คมชัดลึก Komchadluek.com

ค้นหาข่าวย้อนหลัง

หลวงพ่อเชียร เจ้าอาวาสวัดหาดมูลกระบือสร้างศาสนสถานทั้งวัดด้วย..."ข้าวเม่าทอด"

การหาปัจจัยมาสร้างและพัฒนาศาสนสถาน ภายในวัด ตลอดจนส่งเสริม การเผยแผ่พระพุทธศาสนานั้น

การออกวัตถุมงคลให้พุทธศาสนิกชน เช่าบูชาน่าจะเป็นสิ่งแรกที่นิยมปฏิบัติกัน

วัดใดมีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ หรือวัดไหน มีพระเกจิอาจารย์ เก่งทางด้าน การปลุกเสก ก็จะสร้างวัตถุมงคล ออกมานับรุ่นกันไม่ถ้วน วัดบางแห่งเจ้าอาวาส เป็นพระนักเทศน์ก็ต้องเดินสายเทศน์ วัดใดเน้นการปฏิบัติ ก็ใช้การปฏิบัติ ชักชวนชาวบ้านให้เข้าวัด ส่วนพระนักพัฒนา เมื่อญาติโยมเห็นผลงาน ก็เกิดศรัทธา ในขณะที่มีวัดอีกหลายสิบแห่ง มีวิธีการเรียกศรัทธา หาปัจจัยมาสร้างและพัฒนาวัดที่แตกต่างจากวัดทั่วๆ ไป

วัดหาดมูลกระบือ ต.ย่านยาว อ.เมือง จ.พิจิตร ซึ่งมี พระครูพิเชษฐ์ธรรมคุณ (วิเชียร) อายุ ๗๑ ปี พรรษา ๕๐ เป็นเจ้าอาวาส ถือว่ามีความพิเศษกว่าวัดทั่วๆ ไป คือเป็นศูนย์รวมศรัทธาจิตใจของประชาชน ในการธำรงรักษาพระพุทธศาสนาและศิลปวัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม ได้เป็นอย่างดียิ่ง โดยเฉพาะประเพณี ปิดทองไหว้พระ ทอดข้าวเม่า และ แข่งเรือยาวประจำปี

โดยชาวบ้านทั้งสองฝั่งลำน้ำน่านที่ไหลผ่านหน้าวัด จะรวมใจกันสละวัตถุดิบ อาทิ กล้วยไข่ มะพร้าว น้ำตาล น้ำมัน แป้ง ฟืน ใบตอง และกระดาษ นำมาลงขันร่วมกันที่วัด พร้อมอุทิศเวลาและแรงงาน นำวัตถุดิบมาผลิตเป็น ข้าวเม่าทอด นำออก จำหน่ายให้แก่ประชาชน ที่มาร่วมงานปิดทอง ไหว้พระ และแข่งเรือยาว ในราคาแพละ ๑๐ บาท จนทอดแทบไม่ทัน ต้องมีการสั่งจองกันไว้ล่วงหน้า

เมื่อแข่งเรือ หรือดูเรือเสร็จ ก่อนจะกลับบ้านจะแวะมารับไป นำรายได้ถวายบำรุงวัดหาดมูลกระบือเป็นประจำทุกปี มาแต่อดีตโดยไม่หักค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ปีละประมาณ ๒๐๐,๐๐๐-๓๐๐,๐๐๐ บาท ปัจจัยจำนวนนี้ หลวงพ่อวิเชียรได้นำมา พัฒนาและสร้างศาสนสถานภายในวัด และต่อไปนี้ คือบทสัมภาษณ์หลวงพ่อวิเชียรแบบ "คม ชัด ลึก"

* การทอดข้าวเม่าขายมีความเป็นมาอย่างไรครับ ?

