คมชัดลึก Komchadluek.comคมชัดลึก Komchadluek.comคมชัดลึก Komchadluek.com

วันพุธที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2551

Nation Group GO
ค้นหาข่าวย้อนหลัง


ฝึกผสม "โคปไทเกอร์ 2006" ไทย-สิงคโปร์-สหรัฐอเมริกา

"โคปไทเกอร์ 2006" ภารกิจ การฝึกผสมร่วม ระหว่าง กองทัพอากาศไทย สิงคโปร์ และ สหรัฐอเมริกา กระชับความสัมพันธ์ ทางทหารและสร้างเสริม ประสบการณ์ เพื่อการรบในสมรภูมิจริง

กองทัพอากาศไทย มีความต้องการ ที่จะไปฝึก ยังต่างประเทศ เช่นกัน โดยเฉพาะ ประเทศสหรัฐอเมริกา เพราะมีระบบ และอุปกรณ์ช่วยฝึกต่างๆ ที่มีความทันสมัย

การฝึกผสมทางทหารส่วนใหญ่จะเป็นไปในลักษณะ "ทวิภาคี" เช่น การฝึกผสม "คอบราโกลด์" ระหว่างกองทัพไทยและสหรัฐอเมริกา แต่บางครั้งประเทศที่เป็นพันธมิตรทางทหารก็มักจะจัดการฝึกผสมแบบ "พหุภาคี" หรือฝึกผสมร่วมกันหลายชาติเพื่อให้เกิดประสบการณ์และการเรียนรู้ซึ่งกันและกันอย่างสูงสุด เช่น การฝึกผสม "โคปไทเกอร์ 2006" ร่วมกันระหว่างกองทัพไทย สิงคโปร์ และสหรัฐอเมริกา

พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) กล่าวว่า การฝึกร่วมผสมโคปไทเกอร์ 2006 เป็นการฝึกพหุภาคี หรือการฝึกหลายชาติระหว่างกองทัพอากาศไทย กองทัพอากาศสิงคโปร์ กองทัพอากาศสหรัฐอเมริกา กองกำลังทางอากาศของกองกำลังรักษาดินแดน และนาวิกโยธินของสหรัฐอเมริกา ซึ่งการฝึกร่วมผสมโคปไทเกอร์มีการจัดฝึกครั้งแรกตั้งแต่ปี 2538 จนมาถึงปัจจุบันเป็นครั้งที่ 12

การฝึกผสมดังกล่าวเป็นการฝึกการปฏิบัติการทางอากาศเชิงรุกและเชิงรับด้วยกำลังทางอากาศขนาดใหญ่ที่สุดในแถบภูมิภาคนี้ โดยมีเครื่องบินจากทั้ง 3 ชาติเข้าร่วมการฝึกมากกว่า 90 ลำ และมีการวางแผนการฝึกกว่า 1,000 เที่ยวบิน โดยจะเป็นการฝึกยุทธวิธีการรบระหว่างเครื่องบินต่างแบบ โดยเฉพาะเครื่องบินที่มีสมรรถนะสูง ซึ่งจะฝึกการโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายภาคพื้นที่มีการต่อต้านจากอาวุธภาคพื้นจำลอง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการปฏิบัติการทางอากาศ

จากประสบการณ์ของนักบิน รวมทั้งเจ้าหน้าที่สนับสนุนการบินของทั้ง 3 ชาติ จะเป็นโอกาสดีที่จะได้เรียนรู้จากประเทศที่มีประสบการณ์ในการรบจริง และมียุทโธปกรณ์ที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงในการรบทางอากาศเพื่อนำมาพัฒนากองทัพอากาศไทยในอนาคตต่อไป

นอกจากนี้ นักบิน ช่าง และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกคนก็จะได้ฝึกการวางแผนการปฏิบัติการทางอากาศ ได้รับความรู้ ประสบการณ์ เพิ่มขีดความสามารถในการปฏิบัติการทางอากาศ และสิ่งที่กองทัพอากาศจะได้รับอีกทางหนึ่งก็คือการได้เสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีกับกองทัพจากมิตรประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะระหว่างตัวบุคคลเอง ซึ่งจะก่อให้เกิดผลดีต่อประสานงานกันในอนาคต

"สิ่งเหล่านี้ย่อมแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของกองทัพอากาศที่มีความพร้อมจะป้องกันประเทศให้พ้นจากศัตรูผู้รุกรานอยู่ตลอดเวลา" ผบ.ทอ.กล่าวด้วยความเชื่อมั่น

สาเหตุที่กองทัพอากาศจากต่างชาติต้องการที่จะร่วมฝึกกับกองทัพอากาศไทย นอกจากยุทธศาสตร์แล้ว ยังเป็นเรื่องของศักยภาพของกองทัพอากาศไทยด้วย

