"โคปไทเกอร์ 2006" ภารกิจ การฝึกผสมร่วม
ระหว่าง กองทัพอากาศไทย
สิงคโปร์ และ สหรัฐอเมริกา
กระชับความสัมพันธ์ ทางทหารและสร้างเสริม
ประสบการณ์ เพื่อการรบในสมรภูมิจริง
กองทัพอากาศไทย มีความต้องการ ที่จะไปฝึก
ยังต่างประเทศ เช่นกัน โดยเฉพาะ
ประเทศสหรัฐอเมริกา เพราะมีระบบ
และอุปกรณ์ช่วยฝึกต่างๆ ที่มีความทันสมัย
การฝึกผสมทางทหารส่วนใหญ่จะเป็นไปในลักษณะ "ทวิภาคี" เช่น การฝึกผสม "คอบราโกลด์" ระหว่างกองทัพไทยและสหรัฐอเมริกา แต่บางครั้งประเทศที่เป็นพันธมิตรทางทหารก็มักจะจัดการฝึกผสมแบบ "พหุภาคี" หรือฝึกผสมร่วมกันหลายชาติเพื่อให้เกิดประสบการณ์และการเรียนรู้ซึ่งกันและกันอย่างสูงสุด เช่น การฝึกผสม "โคปไทเกอร์ 2006" ร่วมกันระหว่างกองทัพไทย สิงคโปร์ และสหรัฐอเมริกา
พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) กล่าวว่า การฝึกร่วมผสมโคปไทเกอร์ 2006 เป็นการฝึกพหุภาคี หรือการฝึกหลายชาติระหว่างกองทัพอากาศไทย กองทัพอากาศสิงคโปร์ กองทัพอากาศสหรัฐอเมริกา กองกำลังทางอากาศของกองกำลังรักษาดินแดน และนาวิกโยธินของสหรัฐอเมริกา ซึ่งการฝึกร่วมผสมโคปไทเกอร์มีการจัดฝึกครั้งแรกตั้งแต่ปี 2538 จนมาถึงปัจจุบันเป็นครั้งที่ 12
การฝึกผสมดังกล่าวเป็นการฝึกการปฏิบัติการทางอากาศเชิงรุกและเชิงรับด้วยกำลังทางอากาศขนาดใหญ่ที่สุดในแถบภูมิภาคนี้ โดยมีเครื่องบินจากทั้ง 3 ชาติเข้าร่วมการฝึกมากกว่า 90 ลำ และมีการวางแผนการฝึกกว่า 1,000 เที่ยวบิน โดยจะเป็นการฝึกยุทธวิธีการรบระหว่างเครื่องบินต่างแบบ โดยเฉพาะเครื่องบินที่มีสมรรถนะสูง ซึ่งจะฝึกการโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายภาคพื้นที่มีการต่อต้านจากอาวุธภาคพื้นจำลอง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการปฏิบัติการทางอากาศ
จากประสบการณ์ของนักบิน รวมทั้งเจ้าหน้าที่สนับสนุนการบินของทั้ง 3 ชาติ จะเป็นโอกาสดีที่จะได้เรียนรู้จากประเทศที่มีประสบการณ์ในการรบจริง และมียุทโธปกรณ์ที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงในการรบทางอากาศเพื่อนำมาพัฒนากองทัพอากาศไทยในอนาคตต่อไป
นอกจากนี้ นักบิน ช่าง และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกคนก็จะได้ฝึกการวางแผนการปฏิบัติการทางอากาศ ได้รับความรู้ ประสบการณ์ เพิ่มขีดความสามารถในการปฏิบัติการทางอากาศ และสิ่งที่กองทัพอากาศจะได้รับอีกทางหนึ่งก็คือการได้เสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีกับกองทัพจากมิตรประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะระหว่างตัวบุคคลเอง ซึ่งจะก่อให้เกิดผลดีต่อประสานงานกันในอนาคต
"สิ่งเหล่านี้ย่อมแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของกองทัพอากาศที่มีความพร้อมจะป้องกันประเทศให้พ้นจากศัตรูผู้รุกรานอยู่ตลอดเวลา" ผบ.ทอ.กล่าวด้วยความเชื่อมั่น
สาเหตุที่กองทัพอากาศจากต่างชาติต้องการที่จะร่วมฝึกกับกองทัพอากาศไทย นอกจากยุทธศาสตร์แล้ว ยังเป็นเรื่องของศักยภาพของกองทัพอากาศไทยด้วย