-อาตมาเห็นมาตั้งแต่ก่อนบวชโน้น ทอดข้าวเม่ากับแข่งเรือพายน่าจะเกิดขึ้นในระยะเวลาเดียวกัน เดิมทีนั้นชาวบ้าน เขาทอดข้าวเม่า มาทำบุญถวายพระที่วัด เหลือจากถวายพระก็เลี้ยงคนมาทำบุญ และเลี้ยงพวกฝีพายเรือแข่ง เมื่อเป็นเจ้าอาวาส จึงมีความคิดว่า ถ้าวัดทำเองน่าจะได้ประโยชน์ยิ่งกว่านี้ จากนั้นก็เรียกคณะกรรมการวัด และญาติโยมมาปรึกษาหารือกัน ในที่สุดทุกคนก็มีความเห็นตรงกัน

*วัดเริ่มทอดข้าวเม่าขายปีไหนครับ ?

-เริ่มมาตั้งแต่ปี ๒๔๙๗-๒๔๙๘ โน้น ตอนนั้นขายแพละไม่กี่สตางค์ จากนั้นก็เพิ่มเป็น ๑ บาท ๒ บาท ๓ บาท ๕ บาท ซึ่งกว่าจะเพิ่มเป็น ๑๐ บาท ได้นั้นขายอยู่ที่แพละ ๕ บาทเกือบ ๑๐ ปี การขึ้นราคราแต่ละครั้งนั้นนอกจากดูราคาที่ขายกันตามร้านทั่วๆ ไปแล้วยังต้องประชุมขอความเห็นจากกรรมการด้วย

ส่วนปัจจัยที่ได้จากการขายข้าวเม่าทอดนั้นก็เพิ่มขึ้นตามลำดับจากหลักพันเพิ่มเป็นหลักหมื่น จากหลักหมื่นเพิ่มเป็นหลักแสน เคยขายได้สูงสุดประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ บาท และตลอดระยะเวลาเกือบ ๕๐ ปี ขายไม่เคยขาดทุนเลย

*เอาวัตถุดิบมาจากไหนครับ ?

-แรกเริ่มชาวบ้านมาช่วยก่อน ใครมีกล้วย ใครมีน้ำตาล ใครมีมีน้ำมัน ใครมีข้าวเม่า ก็เอามาช่วยคนละเล็กคนละน้อย ส่วนใครไม่มีอะไรก็เอาแรงมาช่วย ตั้งแต่ตัดฟืน เตรียมเตา ตำข้าวเม่า เมื่อถึงวันงานก็มาช่วยกันทอด

หลักจากนั้นไม่กี่ปีข้าวเม่าทอดของวัดหาดมูลกระบือได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น วัตถุดิบทุกอย่างทางวัดก็ต้องซื้อเพิ่ม เริ่มซื้อจากชาวบ้านและตลาดในจังหวัดพิจิตรก่อน จากนั้นก็ซื้อจากพิษณุโลก และปัจจุบันนี้ต้องสั่งซื้อกล้วยจากสวนในจ.แพงเพชรโดยตรง

แต่ละปีต้องซื้อกล้วยหลายคันรถบรรทุกสิบล้อ ประมาณ ๓๐,๐๐๐-๕๐,๐๐๐ บาท ใช้น้ำมันพืชประมาณ ๔๐-๕๐ ปี๊บ น้ำตาลหลายสิบกระสอบ ส่วนเชื้อเพลิงจะเป็นไม้ฟืนทั้งของวัดและที่ชาวบ้านตัดมาให

*้ แล้วแรงงานคนล่ะใครที่ไหนมาช่วย ?

-เกือบ ๕๐ ปี ที่ผ่านมาวัดไม่เคยจ่ายเงินค่าจ้างให้กับชาวบ้านแม้แต่บาทเดียว ใครมาช่วยวัดก็มีข้าวมีน้ำเลี้ยงให้กินฟรี ผู้ที่มาช่วยงานก็ชาวบ้านใกล้ๆ วัดนี่แหละ มาช่วยงาน เริ่มตั้งแต่ขอแรงตำข้าวเม่าก่อน ซึ่งทุกวันนี้ใช้ข้าวเปลือกประมาณ ๑ ตัน โดยจะนัดตำข้าวเม่า ๓ วันพระ ถ้าวันพระไหนคนมากหน่อยก็ตำได้มากและเสร็จเร็ว โดยต้องใช้เวลาเตรียมงานล่วงหน้าเป็นเดือนเลยทีเดียว ส่วนข้าวเหนียวที่จะมาใช้ทำแป้งนั้นประมาณ ๒๐ กระสอบ

