กำแพงเพชร
หรือเมืองชากังลาวในสมัยของสมเด็จพระมหาธรรมราชาลิไท กษัตริย์ ราชวงศ์พระร่วง
แห่งกรุงสุโขทัย ทรงได้มีการส่งเสริม ทำนุบำรุง พระพุทธศาสนา ให้เจริญรุ่งโรจน์
กว่ายุคใดๆ ในสมัยนั้น ประชาชนอยู่อย่างปกติสุข สมบูรณ์มั่งคั่งจนถึงกระทั่งมีหมู่บ้านที่เรียกกันว่า
"บ้านทุ่งเศรษฐี"
บริเวณที่เรียกว่าหมู่บ้านทุ่งเศรษฐีนั้น มีวัด มีพระเจดีย์อยู่มากมาย
ผู้คนในยุคต่อมา ได้พบพระบูชา-พระเครื่อง เป็นจำนวนมาก เพราะกรุพระแตก ออกมาจาก
พระเจดีย์ตามวัดต่างๆ พระพิมพ์เหล่านี้ ซึ่งอยู่ในบริเวณ หมู่บ้านทุ่งเศรษฐี
ต่อมาถูกเรียกรวมกันว่า บริเวณ "กรุลานทุ่งเศรษฐี" ซึ่งพระพิมพ์ที่พบกันมากหลายพิมพ์
เช่น
พระกำแพงเขย่ง พระนางกำแพง พระกำแพงกลีบบัว พระกำแพงกลีบจำปา
พระกำแพงเปิดโลก ฯลฯ และที่ถือว่าเป็นหนึ่ง ในชุดเบญจภาคีในปัจจุบันก็คือ
พระกำแพงซุ้มกอ ซึ่งชาวเมืองกำแพงเพชรได้ตั้งชื่อ เอาไว้นานมากแล้ว อาจเพราะบริเวณเหนือพระเศียร
ของพระพิมพ์นี้ มีปรรภามณฑล และซุ้มรัศมีเป็นทรงโค้ง รูปลักษณะแบบตัว "ก
ไก่" นอกจากนี้แล้วยังมีพระอีกพิมพ์หนึ่งที่ชาวกำแพงเพชร ได้ตั้งชื่อไว้ให้คล้องจองกับพระกำแพงซุ้มกอ
นั่นคือ พระกำแพงซุ้มยอ ด้วยเหตุที่ว่า
ลักษณะของซุ้มที่ครอบองค์พระอยู่นั้น มีการขมวดหัวเสาและหยักเว้าเข้าด้านในคล้ายกับอักษร
"ย ยักษ์" พระทั้งสององค์นี้ชาวกำแพงเพชรได้กำชับลูกหลานไว้ว่า ถ้ามีพระทั้งสองพิมพ์นี้บูชาติดตัว
จะเจริญด้วย ความสมบูรณ์พูนสุข ด้วยลาภยศ และทรัพย์สินไปตลอดกาล มีพุทธคุณสูงเด่นทางเมตตามหานิยม
ให้โชคลาภ ค้าขาย เจริญก้าวหน้าแก่ผู้บูชา ด้วยเหตุนี้ในสมัยก่อน พระกำแพงซุ้มกอ
และพระกำแพงซุ้มยอนั้น จึงเปรียบเสมอเหมือนกัน หรือถ้ามีองค์หนึ่งองค์ใดก็นำมาบูชาแทนกันได้
แต่ในสมัยปัจจุบัน พระกำแพงซุ้มกอ ได้บรรจุอยู่ในชุดเบญจภาคี
จึงทำให้มีราคาและความนิยมสูงมาก ทิ้งห่างจากพระกำแพงซุ้มยอเป็นอย่างมาก
แต่ถึงอย่างไรนั้นพระกำแพงซุ้มยอก็ยังคงเป็นพระที่หายาก และทรงคุณค่าอีกพิมพ์หนึ่งเช่นกัน
ที่พบเห็นโดยมากส่วนใหญ่จะมีแต่พระซึ่งมีลักษณะคล้ายกันทุกประการ ก็คือพระที่ขึ้นจากกรุเมืองสวรรคโลก
จ.สุโขทัย แต่เนื้อหาเป็นดินเนื้อหยาบกระด้างกว่าของเมืองกำแพงเพชร
พระกำแพงซุ้มยอมีพุทธลักษณะที่สำคัญคือ เป็นพระปางมารวิชัย