ซึ่งเรื่องนี้ น.อ.ทรงธรรม โชคคณาพิทักษ์ ผู้อำนวยการฝึกผสม โคปไทเกอร์ 2006 ยืนยันว่า สาเหตุมาจากกรณีดังกล่าว ซึ่งก็รวมทั้งความทันสมัย และมีระบบอาวุธระบบการปฏิบัติการต่างๆ ที่ใกล้เคียงกัน สามารถที่จะร่วมสนธิกำลังกันได้ ส่วนนักบินและเจ้าหน้าที่กองทัพอากาศก็มีความรู้ความสามารถเป็นที่ประจักษ์จนทำให้กองทัพอากาศจากต่างประเทศมองว่า มีความคุ้มค่า แม้จะต้องใช้งบประมาณจำนวนมากก็ตาม

“ในการฝึกครั้งนี้ กองทัพอากาศไทยใช้งบประมาณในการฝึกประมาณ 6 ล้านบาท ในขณะที่กองทัพอากาศสหรัฐอเมริกาและกองทัพอากาศสิงคโปร์ใช้งบประมาณมากถึง 60 ล้านบาท จากตัวเลขดังกล่าวจึงเห็นได้ว่า การเคลื่อนย้ายกำลังทางอากาศเพื่อไปฝึกยังต่างประเทศนั้นก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายที่สูงมาก"

สาเหตุอีกประการที่ทำให้กองทัพต่างชาติสนใจมาฝึกในประเทศไทย เนื่องจากมีพื้นที่ในห้วงอากาศ ซึ่งสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการฝึกทางอากาศได้ โดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายแก่ประชาชน ในขณะที่หลายๆ ประเทศ ไม่มีพื้นที่ฝึก จึงต้องยอมเสียงบประมาณจำนวนมากในการเคลื่อนย้ายกำลังไปฝึกยังประเทศอื่นๆ เช่น กองทัพอากาศสิงคโปร์ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม กองทัพอากาศไทยก็มีความต้องการที่จะไปฝึกยังต่างประเทศเช่นกัน โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา เพราะมีระบบและอุปกรณ์ช่วยฝึกต่างๆ ที่มีความทันสมัยและอุปกรณ์เหล่านี้ก็มีมูลค่าที่สูงมาก

น.อ.ทรงธรรม ระบุว่า รูปแบบการฝึกโคปไทเกอร์นั้น จะแบ่งลักษณะการฝึกเป็น 2 ภาคคือ ภาคที่บังคับการ (COMMAND POST EXERCISE หรือ CPX) และ ภาคฝึกปฏิบัติการบิน (FIELD TRAINING EXERCISE หรือ FTX)

ภาคที่บังคับการ จะเป็นการฝึกทดสอบระเบียบปฏิบัติต่างๆ เกี่ยวกับการบิน โดยจะมีการจำลองการวางแผนการปฏิบัติการรบต่างๆ ภายในอาคารฐานทัพอากาศปายาเลบาร์ ประเทศสิงคโปร์

ภาคฝึกปฏิบัติการบิน จะเป็นการฝึกโดยใช้กำลังทางอากาศจริง และมีเครื่องบินรบของทั้ง 3 ชาติเข้าร่วมการฝึก ซึ่งถือเป็นการฝึกปฏิบัติการทางอากาศขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้ โดยจะมีเครื่องบินสมรรถนะสูงเข้าร่วมการฝึกมากกว่า 90 เครื่อง และมีการวางแผนการบินมากกว่า 1,200 เที่ยวบิน

รูปแบบการฝึกจะเป็นการฝึกโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายภาคพื้นที่มีการต่อต้านจากอาวุธภาคพื้นจำลอง (Simulated Ground Threat) ซึ่งการฝึกปฏิบัติการบินนี้จะทำการฝึก ณ กองบิน 1 จ.นครราชสีมา และ ที่ สนามฝึกใช้อาวุธทางอากาศชัยบาดาล จ.ลพบุรี

การฝึกผสมครั้งนี้กองทัพอากาศไทยได้จัดส่งอากาศยาน จำนวน 29 เครื่อง เข้าร่วมการฝึกประกอบด้วย เอฟ-16 จำนวน 12 ลำ, เอฟ-5 จำนวน 8 ลำ, แอล-39 จำนวน 4 ลำ, อัลฟ่าเจ็ต 4 ลำ และ เฮลิคอปเตอร์ อีก 1 ลำ