เมื่อถึงวันงานใหญ่ต้องใช้คนเป็นร้อย ส่วนใหญ่จะเป็นคนมีอายุหน่อย ส่วนคนหนุ่มสาวมีบ้างไม่กี่คน แบ่งออกเป็นแผนกต่างๆ ตั้งแต่บอกกล้วย บอกมะพร้าว ขูดมะพร้าว คั้นน้ำกะทิ พอกข้าวเม่า ทอดเข้าเม่า ขายข้าวเม่า

*ทอดขายเฉพาะวันแข่งเรือหรือเปล่าครับ ?

-ช่วงแรกๆ ทอดขาย ๓-๕ วัน ช่วงก่อนและหลังการแข่งเรือ แต่ ๑๐ ปี ที่ผ่านมานี้ทอดขายครั้งหนึ่งประมาณ ๑๕- ๒๐ วัน บางปีเคยทอดขายเป็นเดือน อย่างปีนี้เริ่มทอดขายตั้งแต่วันที่ ๖ ส.ค. ๒๕๔๗ และมาเลิกเอาเมื่อวันที่ ๕ ก.ย. ๒๕๔๗ ตอนงานแข่งเรือวัดท่าหลวง

วันปกติจะต้องตั้งเตาประมาณ ๓-๕ เตา แต่ถ้าเป็นช่วงมีงาน ๓ วัน ต้องตั้งเตาประมาณ ๒๐-๓๐ เตา โดยตั้งเตาอยู่ที่วัดครึ่งหนึ่ง และอยู่ฝั่งตรงกันข้ามอีกครึ่งหนึ่ง ทอดกันตั้งแต่ตีห้าไปจนถึงสองทุ่ม

*ใครมาซื้อและขายหมดหรือเปล่าครับ ?

-ใครจะกินต้องซื้อกันทุกคน คณะกรรมการของวัดก็ต้องซื้อ ที่ยิ่งไปกว่านั้นคือ คนที่มาช่วยทำก็ต้องซื้อด้วย เพราะเขาถือว่าผลกำไรที่ได้เป็นการทำบุญ ถือว่าเป็นขนบธรรมเนียมประเพณีของคนที่นี่ก็ว่าได้

ส่วนขายหมดหรือเปล่านั้น แม้ว่าจะใช้กระทะทอด ๓๐ ใบ แต่ตลอดเวลาต้องเข้าคิวซื้อกันทั้งวัน บางคนก็จองครั้ง

ละหลายสิบแพ ที่มากๆ อาจจะเป็นร้อยแพ

* ข้าวเม่าทอดของวัดหาดมูลกระบืออร่อยตรงไหนครับ ?

-อร่อยตรงที่ขายหมด อร่อยที่ตรงเข้าคิวรอซื้อ นั่นแหละ ก่อนนี้ทางจังหวัด เคยเชิญวัด และหมู่บ้านต่างๆ ไปทอดข้าวเม่า ในงานแข่งเรือ ที่วัดท่าหลวง ซึ่งเป็นงานประจำปีของจังหวัด ข้าวเม่าทอดจากวัดหาดมูลกระบือ ขายดีกว่าวัดและหมู่บ้านอื่นๆ จากนั้นเป็นต้นมาก็ไม่มีวัดไหน ไปทอดข้าวเม่าขาย ที่วัดท่าหลวงอีก ซึ่งน่าจะเป็นเครื่องยืนยันความอร่อยได้ ซึ่งแปลกดีเหมือนกันว่า ถึงจะใช้เตาทอดหลายสิบเตา ชาวบ้านหลายสิบคนช่วยกันทอด เชื่อหรือไมว่า รสชาติของข้าวเม่า แต่ละแพเหมือนกัน

* ทอดข้าวเม่ากับแข่งเรือเป็นกิจของสงฆ์หรือเปล่าครับ ?

