 |

ถือศีลปฏิบัติธรรมนำไปสู่สันติภาพ พระอาจารย์จันดาพร วัดลาวพุทธวงศ์
พระอาจารย์จันดาพร
จักร์กวโร รองเจ้าอาวาส วัดลาวพุทธวงศ์ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐอเมริกา
และประธานสมัชชา สงฆ์ลาว-อเมริกัน เป็นพระสงฆ์ที่ถูกไล่ล่าจับสึกสมัยเขมรแดงเรืองอำนาจ
แต่ได้ลี้ภัยไปยังประเทศที่ ๓ เมื่อเล็งเห็นถึงความสำคัญของ พระพุทธศาสนา
จึงไม่คิดสึกจาก ความเป็นพระสงฆ์ เพราะมองว่า หากคนเราไม่มีหลักพระธรรมอยู่ประจำใจแล้ว
ความโลภ ความโกรธ ความหลง ยิ่งเป็นอำนาจแล้ว ยิ่งเป็นอันตรายต่อตัวเองและสังคม
จากประสบการณ์ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวของ พระสงฆ์รูปนี้ ปัจจุบันท่านได้นำหลักธรรมของ
องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ออกเผยแผ่ไปยังประเทศ สหรัฐอเมริกา และอีกหลายประเทศ
โดยมีชาวต่างชาติจำนวนมากต่างหันหน้าเข้าวัดเพื่อปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิ ทำจิตใจให้สงบ
และดำรงชีวิตอยู่อย่างไม่ประมาท โดยเชื่อว่าการปฏิบัติธรรมให้ผลในระดับหนึ่งจะเป็นบ่อเกิดของ
สันติภาพได้เช่นกัน และท่านได้ อนุญาตให้สัมภาษณ์กับ "คม ชัด ลึก"
ดังนี้
ประธานสมัชชาสงฆ์ลาว-อเมริกัน มีหน้าที่อะไรครับ ?
สิ่งสำคัญของการทำหน้าที่นี้ อาตมาต้องดูแลวัดที่อยู่ในความรับผิดชอบทั้งหมด
ซึ่งมีการขึ้นทะเบียนเอาไว้ รวมแล้วกว่าร้อยวัดเห็นจะได้ พระสงฆ์จึงมีหน้าที่ในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้ดำรงอยู่ต่อไปยังลูกหลาน
เมื่อชุมชนใดมีวัด นั่นก็แสดงว่าพระสงฆ์กับชุมชนชาวพุทธดำรงอยู่อย่างเกื้อหนุนกัน
ดังนั้นพระสงฆ์จึงควรเน้นการปลูกฝังวัฒนธรรมประเพณี ศาสนา แก่เยาวชนซึ่งจะเป็นผู้สืบทอดทางพุทธศาสนา
อย่างน้อยก็เป็น การสอนให้เขาเห็นถึงคุณงามความดี ที่แตกต่างกันระหว่างบุญกับบาป
หรือในลักษณะเวรกรรม
พระภิกษุสงฆ์ทุกรูปที่มาปฏิบัติศาสนกิจในสหรัฐอเมริกา
มีภาวะเท่ากับเป็นตัวแทนของ พระพุทธศาสนาและคณะสงฆ์ลาว เป็นจุดสนใจของประชาชนทั้งชาวลาว
ไทย และชาวต่างประเทศอื่นๆ จึงสมควรปฏิบัติให้สมกับภาวะที่เป็นตัวแทนนั้น
ให้เป็นที่เชิดชูเกียรติของพระพุทธศาสนา เป็นที่เจริญศรัทธาของศาสนิกชนและเป็นที่ภาคภูมิใจของประชาชนชาวพุทธ
และความประพฤติปฏิบัติของพระภิกษุซึ่งเป็นผู้เผยแผ่ ก็ต้องประพฤติตนให้เป็นไป
ตามวินัย ควรมีความเป็นอยู่อย่างง่ายๆ แบบลักษณะเสียสละ อดทน
สมัชชาสงฆ์ลาว-อเมริกัน มีความสำคัญอย่างไร ?