ซึ่งเรื่องนี้ น.อ.ทรงธรรม โชคคณาพิทักษ์ ผู้อำนวยการฝึกผสม โคปไทเกอร์ 2006 ยืนยันว่า สาเหตุมาจากกรณีดังกล่าว ซึ่งก็รวมทั้งความทันสมัย และมีระบบอาวุธระบบการปฏิบัติการต่างๆ ที่ใกล้เคียงกัน สามารถที่จะร่วมสนธิกำลังกันได้ ส่วนนักบินและเจ้าหน้าที่กองทัพอากาศก็มีความรู้ความสามารถเป็นที่ประจักษ์จนทำให้กองทัพอากาศจากต่างประเทศมองว่า มีความคุ้มค่า แม้จะต้องใช้งบประมาณจำนวนมากก็ตาม
ในการฝึกครั้งนี้ กองทัพอากาศไทยใช้งบประมาณในการฝึกประมาณ 6 ล้านบาท ในขณะที่กองทัพอากาศสหรัฐอเมริกาและกองทัพอากาศสิงคโปร์ใช้งบประมาณมากถึง 60 ล้านบาท จากตัวเลขดังกล่าวจึงเห็นได้ว่า การเคลื่อนย้ายกำลังทางอากาศเพื่อไปฝึกยังต่างประเทศนั้นก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายที่สูงมาก"
สาเหตุอีกประการที่ทำให้กองทัพต่างชาติสนใจมาฝึกในประเทศไทย เนื่องจากมีพื้นที่ในห้วงอากาศ ซึ่งสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการฝึกทางอากาศได้ โดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายแก่ประชาชน ในขณะที่หลายๆ ประเทศ ไม่มีพื้นที่ฝึก จึงต้องยอมเสียงบประมาณจำนวนมากในการเคลื่อนย้ายกำลังไปฝึกยังประเทศอื่นๆ เช่น กองทัพอากาศสิงคโปร์ เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม กองทัพอากาศไทยก็มีความต้องการที่จะไปฝึกยังต่างประเทศเช่นกัน โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา เพราะมีระบบและอุปกรณ์ช่วยฝึกต่างๆ ที่มีความทันสมัยและอุปกรณ์เหล่านี้ก็มีมูลค่าที่สูงมาก
น.อ.ทรงธรรม ระบุว่า รูปแบบการฝึกโคปไทเกอร์นั้น จะแบ่งลักษณะการฝึกเป็น 2 ภาคคือ ภาคที่บังคับการ (COMMAND POST EXERCISE หรือ CPX) และ ภาคฝึกปฏิบัติการบิน (FIELD TRAINING EXERCISE หรือ FTX)
ภาคที่บังคับการ จะเป็นการฝึกทดสอบระเบียบปฏิบัติต่างๆ เกี่ยวกับการบิน โดยจะมีการจำลองการวางแผนการปฏิบัติการรบต่างๆ ภายในอาคารฐานทัพอากาศปายาเลบาร์ ประเทศสิงคโปร์
ภาคฝึกปฏิบัติการบิน จะเป็นการฝึกโดยใช้กำลังทางอากาศจริง และมีเครื่องบินรบของทั้ง 3 ชาติเข้าร่วมการฝึก ซึ่งถือเป็นการฝึกปฏิบัติการทางอากาศขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้ โดยจะมีเครื่องบินสมรรถนะสูงเข้าร่วมการฝึกมากกว่า 90 เครื่อง และมีการวางแผนการบินมากกว่า 1,200 เที่ยวบิน
รูปแบบการฝึกจะเป็นการฝึกโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายภาคพื้นที่มีการต่อต้านจากอาวุธภาคพื้นจำลอง (Simulated Ground Threat) ซึ่งการฝึกปฏิบัติการบินนี้จะทำการฝึก ณ กองบิน 1 จ.นครราชสีมา และ ที่ สนามฝึกใช้อาวุธทางอากาศชัยบาดาล จ.ลพบุรี
การฝึกผสมครั้งนี้กองทัพอากาศไทยได้จัดส่งอากาศยาน จำนวน 29 เครื่อง เข้าร่วมการฝึกประกอบด้วย เอฟ-16 จำนวน 12 ลำ, เอฟ-5 จำนวน 8 ลำ, แอล-39 จำนวน 4 ลำ, อัลฟ่าเจ็ต 4 ลำ และ เฮลิคอปเตอร์ อีก 1 ลำ
ในส่วนของกำลังทางภาคพื้น หรือหน่วยต่อสู้อากาศยาน ได้แก่ เรดาร์ แบบ Giraffe 180, เรดาร์ แบบ Giraffe 40, เรดาร์ Skyguard, ระบบป้องกันภัยทางอากาศ เอดีเอดี, หน่วยยิง อาร์บีเอส-70, คิวดับเบิลยู-2 และมีกำลังพลทั้งหมดของกองทัพอากาศที่เข้าร่วมการฝึกครั้งนี้ รวม 750 นาย