-อะไรที่ไม่เกิดหรือผิดไปจากพระธรรมวินัยถือว่าเป็นกิจของสงฆ์ทั้งสิ้น ดูภายนอกอาจจะมองว่าไม่ใช่กิจของสงฆ์ แต่ถ้าพิจารณาจากวัตถุประสงค์ภายใน และถือว่าเป็นกิจของสงค์ ที่สำคัญคือ ทั้งทอดข้าวเม่าและแข่งเรือ เป็นการสร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นในชุมชน และความสามัคคีนี่แหละเป็นบ่อเกิดแห่งพลัง เมื่อมีพลังหากทำอะไรก็จะประสบความสำเร็จ

* มีพระผู้ใหญ่หรือใครตำนิบ้างหรือเปล่าครับ ?

-ไม่เคยมีใครพูดให้ได้ยินว่าไม่ดี หรือไม่สมควรเลยสักครั้งเดียว มีแต่จะส่งเสริม สนับสนุน และเห็นดีด้วย มีวัดบางแห่งได้นำแบบอย่าง ทอดข้าวเม่าขายไปทำบ้าง แต่ไม่เคยประสบความสำเร็จเลยสักแห่งเดียว พระผู้ใหญ่หลายท่านชื่นชม บอกว่าให้รักษาประเพณีอันดีนี้ไว้ จะหาดูที่ไหนไม่ได้แล้ว

* ปัจจัยส่วนที่เป็นผลกำไรท่านนำไปใช้ทำอะไรครับ ?

-สร้าง ซ่อมแซม พัฒนาศาสนสถานภายในวัด รวมทั้งใช้ในงานเทศกาล แข่งเรือของวัด ทั้งนี้จะมีการประชุมคณะกรรมการวัด ก่อนว่าจะเอาเงินไปใช้ในทางใดดี ส่วนการบอกบุญด้วยการเรี่ยไร แจกซองผ้าป่านั้นมีน้อยครั้ง

* หมายความว่าศาสนาสถาน ภายในวัด ได้จากการทอดข้าวเม่าขาย สิครับ ?

-จะสรุปว่าอย่างนั้นก็ได้ เพราะ ที่ผ่านมา วัดได้ปัจจัย สำหรับสร้างศาสนาสถาน จากการขายข้าวเม่าทอด ส่วนปัจจัย ที่ได้จากการเช่าบูชาวัตถุมงคล นั้นไม่มี เพราะทุกครั้งที่สร้างวัตถุมงคลก็จะแจกฟรีเท่านั้น แต่ก็ไม่มีแจกตลอดหรอกนะ ทำแจกเฉพาะโอกาสที่สำคัญจริงๆ เท่านั้น ตั้งแต่เป็นเจ้าอาวาสเพิ่งสร้างเพียง ๒ รุ่นเท่านั้น อาตมาไม่เน้นเรื่อง การสร้างวัตถุมงคล เท่าไรนัก คนเราถ้ารักษาศีล ๕ ได้ ก็เกิดความเป็นมงคลแก่ตนเองโดยไม่ต้องพึ่งวัตถุมงคล

* ถ้าสิ้นบุญหลวงพ่อแล้วจะมีผู้สืบทอดหรือเปล่าครับ ?

-คงมีผู้สืบทอดต่อ เพราะมันเป็นประโยชน์ ต่อวัดและชุมชน ส่วนจะทำได้ดี ทำได้มากน้อยเพียงใดนั้น ต้องขึ้น อยู่กับเจ้าอาวาสรูปถัดไป และผู้นำชุมชนว่ามีความเข้มแข็งหรือไม่ ถ้าวัดแข็งแรงชุมชนเข้มแข็งงานบุญใด ที่ต้องอาศัยความสามัคคีก็ลุล่วงไปด้วยดี

งานวัดของวัดใดวัดหนึ่ง สามารถบ่งชี้ความสามัคคีของชุมชนนั้นๆ ได้เป็นอย่างดี ถ้าคนมาช่วยงานมากแสดงว่าความสามัคคี ของคนและวัดในชุมชนนั้นใช้ได้ แต่ถ้ามีคนมาช่วยงานน้อย แสดงว่าชุมชนนั้นขาดความสามัคคี