ประทับนั่งขัดสมาธิ บน ฐาน แบบบัวสองชั้น ในซุ้มเรือนแก้ว พระเกศ มีลักษณะเป็นแบบเกศทรงกรวย
ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของสกุลช่างกำแพงเพชร พระพักตร์เป็นผลมะตูม องค์พระ ที่กดพิมพ์ติดลึกชัดจะปรากฏเส้นสายของหน้าตาให้เห็นชัดเจนพอประมาณในพระแบบเนื้อชิน
ส่วนพระเนื้อดินจะปรากฏเพียงเส้นไรพระศกเท่านั้น และที่หน้าตักขององค์พระ
เท้าของพระจะซ้อนทับกันอยู่ ปรากฏให้เห็นเพียงเท้าด้านขวาชัดเจนวางยาวจนจรดกับหัวเข่าด้านซ้าย
ส่วนเท้าซ้ายนั้นไม่ปรากฏให้เห็น
ขนาดของพระกำแพงซุ้มยอ เป็นพระที่มีขนาดกะทัดรัดพอประมาณ
ขนาดพอๆ กับพระกำแพงซุ้มกอ พิมพ์กลาง หรือประมาณเหรียญห้าบาท ปัจจุบันในพระแบบที่ตัดขอบเรียบร้อย
ซึ่งขอบและปีกของพระกำแพงซุ้มยอนี้มีสองแบบ คือ ประเภทที่ตัดขอบ เป็นพระที่มีการตัดปีกขององค์พระพอดีองค์
จะเป็นพระที่มีฟอร์มสวยงาม ตัดขอบเรียบร้อยทั้ง ๕ ด้าน ได้พระทรง ๕ เหลี่ยม
เป็นทรงสูง
ถ้าเป็นประเภทที่ไม่ตัดขอบ
เป็นพระที่กดพิมพ์แล้วทิ้งขอบขององค์พระเอาไว้ รูปทรงขององค์พระแล้วแต่ลักษณะของการปั้นดินในทีแรก
พระที่พบจึงมักมีขนาดปีกที่กว้างใหญ่กว่าพระแบบตัดขอบมาก
สรุปให้เห็นว่า การตัดขอบและปีกของพระกำแพงซุ้มยอนี้ ไม่มีรูปแบบที่แน่ชัด
องค์พระที่ตัดปีก มักจะมีฟอร์มที่ได้สัดส่วน กว่าพระซึ่งเหลือปีกใหญ่และอาจทำให้รู้สึกว่า
องค์พระมีขนาดใหญ่กว่าองค์ที่ตัดปีกแคบนั้นไม่ถูกต้องเพราะพระกำแพงซุ้มยอ
มีอยู่ขนาดเดียวมีเพียงบางองค์ลึกลํ่ากว่ากันเท่านั้น
พระกำแพงซุ้มยอมีสร้างทั้งชนิดเนื้อดิน เนื้อชินเงินหรือเนื้อชินแก่ตะกั่ว
เนื้อว่าน แต่ที่นิยมสูงสุด คือพระเนื้อดิน
ลักษณะเนื้อของพระกำแพงซุ้มยอเนื้อดิน จะเป็นแบบเนื้อดินผสมว่าน
จึงจะพบว่าพระกำแพงซุ้มยอเป็นพระในลานทุ่งเศรษฐีอีกพิมพ์หนึ่งที่มีเนื้อละเอียดหนึกนุ่ม
เหมือนพระกำแพงซุ้มกอ และภายในเนื้อปรากฏเม็ดแร่หรือว่านดอกมะขาม ซึ่งมีลักษณะเป็นเม็ดสีแดง
หรือแดงเข้ม เม็ดเล็กๆ ปะปนอยู่ในเนื้อ ยิ่งถ้าเป็นพระแบบถูกใช้หรือสัมผัสผิวมาบ้างแล้วนั้น
จะปรากฏเม็ดแร่ว่านดอกมะขามชัดเจนมาก
ส่วนข้อสังเกตของผิวพระที่ไม่ถูกสัมผัส อยู่ในสภาพเดิมๆ
นั้นจะเหมือนพระในบริเวณลานทุ่งเศรษฐีทั่วๆ ไป คือมีคราบกรุสีขาวนวลๆ บางๆ
