นายจอร์ช โมรซินกิ ได้เขียนบทความวิเคราะห์ เรื่องการเจริญเติบโต
ของพุทธศาสนาในสหัฐอเมริกา ซึ่งตีพิมพ์ ลงในหนังสือพิมพ์มิดเดิลทาวน์เพรส
สตาฟ ระบุว่า เมืองมิดเดิลทาวน์ รัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา ในปี ๑๙๐๐ มีคนนับถือ
ศาสนาพุทธในสหรัฐอเมริกา ๓๐,๐๐๐ คน แม้ว่าจะมีการนับถือ พุทธศาสนาในประเทศสหรัฐ
อเมริกามายาวนาน จำนวนของ ผู้ที่นับถือ พุทธศาสนาก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก ในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา
ในช่วงกลางทศวรรษที่ ๗๐ มีชาวพุทธอยู่ในสหรัฐอเมริกาถึง
๒๐๐,๐๐๐ คน และในปี ๑๙๙๕ ก็เพิ่มขึ้นเป็น ๑๐๘ ล้านคน (อ้างตามสารานุกรม บริเตนนิกา)
ซึ่งการเติบโตของพุทธศาสนา ไม่ใช่อยู่แค่ในเมืองใหญ่ๆ ของทวีปเอเชียและกลุ่มชาวอินเดียอย่างที่คนหลายๆ
คนคิด และพุทธศาสนา ก็ได้เติบโตขึ้นที่เมืองมิดเดิลทาวน์นี้เช่นกัน ทั้งในและนอกมหาวิทยาลัย
Wesleyan ซึ่งส่วนใหญ่แล้วต่างเป็นชาวตะวันตก ไม่มีชาวเอเชียหรือชาวอินเดียอยู่แถวนี้เลย
ผู้ที่นับถือพุทธศาสนาในกลุ่มนี้คิดว่าความศรัทธานี้จะต้องเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
เพราะมีสังคมที่เปิดกว้าง การไม่เชื่อ ความจริงของศาสนา และผู้ที่ยึดมั่นในพุทธศาสนา
เกล็น ลิววิส ผู้ก่อตั้งของสมาคมศรัทธาพุทธแห่งเมืองมิดเดิลทาวน์ ได้ให้ความเห็นเอาไว้ว่า
เป็นเพราะประเทศของเราเปลี่ยนเป็นสังคม ที่ไม่เชื่อในศาสนามากขึ้น ดังนั้นจึงมีคนจำนวนมากขึ้น
ที่ถูกดึงดูดใจจากศาสนาอื่นๆ เช่น พุทธศาสนา เพราะพวกเขาไม่ได้ถูกสั่งสอน
ให้ซึมซาบในลัทธิเหมือนกับเป็นเด็ก พวกเขากำลังมองหาบางสิ่งบางอย่างที่ไปกันได้
ขณะเดียวกันบางคนอาจจะหันมาสนใจพุทธศาสนาตั้งแต่แรก โดยคิดว่าหลายศาสนาที่มีธรรมเนียมปฏิบัติ
แบบเดิมๆ และแง่มุมในการมองชีวิตอย่างทันสมัยเป็นสิ่งที่ใช้การไม่ได้อีกต่อไป
การทำสมาธิสามารถดึงดูดใจพวกเขาตั้งแต่แรกเริ่มหันมา นับถือศาสนานี้ ซึ่งนับว่าเป็นวิธีปฏิบัติแบบรวมศูนย์ของพุทธศาสนา
ลิววิส เริ่มจัดตั้งสมาคมนี้ขึ้นโดยเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร และอุทิศตนให้แก่การปฏิบัติธรรม
สมาคมนี้ตั้งอยู่ในอพาร์ตเมนต์ที่มีคนบริจาคให้เมื่อ ๓
ปีที่แล้ว ลิววิส กล่าวว่า สมาคมนี้มีคน ๓๐ คน และมีรายชื่อที่จะต้องส่งไปรษณีย์ไปให้ถึง
๓๐๐ คน ตามที่ลิววิสกล่าว การเติบโตของกลุ่มนี้เกิดขึ้นมาจากคนในกลุ่มและความจริงที่ว่าพุทธศาสนาสามารถปฏิบัติได้เองที่บ้าน
พุทธศาสนาไม่เป็นลัทธิและสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ประจำวันได้ พุทธแบบชินเป็นเรื่องเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน
จึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับคำสอนของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของพระพุทธเจ้า
นักศึกษาของมหาวิทยาลัย Wesleyan ผู้ที่อาศัยอยู่ที่บ้าน
ชาวพุทธในมหาวิทยาลัย พูดเช่นกันว่าพุทธศาสนานั้น สามารถนำมาใช้ได้กับชีวิตประจำวัน
สำหรับพวกเขาแล้ว พุทธศาสนาเป็นเรื่องเกี่ยวกับการมองโลกในแบบ ที่ไม่ได้รวมศูนย์ไว้ที่ใครคนใดคนหนึ่ง
และพวกเขากล่าวว่า พุทธศาสนาเป็นเรื่องเกี่ยวกับการสร้างความแตกต่าง ทางบวกให้แก่โลกใบนี้
พวกเขาย้ายไปที่บ้านพักในมหาวิทยาลัยในปี ๒๐๐๓ ภายหลังจากที่ศึกษาวิชาพุทธศาสนา
และทำสมาธิในกลุ่มที่นำโดยโลโดร รินสเลอร์ เป็นเวลา ๓ ปี ทุกวันนี้มีนักศึกษา
๑๘ คน อาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ซึ่งเปิดกว้าง สำหรับใครก็ได้ที่ต้องการใช้เป็นที่สำหรับทำสมาธิและต้องการความสงบ
ด้านรินสเลอร์ ผู้ถูกเลี้ยงดูมาในบ้านพุทธหลังนี้ กล่าวว่ามีคนอีกเป็นจำนวนมากจากมหาวิทยาลัย
ที่มาทำสมาธิที่บ้านหลังนี้ แต่ไม่ได้ถือว่าตัวเองนับถือพุทธศาสนา คนทั่วไป
เขา และนักศึกษาคนอื่นๆ กล่าวว่า พวกเขาสามารถเป็นส่วนหนึ่งของพุทธศาสนาได้โดยไม่ต้องตีตราว่าเป็นคนที่นับถือพุทธศาสนา
เห็นคนจำนวนมากมาที่นี่เพื่อมาเรียนทำสมาธิ สอดคล้องกับความเห็นของฮินเกล
ที่กล่าวเสริมว่า การนำเอาไปใช้ได้จริง ไม่ว่าจะเป็นวินัยของพุทธศาสนา การทำสมาธิเป็น
ถือเป็นตัวอย่างทางวิทยาศาสตร์ได้ ทำให้ส่วนหนึ่งของพุทธศาสนา มีเหตุมีผล
สำหรับการที่มันมีประโยชน์แก่สุขภาพของคน ถึงแม้ว่าการนับถือพุทธก็คือการผูกพันโลกด้วยความกรุณา
และความเมตตา ยังสอนคนให้เข้าถึงความคล้องจองภายใน เราสามารถเข้าถึงความคล้องจองภายในได้ด้วยการทำสมาธิ
และการเอาใจใส่ต่อโลก เพราะมันไม่ใช่จุดเริ่มต้นหรือจุดจบ