ชาติภูมิหลวงพ่อวิเชียร

พระครูพิเชษฐ์ธรรมคุณ นามเดิมว่า วิเชียร นามสกุล สุวรรณเชษฐ์ เกิดที่บ้านวังกระดี่ทอง หมู่ ๑๐ ต.ย่านยาว อ.เมือง จ.พิจิตร เมื่อวันที่ ๒๗ ก.ย. ๒๔๗๖ อายุ ๒๐ ปี ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ณ พัทธสีมาวัดหาดมูลกระบือ ซึ่งเป็นสำนักพุทธาคมที่มีชื่อเสียงของเมืองพิจิตรมาแต่อดีต เมื่อวันที่ ๑๒ พ.ค. ๒๔๙๗ โดยมีพระเมธีธรรมประมาท อดีตเจ้าอาวาสวัดท่าฬ่อ เมืองพิจิตร เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการขาว ถาวโร เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระมหาสนอง วิมโล เป็นพระอนุสาวนาจารย์

การศึกษาทางโลก จบชั้น ป.๔ จากโรงเรียนวัดหาดมูลกระบือ การศึกษาทางธรรมสอบได้นักธรรมเอก พ.ศ. ๒๔๙๙ ขณะเดียวกันก็ได้ศึกษาหลักจิตศาสตร์ และหลักพุทธาคมจากตำราเก่าของสำนักวัดหาดมูลกระบือ ที่สืบทอดกันมา แต่โบราณจารย์ ซึ่ง หลวงปู่ภู หรือ พระครูธุรศักดิ์เกียรติคุณ อดีตเจ้าอาวาสวัดท่าฬ่อ เจ้าของเหรียญหางแมงป่อง ที่มีพุทธคุณสูงส่ง อันโด่งดังของเมืองไทย ได้บวชและศึกษาพุทธาคมสืบต่อมาจาก อดีตเจ้าอาวาส วัดหาดมูลกระบือ ก่อนที่หลวงปู่ภู จะไปจำพรรษาและเป็นเจ้าอาวาสวัดท่าฬ่อ

ในเวลาต่อมามีพระเกจิอาจารย์ชื่อดังหลายรูปใน เขตภาคเหนือ ตอนล่างได้มาขอศึกษาพระเวทย์จากตำราเก่า วัดหาดมูลกระบือกันหลายองค์ หลวงพ่อเชียรได้ศึกษาพุทธาคมจนมีความเชี่ยวชาญ มีชื่อเสียงเกียรติคุณ เป็นที่เคารพนับถือของประชาชนชาว จ.พิจิตร และใกล้เป็นยิ่งนัก และได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งพระสังฆาธิการ เป็นเจ้าอาวาสวัดหาดมูลกระบือ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๒ และได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะปกครอง เป็นเจ้าคณะตำบลท่าฬ่อ-ไผ่ขวาง เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๘

ตลอดระยะเวลาที่อยู่ใต้ร่มพระกาสาวพัสตร์ หลวงพ่อวิเชียร ได้บำเพ็ญคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาและ สังคมประเทศชาติ จนได้รับพระมหากรุณาธิคุณ พระราชทานสมณศักดิ์ให้เป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะตำบลชั้นตรี เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๒ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๕ และได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะตำบลเอก เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๔

หลวงพ่อวิเชียร เป็นพระเถรรัตตัญญูรูปสำคัญของเมืองพิจิตร ที่มีศีลาจารวัตรอันงดงาม เป็นที่ตั้งแห่งศรัทธา ปสาทนียะของประชาชน เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณแก่ชุมชนท้องถิ่นในการธำรงรักษาไว้ ซึ่งศิลปวัฒนธรรมประเพณี และวิถีชีวิตอันดีงามของชาวไทยในชุมชนชนบทไทย ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของชาติ ที่สามารถกราบไหว้ได้อย่างสนิทใจ ท่านจึงเป็น ศรีแห่งสงฆ์ เป็น ธงแห่งวัด เป็น ฉัตรแห่งอาราม อย่างแท้จริง