ติดปกคลุมอยู่ตามบริเวณผิวขององค์พระ และเนื้อจะละเอียดนุ่มนวลคล้ายกับพระมีผงผสมอยู่มาก
ปรากฏรารักขึ้นแบบในผักชีเป็นแผ่นสีดำหรือสีนํ้าตาลอยู่ทั่วไป แต่พระกำแพงซุ้มยอที่พบนอกบริเวณลานทุ่งเศรษฐี
(บริเวณฝั่งตัวจังหวัด) ผิวหน้าของพระจะแห้งและมีเศษกรวดทรายเล็กๆ ติดอยู่
และเนื้อจะหยาบไม่นุ่มนวลตา และแทบจะไม่ปรากฏรารักให้เห็นเลย
ลักษณะเนื้อของพระกำแพงซุ้มยอเนื้อชิน
แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ แบบพระกรุเก่า คือพระที่แตกกรุออกมาก่อนในบริเวณของลานทุ่งเศรษฐีหลายกรุ
เช่น กรุวัดพิกุล กรุวัดบรมธาตุ กรุเจดีย์กลางทุ่ง ฯลฯ จะเป็นพระชินผิวดำ
สนิมตีนกาคล้ายเป็นพระเนื้อชินแก่ตะกั่ว มักพบสนิมขุม หรือรอยปริ รอยระเบิดให้เห็น
แบบพระกรุใหม่ เป็น พระที่พบ บริเวณอุทยานประวัติศาสตร์
ฝั่งตัว จังหวัดมีหลายกรุ เช่นกัน อาทิ กรุวัดอาวาสใหญ่ กรุวัดอาวาสน้อย
กรุพระสี่อิริยาบถ ฯลฯ พบเป็น พระเนื้อชินเงิน ผิวปรอทขาว ในบางองค์มีเหลือเป็นสีทองติดอยู่
และที่สำคัญพระบางองค์ มีคราบสนิม สีเขียวๆ ติดอยู่นั้น ขอให้ท่านนักสะสมอย่าเข้าใจผิด
ไปขัดล้างออก เพราะนั่นคือ "คาบสนิมพระบูชา" ซึ่งในกรุใหญ่ๆ เช่น กรุวัดอาวาส
ส่วนกรุวัดพระสี่อิริยาบถนั้น มีการนำเอา พระบูชามาบรรจุรวมกับพระเครื่องด้วย
เวลานํ้าจากฝนตก หรือนํ้าท่วมกรุ คราบสนิมต่างๆ ของพระบูชาจึงไปติดอยู่ที่พระเครื่องด้วย
ซึ่งถือได้ว่าเป็น คราบที่งดงามตามธรรมชาติอีกแบบหนึ่ง และเป็นตัวช่วยพิจารณาความเก่าของพระได้อีก
จำนวนของพระกำแพงซุ้มยอ ประเภทเนื้อชินนั้นมีมากกว่าพระเนื้อดินพอสมควร
เพราะมีขึ้นเกือบทุกกรุของเมืองกำแพงเพชร ส่วนพระเนื้อดินนั้นจะพบน้อยกว่ามาก
และหายากทำให้พระกำแพงซุ้มยอเนื้อดินได้รับความนิยมสูงกว่าพระเนื้อชินพอสมควร
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นพระกำแพงซุ้มยอ เนื้อแบบใดก็แล้วแต่
โดยเฉพาะนักเลงพระรุ่นเก่าล้วนนำพระกำแพงซุ้มยอบูชาแทนหรือควบคู่กับพระกำแพงซุ้มกอมาแต่โบราณ
ในปัจจุบัน ราคาและความนิยมของพระกำแพงซุ้มกอสูงกว่าพระกำแพงซุ้มยอมาก จนนักสะสมส่วนใหญ่เลิกคิดที่จะเช่ามาบูชา
น่าลองหันมาบูชาพระกำแพงซุ้มยอดูบ้าง เหมือนดังนักสะสมรุ่นเก่าๆ รับรองว่าไม่ต่างกันอย่างแน่นอนครับ