สมัชชาที่อาตมาว่านี้มีการแบ่งเป็นสังกัดเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นสมัชชาสงฆ์สังกัดไทย
เวียดนาม ลาว เกาหลี จีน ไต้หวัน ศรีลังกา พม่า กัมพูชา แต่ละสังกัดจะต้องดูแลวัด
ดูแลประชาชนชาวพุทธ เพื่อเป็นการบำรุงวัดให้เป็นที่พักผ่อนปฏิบัติธรรมกับญาติโยมที่มาวัด
รวมถึงการสอนธรรมะตามคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมทั้งต้องแก้ปัญหาการปกครองในวัด
จริยวัตรของพระสงฆ์ที่เหมาะสม ทำความเข้าใจกันระหว่างหัวหน้าสงฆ์กับพระลูกวัด
เพราะต่างฝ่ายต่างมีทิฐิมานะก็จะทำให้ศาสนาพุทธย่ำอยู่กับที่ และควรจะศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับเรื่องการบริหารงานบุคคลสมัยใหม่ควบคู่กันไปด้วย
กิจกรรมใดบ้างที่สมัชชาสงฆ์ของแต่ชาติจะต้องปฏิบัติกันครับ ?
กิจกรรมต่างๆ ที่จะต้องทำร่วมกัน คือการทำบุญในวันสำคัญ ของพระพุทธศาสนา
ไม่ว่าจะเป็นวันวิสาขบูชา วันเข้าพรรษา วันมาฆบูชา ฯลฯ เป็นที่บำเพ็ญกุศลประกอบศาสนพิธี
ซึ่งจะต้องคอยอำนวยความสะดวกแก่พุทธศาสนิกชน เพราะถือว่าสมัชชาเป็นศูนย์รวมของชาวพุทธทุกเชื้อชาติ
เป็นที่รักษาจิตใจให้สงบและสืบต่อวัฒนธรรมของแต่ละประเทศด้วยการเผยแพร่ให้เป็นสถานที่ศึกษา
อบรมพระธรรมในทางพุทธศาสนาและ ขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมให้กับเยาวชนของแต่ละวัด
เช่น การจัดตั้งโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ และห้องสมุด เป็นต้น พร้อมทั้งเป็นที่พึ่งทางจิตใจ
ช่วยแก้ไขปัญหาและช่วยให้คำแนะนำปรึกษาเกี่ยวกับ การดำเนินชีวิต สอนการนั่งสมาธิ
ตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา
มีชาวต่างชาติมาเรียนบ้างไหมครับ ?
โอ้
มีเยอะมากเหมือนกัน การเรียน การสอนพระพุทธศาสนา ของอาตมาไม่ได้แบ่งแยกว่า
คนที่นับถือศาสนาอื่นแล้วเรียนไม่ได้ ใครก็ได้อยากเรียนรู้ความเป็นพุทธศาสนา
ก็สามารถเข้ามาเรียนได้ ปัจจุบันจะเห็นว่ามีชาวต่างชาติเข้ามาเรียนธรรมะ
นั่งสมาธิกันเป็นจำนวนมาก เพราะการทำจิตใจให้สงบ ไม่ฟุ้งซ่านเป็นวิธีของการดับกิเลสดับทุกข์
ไม่ให้หลงอยู่ในวัตถุนิยมมากเกินไป แรกๆ คนที่เข้ามาเรียนบอกว่า เรียนธรรมะแบบพุทธรู้สึกว่ายาก
บางคนมาเรียนแล้วไม่เข้าใจในคำสอนบางอย่าง เขาก็จะถาม ส่วนตัวอาตมาจะต้องคอยอธิบายให้เข้าใจ
แต่พอพวกเขานำไปปฏิบัติแล้วได้ผลก็ทำให้ศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา เชื่อไหมว่าชาวต่างชาติบางคนเรียนธรรมะเก่งกว่าชาวพุทธบางคนเสียอีก
(หัวเราะ)
จริงๆ ชาวต่างชาติมีมุมมองต่อคนที่นับถือศาสนาพุทธอย่างไรครับ ?
คนต่างชาติในเมืองส่วนใหญ่เขานับถือศาสนาพุทธอยู่ในตัวแล้ว แต่เขาไม่ได้แสดงออกเท่านั้นเอง
เพราะเท่าที่อาตมาเห็นพวกเขาก็มีการศึกษาหลักธรรมะ นั่งสมาธิ ทุกวันเสาร์
วันอาทิตย์ หรือบางครั้งก็มีการมาเรียนธรรมะช่วงเย็นหลังเลิกงาน เนื่องจากความเป็นอยู่ของเขามีแต่วัตถุนิยมที่เป็นของ
นอกกายมากมาย ทำให้พวกเขาไม่ได้คิดกันว่า สิ่งเหล่านั้นแท้จริง เป็นของไม่จำเป็นของชีวิต
หรือมองอีกแบบว่า ที่จริงแล้วสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตเลย
เมื่อมีปัญหาจิตใจก็เกิดความวุ่นวาย จิตใจก็เป็นทุกข์ เมื่อเขาหันไปพึ่งใครไม่ได้
ดังนั้นพวกชาวต่างชาติเขา จะหันหน้าเข้าวัด ศึกษาสิ่งที่จะดับทุกข์เหล่านั้น
และเขาเห็นว่า ศาสนาพุทธจะทำให้เกิดความสุขความเบิกบานภายในจิตใจ
นอกจากสอนหลักธรรมในวัดแล้วยังไปสอนที่ไหนอีกหรือเปล่าครับ ?