ประวัติวัดหาดมูลกระบือ

วัดหาดมูลกระบือ ตั้งอยู่ริมฝั่งน้ำน่าน เป็นวัดเก่า ที่มีความสำคัญมาแต่อดีตของเมืองพิจิตรตอนเหนือ สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา เมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๒๗๗ หรือเมื่อ ๒๗๐ ปีที่ผ่านมา

พื้นที่ของวัดหาดมูลกระบือมีทั้งหมดจำนวน ๒๙ ไร่ ๓ งาน ๖๐ ตารางวา โดยแบ่งพื้นที่ดินออกเป็น ๒ ส่วน คือ ๑. สร้างเป็นอาคารเขตพุทธวาส รวมทั้งเขตสังฆาวาส และ ๒. จัดเป็นสวนป่าชุมชนปลูกพันธุ์ไม้ยืนต้นร่มรื่น เป็นที่อาศัยของฝูงลิงจำนวนมากมาแต่อดีต ซึ่งปัจจุบันทางวัดต้องจัดซื้ออาหารมาเลี้ยงลิงเดือนละประมาณ ๒,๐๐๐ บาท

ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน วัดหาดมูลกระบือเป็น สำนักศึกษาพระธรรมวินัย และ พุทธาคมที่มีชื่อเกียรติคุณเป็นที่ปรากฏทางตอนเหนือของเมืองพิจิตรมาแต่อดีต เป็นอารามของอดีตพระอมตะเถราจารย์ผู้เรืองเวทย์ ซึ่งเป็น ที่เคารพนับถือ ของชาวพิจิตรมาแต่อดีตสืบต่อกันมาหลายองค์ อาทิ หลวงพ่อพระอุปัชฌาย์อินทร์ หลวงพ่อมหาเขียว ซึ่งมีวาจาศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่เคารพนับถือของประชาชนมาก แม้ตะกรุดของท่านนำติดตัวไปออกป่าล่าสัตว์ก็ยังยิงไม่ออก ต้องเอาตะกรุดออกจากตัวเสียก่อนจึงจะล่าสัตว์ได้ และเป็นบ้านเดิมของ หลวงปู่ภู หรือ พระครูธุรศักดิ์เกียรติคุณ อดีตเจ้าอาวาสวัดท่าฬ่อ พระเกจิอาจารย์ชื่อดัง ร่วมสมัยกับ หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน เมืองพิจิตร และมรณภาพหลังหลวงพ่อเงิน บางคลานละสังขาร ประมาณ ๕ ปี อายุ ๖๙ ปี

หลวงปู่ภูได้บวชศึกษาพระเวทย์พุทธาคม ที่สำนักวัดหาดมูลกระบือ มาก่อนที่จะได้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดท่าฬ่อและมรณภาพที่วัดท่าฬ่อ ซึ่งอยู่ใกล้เคียงกันในกาลต่อมา และหลวงพ่ออุปัชฌาย์นวล ซึ่งเป็นที่เคารพ ของประชาชนทั่วไปในด้านเมตตามหานิยม เป็นที่รู้จักไปทั่วเมืองพิจิตร

ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีเจ้าอาวาสปกครองมาแล้วจำนวน ๙ รูป ตามลำดับ คือ รูปที่ ๑ หลวงพ่อบุญมา รูปที่ ๒ หลวงพ่อพระอุปัฌาย์อินทร์ รูปที่ ๓ หลวงพ่อคุ้ย รูปที่ ๔ หลวงพ่อมหาเขียว รูปที่ ๕ หลวงพ่ออุปัชฌาย์นวล รูปที่ ๖ พระอธิการนุ้ย รูปที่ ๗ พระอธิการขาว รูปที่ ๘ พระอธิการโหน และเจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน คือ พระครูพิเชษฐ์ธรรมคุณ


<< ย้อนหลัง




nationgroup สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
บริษัท เนชั่นมัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) พ.ศ. 2543