เหลือออกให้ประชาชนเช่าบูชา ผู้สนใจติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ พล.ต.ต.ประยุทธ ศุภจริยาวัตร โทร.๐-๑๘๙๙-๖๗๗๘ และ ๐-๑๘๓๑-๙๓๔๔ และ พ.ต.อ.ปัญญา สธนพาณิชย์ โทร.๐-๙๔๔๘-๘๑๗๗

0 เรื่องและภาพโดย ไตรเทพ สุทธิคุณ 0


<< ย้อนหลัง




nationgroup สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
บริษัท เนชั่นมัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) พ.ศ. 2543