ปัจจุบันเป็นที่น่าชื่นใจและถือเป็นความภูมิใจมากต่อชาวพุทธที่ตามมหาวิทยาลัยต่างๆ
ในประเทศสหรัฐอเมริกา ก็มีการเรียนการสอนหลักพระธรรม การนั่งสมาธิ โดยจะมีพระอาจารย์ของแต่ละวัดเข้าไปสอน
เข้าไปให้ความรู้กับนักศึกษาตามสถาบันการศึกษามากมาย แสดงให้เห็นว่าผู้บริหารแต่ละมหาวิทยาลัย
เปิดกว้างให้กับศาสนาพุทธได้เห็น ความสำคัญต่อ การนำหลักธรรมไปดำเนินชีวิต
หรือนำไปเป็นแนวทางการแก้ปัญหา
จำนวนคนเข้าวัดมีมากน้อยเพียงใดครับ ?
ถ้าจะให้อาตมาตอบถึงสัดส่วนของคนที่จะมาเข้าวัด ถ้าให้มองก็ไม่แตกต่างกันมากนัก
คนลาว คนไทย คนเขมรมาเข้าวัดเยอะเหมือนกัน แต่ความแตกต่างอยู่ที่การปฏิบัติมากกว่า
เพราะยังมีชาวพุทธจำนวนไม่มาก ที่เข้าวัดแล้วปฏิบัติธรรม แบบคนต่างชาติท
ี่พวกเขาเรียนรู้ว่าหลักธรรม ต้องอยู่ในใจในการปฏิบัติ แต่คนพุทธบางส่วนก็เป็นเหมือนคำสอนของหลวงปู่ชา
สุภัทโท วัดหนองป่าพง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ที่พูดเอาไว้ว่า คนพุทธจะชอบขอพรกันทั้งวัน
เป็นคนชอบขอ แต่ชาวต่างชาติจะปฏิบัติธรรมเหมือนน้ำที่ใสๆ ทำอย่างไรมันยังเป็นน้ำอยู่นั่นแหละ
ซึ่งเหมือนจิตใจคนเราที่นิ่งสงบก็เพราะได้เอาหลักธรรมะศีล ๕ นั่นแหละไปใช้
และคนต่างชาติที่ปฏิบัติธรรมจริงๆ จะไม่ดื่มเหล้าหรือเที่ยวกลางคืนอีกเลย
มีคนศาสนาอื่นเปลี่ยนมานับถือพุทธศาสนาหรือเปล่าครับ ?
ก็มีอยู่จำนวนหนึ่งเหมือนกัน เนื่องจากสิ่งเหล่านี้เกิดจากความศรัทธาของเขา
พอเขาได้ปฏิบัติแล้วรู้สึกว่าธรรมะมีส่วนดีทำให้ชีวิตมีความสุข บางคนศรัทธามาบวชที่วัดอาตมาก็มีเหมือนกัน
หรือบางคนศรัทธาในพระพุทธศาสนาก็มาที่วัดเพื่อบริจาคที่ดินให้กับวัด ซึ่งหากย้อนกลับไปเมื่อก่อน
คนต่างชาติยัง ไม่ค่อยเข้าใจในคำสอนของ องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเขาจะไม่ชอบ
กีดกันคนที่นับถือศาสนาพุทธทุกรูปแบบ
พระอาจารย์ไปอยู่ที่อเมริกาได้อย่างไรครับ ?