ส่วนกองกำลังจากกองทัพอากาศสิงคโปร์ได้ส่งอากาศยานเข้าร่วมการฝึกครั้งนี้ จำนวน 22 เครื่อง หน่วยต่อสู้อากาศยาน และกำลังพลประมาณ 540 คน ขณะที่กองทัพอากาศและนาวิกโยธินสหรัฐได้ส่งอากาศยานจำนวน 35 เครื่อง และกำลังพลรวมประมาณ 760 คน
สำหรับอากาศยานและอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทั้งสองประเทศส่งมาเข้าร่วมการฝึกนั้นล้วนแต่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย และมีสมรรถนะสูงทั้งสิ้น เช่น เครื่องบิน เอฟ-16 ซี/ดี, เอฟ-5 เอส/ที ของสิงคโปร์ และเครื่องบิน เอ-10, อี-3บี ของสหรัฐอเมริกา
น.อ.ทรงธรรม เผยด้วยว่า ในระหว่างการฝึกมีการเชิญกองทัพอากาศออสเตรเลียให้ส่งคณะเจ้าหน้าที่เข้าร่วมสังเกตการณ์การฝึกครั้งนี้ด้วย เพราะในการฝึกผสมโคปไทเกอร์ครั้งต่อๆ ไป นอกจากจะมีกองทัพอากาศไทย สิงคโปร์ และสหรัฐอเมริกาแล้ว ก็จะมีกองทัพอากาศของออสเตรเลียเข้าร่วมการฝึกด้วย
ผู้อำนวยการฝึกผสมโคปไทเกอร์ 2006 เชื่อมั่นว่าจะไม่มีปัญหาขัดข้องใดๆ ในการสนธิกำลังทางอากาศกับกองทัพอากาศสิงคโปร์และสหรัฐอเมริกาในการฝึกครั้งนี้ เพราะก่อนที่จะทำการฝึกภาคปฏิบัติการบิน กำลังทางอากาศของทั้งสามชาติก็เข้าร่วมการฝึกปัญหาภาคที่บังคับการ ณ ฐานทัพอากาศปายาเลบาร์ ประเทศสิงคโปร์มาแล้ว ซึ่งจะทำให้ทุกคนมีความแม่นยำในระเบียบปฏิบัติต่างๆ เกี่ยวกับการบิน
นอกจากนี้ ก่อนที่จะทำการฝึกการบินโดยประกอบกำลังขนาดใหญ่นั้น ทางกองอำนวยการฝึกก็จัดให้กำลังทางอากาศของทั้งสามชาติฝึกบินเพื่อเตรียมความพร้อมก่อน เพื่อให้คุ้นเคยกับพื้นที่และเกิดความคุ้นเคยซึ่งกันและกันก่อให้เกิดความปลอดภัย และได้รับประโยชน์สูงสุดจากการฝึกครั้งนี้
การฝึกผสมโคปไทเกอร์ (COPE TIGER)
ในอดีตกองทัพอากาศได้จัดฝึกผสมร่วมกับกองทัพอากาศสิงคโปร์ คือ การฝึกผสม แอร์ ไทยซิง (AIR THAISING) ณ กองบิน 1 จ.นครราชสีมา เริ่มมาตั้งแต่ปี 2526 ทำการฝึกมาจนถึงปี 2537 รวมทั้งหมด 12 ครั้ง ขณะเดียวกันกองทัพอากาศก็ส่งกำลังเข้าร่วมการฝึกโคปธันเดอร์ (COPE THUNDER) ร่วมกับกองทัพอากาศสหรัฐและกองทัพอากาศมิตรประเทศอื่นๆ ณ ฐานทัพอากาศคลาร์ก ประเทศฟิลิปปินส์ เป็นประจำทุกปี
ทว่า การฝึกโคปธันเดอร์ต้องหยุดไป เนื่องจากเกิดภัยธรรมชาติในประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อปี 2535 ทำให้กองทัพอากาศสหรัฐไม่สามารถทำการฝึกต่อที่ประเทศฟิลิปปินส์ได้
ต่อมา กองทัพอากาศสหรัฐเล็งเห็นว่า ประเทศไทยมีศักยภาพสูง และพร้อมสำหรับการฝึกการใช้กำลังทางอากาศขนาดใหญ่ จึงย้ายการฝึกดังกล่าวเข้ามาฝึกภายในประเทศไทย
คณะรัฐมนตรี มีมติเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2536 อนุมัติให้มีการฝึกพหุภาคี หรือการฝึกหลายชาติ (MULTILATERAL EXERCISE) ระหว่างกองทัพอากาศไทย สิงคโปร์ และสหรัฐอเมริกา
โดยจัดการฝึกครั้งแรกเมื่อปี 2538 ใช้รหัสการฝึกว่า โคปไทเกอร์ ใช้พื้นที่การฝึกของกองบิน 1 จ.นครราชสีมา สนามฝึกใช้อาวุธทางอากาศชัยบาดาล จ.ลพบุรี และสนามฝึกใช้อาวุธทางอากาศน้ำพอง จ.ขอนแก่น เป็นหลัก
ปัญญา ทิ้วสังวาลย์
PANYA@SAITHAHARN.COM