สมัยนั้นประเทศลาวอยู่ภายใต้อำนาจ เผด็จการของเขมรแดง เห็นพระสงฆ์ที่ไหนก็จะไล่จับสึก
เห็นวัดที่ไหนก็จะเผาทำลายกันหมด พออาตมาลี้ภัยมาอยู่ที่อเมริกา ตั้งแต่ปี
๒๕๐๘ ได้ไปเช่าบ้านเป็นวัดเล็กๆ ใช้การปฏิบัติธรรม จุดประสงค์ของอาตมา เพื่อต้องการช่วยให้
ประชาชนได้รู้จักแนวทางการพ้นทุกข์ จะทำอะไรนอกเหนือจากนี้ไม่ได้ จะเทศน์ให้เสียงดังก็ไม่ได้
คนเก่าคนแก่ก็เข้าใจว่าจะให้ลูกหลานเขามาเข้าศาสนา โดยเขาไม่รู้ว่า ไอ้คนที่แต่งผ้าสีเหลืองๆ
มาจากที่ไหนก็ไม่รู้ จึงทำให้เป็นเหตุผลหนึ่งท ี่กว่าจะขยายพื้นที่วัดได้ก็ต้องใช้เวลาอยู่พอสมควร
เพราะเป็นระเบียบของบ้านเมืองเขา คนมาที่วัดเยอะๆ ก็ไม่ได้ อาตมาจึงทำสิ่งต่างๆ
เท่าที่ทำได้ พอปี ๒๕๒๓ ได้ซื้อที่ดินสร้างวัดลาวพุทธวงศ์แห่งนี้ และต่อมายังได้สร้างวัดขึ้นมาอีกหลายแห่งด้วยกัน
เมื่อมีญาติโยมเดินทางมาทำบุญที่วัดแล้วพระอาจารย์ให้อะไรกลับไปครับ ?
ที่เมืองนอกคนที่มาวัดมีหลากหลาย
บางคนชอบธรรมะ บางคนชอบวัตถุมงคล พอดีอาตมา มีลูกศิษย์ที่สร้างวัตถุมงคล
มาให้เอาไว้แจกกับญาติโยมอยู่บ้างเหมือนกัน แต่พออาตมาให้วัตถุมงคลเขาไป
จะแนะนำทุกคนว่า วัตถุมงคลชิ้นนี้ไม่ได้ช่วยอะไรให้เกิดปาฏิหาริย์ จงเก็บเอาไว้เพื่อระลึกนึกถึงคุณงามความดี
มีศีล มีธรรม ยึดเหนี่ยวจิตใจให้ดำรงชีวิตอย่างไม่ประมาท ถ้าเอาไปแล้วไม่ปฏิบัติตัวอยู่ในศีลในธรรมมันก็ไม่ได้อะไร
สิ่งหนึ่งที่อาตมาให้พวกเขายึดกันเอาไว้คือ การยึดหลักให้โอกาส ให้อภัย
ให้น้ำใจ ให้สิ่งของ เป็นการสอนให้คนเรารู้จักการให้มีน้ำใจถือเป็นสิ่งสำคัญของคนเรา
เพราะถ้าผู้ใหญ่ให้โอกาสผู้น้อยได้มีหน้าที่การงานที่สูงขึ้น การให้จึงเป็นส่วนสำคัญของความสุขทางใจ
ส่วนใครผิดก็ควรให้อภัย ไม่ควรก่อกรรมทำเวร หากคนเรามีน้ำใจ รู้จักเสียสละต่อกัน
หรือการให้ก็สำคัญ เมื่อผู้ใดมีเงินมีทอง สิ่งของมากมายการแบ่งปันให้กันก็ถือเป็นเรื่องสำคัญ
พระอาจารย์มีมุมมองต่อวัตถุมงคลในปัจจุบันอย่างไร ?
อาตมาคิดว่าวัตถุมงคลไม่ใช่สิ่งงมงายอะไร แต่อยู่ที่คนเรานำมาใช้มากกว่า
อาตมาจะพยายามอธิบายให้พวกเขาฟังว่า ถ้าบางคนนำพระที่เป็นรูปปางสมาธิก็ให้ทำตัวให้เหมือนองค์พระ
ท่านนั่งสมาธิอยู่โดยไม่พูดไม่จาก็ลองทำตามดู แล้วจะพบอะไรบางอย่างที่ทำให้คนเราคิดได้ว่า
พระเครื่องไม่ใช่เรื่องงมงาย อาตมาจะบอกว่า พระพุทธเจ้านั่งสมาธิ แบบนี้ท่านนั่งสอนคนให้อยู่ในศีลในธรรมนั่นเอง
ทุกวันนี้ยังมีคนเชื่อในเรื่องของภูต ผี วิญญาณ ไหมครับ ?
ก่อนบวชก็มีความเชื่อในสิ่งเหล่านี้ แต่เมื่อได้บวชแล้ว ไม่เชื่อเรื่องผีสางเทวดาอะไรทั้งสิ้น
ยิ่งเราเป็นชาวพุทธ ก็ยิ่งไม่ควรไปเชื่อเรื่องแบบนี้ เพราะอาตมาเชื่อว่าคนเราทำดีได้ดี
ทำชั่วได้ชั่ว แม้ว่าจิตวิญญาณจะมีอยู่จริงก็สู้ไม่ได้กับการทำคุณงามความดี
ถ้าคนเราทำดีมันก็ต้องดีอยู่แน่ๆ แต่ถ้ามัวไปเชื่อพวกเทวบุตร เทวดา พญาอินทร์
พญาพรหมที่ไหนก็ไม่รู้มาช่วย ถ้าเราไม่ปฏิบัติกันแล้วท่านก็ช่วยอะไรเราไม่ได้
อาตมาจึงเชื่อแบบนี้ เพราะจะให้ปลูกข้าวแล้วออกมาเป็นมะละกอมันก็คงเป็นไปไม่ได้
คนเราจะดับกิเลสให้หมดได้อย่างไรครับ ?
ความอยาก ความโลภ ใครมีอยู่ในใจก็มีแต่ความวุ่นวายที่ไม่สิ้นสุด เนื่องจากคนเราไม่ได้ระงับกิเลสของตัวเอง
เมื่อความอยากของเราไม่มีขอบเขต ใจของเรามันก็เป็นทุกข์ เมื่อเป็นทุกข์นรกมันก็เกิด
อย่างอาตมาเองก็ยังไม่หมดกิเลสยังอยากได้โน่นได้นี่เหมือนกับคนทั่วไป แต่ทั้งหมดมันอยู่ที่ใจ
ถ้าอาตมาไม่มีกิเลสก็คงไม่ต้องเดินทางไปประเทศต่างๆ อยู่วัดอย่างเดียวก็ได้
แต่นี่อาตมายังอยากต้องการสร้างวัด ต้องการสร้างเสนาสนะต่างๆ ให้กับพระพุทธศาสนา
กิเลสนี้เป็นกิเลสช่วยคน (หัวเราะ) นี่ก็เป็นเรื่องของกิเลสอย่างหนึ่งเหมือนกัน
กิเลสมันก็มีดีและไม่ดี อยู่ที่เรานั่นแหละ จะเลือกใช้กันอย่างไร เลือกถูกก็เป็นสุข
เลือกผิดก็เป็นทุกข์ และถ้าได้ปฏิบัติธรรมแล้วมันก็จะเกิดเป็นสันติภาพในที่สุด
|
ชาติภูมิพระอาจารย์จันดาพร
พระอาจารย์จันดาพร จักร์กวโร อายุ ๕๐ ปี พรรษา ๔๑ ชื่อเดิม นายจันดาพร
มิ่งศรีสุพรรณ เกิดวันที่ ๙ มิ.ย. ๒๔๙๗ ณ แขวงคำม้วน ประเทศลาว (ตรงข้ามกับฝั่ง
จ.นครพนม) เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๖ อายุ ๙ ขวบ ได้บรรพชาเป็นสามเณรอยู่ในประเทศลาว
แล้วก็ได้เดินทางมาเรียนอยู่ที่วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร กับพระเทพรัตนโมลี
(เจ้าคณะจังหวัดนครพนมในขณะนั้น)
กระทั่ง พ.ศ. ๒๕๑๗ อายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุสงฆ์
พร้อมกับเดินทางมาเรียนยังประเทศไทย กระทั่งประเทศลาวอยู่ภายใต้การนำของเขมรแดง
ทำให้ถูกจับสึก หลังจากนั้นได้บวชเป็นพระภิกษุสงฆ์อีกครั้ง ณ วัดสะพานทองเหลือง
แขวงเวียงจันทน์ ประเทศลาว พระอุปัชฌาย์ คือ พระอาจารย์ยะถ่านงาน วัดศรีเมือง
เมื่ออายุ ๒๕ ปี เคยคิดที่จะสึกออกจากเพศบรรพชิตเพื่อไปลงเล่นการเมือง
แต่เมื่อคิดแล้วว่าทุกอย่างไม่มีอะไรแน่นอน ทำให้ไม่คิดสึก มาจนถึงปัจจุบัน
ไปค้นหาสัจธรรมยังประเทศต่างๆ มากมาย
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Wat Lao Buddhavong of Washington
D.C. ๓๐๔๓ Catlett Rd. Catlett, Virginia ๒๐๑๑๙ U.S.A. โทรศัพท์ (๕๔๐)
๗๘๘-๔๙๖๘, ๗๘๘-๙๒๐๒๑ โทรสาร (๕๔๐) ๗๘๘-๑๒๑๙ อีเมล Watlao2000@yahoo.com
หรือที่เวบไซต์ www.watlao.org
|
เรื่อง สุทธิคุณ กองทอง
ภาพ อุทร ศรีพันธ์
|
 |

|
 |
 |