ในส่วนของกำลังทางภาคพื้น หรือหน่วยต่อสู้อากาศยาน ได้แก่ เรดาร์ แบบ Giraffe 180, เรดาร์ แบบ Giraffe 40, เรดาร์ Skyguard, ระบบป้องกันภัยทางอากาศ เอดีเอดี, หน่วยยิง อาร์บีเอส-70, คิวดับเบิลยู-2 และมีกำลังพลทั้งหมดของกองทัพอากาศที่เข้าร่วมการฝึกครั้งนี้ รวม 750 นาย

ส่วนกองกำลังจากกองทัพอากาศสิงคโปร์ได้ส่งอากาศยานเข้าร่วมการฝึกครั้งนี้ จำนวน 22 เครื่อง หน่วยต่อสู้อากาศยาน และกำลังพลประมาณ 540 คน ขณะที่กองทัพอากาศและนาวิกโยธินสหรัฐได้ส่งอากาศยานจำนวน 35 เครื่อง และกำลังพลรวมประมาณ 760 คน

สำหรับอากาศยานและอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทั้งสองประเทศส่งมาเข้าร่วมการฝึกนั้นล้วนแต่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย และมีสมรรถนะสูงทั้งสิ้น เช่น เครื่องบิน เอฟ-16 ซี/ดี, เอฟ-5 เอส/ที ของสิงคโปร์ และเครื่องบิน เอ-10, อี-3บี ของสหรัฐอเมริกา

น.อ.ทรงธรรม เผยด้วยว่า ในระหว่างการฝึกมีการเชิญกองทัพอากาศออสเตรเลียให้ส่งคณะเจ้าหน้าที่เข้าร่วมสังเกตการณ์การฝึกครั้งนี้ด้วย เพราะในการฝึกผสมโคปไทเกอร์ครั้งต่อๆ ไป นอกจากจะมีกองทัพอากาศไทย สิงคโปร์ และสหรัฐอเมริกาแล้ว ก็จะมีกองทัพอากาศของออสเตรเลียเข้าร่วมการฝึกด้วย

ผู้อำนวยการฝึกผสมโคปไทเกอร์ 2006 เชื่อมั่นว่าจะไม่มีปัญหาขัดข้องใดๆ ในการสนธิกำลังทางอากาศกับกองทัพอากาศสิงคโปร์และสหรัฐอเมริกาในการฝึกครั้งนี้ เพราะก่อนที่จะทำการฝึกภาคปฏิบัติการบิน กำลังทางอากาศของทั้งสามชาติก็เข้าร่วมการฝึกปัญหาภาคที่บังคับการ ณ ฐานทัพอากาศปายาเลบาร์ ประเทศสิงคโปร์มาแล้ว ซึ่งจะทำให้ทุกคนมีความแม่นยำในระเบียบปฏิบัติต่างๆ เกี่ยวกับการบิน

นอกจากนี้ ก่อนที่จะทำการฝึกการบินโดยประกอบกำลังขนาดใหญ่นั้น ทางกองอำนวยการฝึกก็จัดให้กำลังทางอากาศของทั้งสามชาติฝึกบินเพื่อเตรียมความพร้อมก่อน เพื่อให้คุ้นเคยกับพื้นที่และเกิดความคุ้นเคยซึ่งกันและกันก่อให้เกิดความปลอดภัย และได้รับประโยชน์สูงสุดจากการฝึกครั้งนี้

การฝึกผสมโคปไทเกอร์ (COPE TIGER)

ในอดีตกองทัพอากาศได้จัดฝึกผสมร่วมกับกองทัพอากาศสิงคโปร์ คือ การฝึกผสม แอร์ ไทยซิง (AIR THAISING) ณ กองบิน 1 จ.นครราชสีมา เริ่มมาตั้งแต่ปี 2526 ทำการฝึกมาจนถึงปี 2537 รวมทั้งหมด 12 ครั้ง ขณะเดียวกันกองทัพอากาศก็ส่งกำลังเข้าร่วมการฝึกโคปธันเดอร์ (COPE THUNDER) ร่วมกับกองทัพอากาศสหรัฐและกองทัพอากาศมิตรประเทศอื่นๆ ณ ฐานทัพอากาศคลาร์ก ประเทศฟิลิปปินส์ เป็นประจำทุกปี

ทว่า การฝึกโคปธันเดอร์ต้องหยุดไป เนื่องจากเกิดภัยธรรมชาติในประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อปี 2535 ทำให้กองทัพอากาศสหรัฐไม่สามารถทำการฝึกต่อที่ประเทศฟิลิปปินส์ได้

ต่อมา กองทัพอากาศสหรัฐเล็งเห็นว่า ประเทศไทยมีศักยภาพสูง และพร้อมสำหรับการฝึกการใช้กำลังทางอากาศขนาดใหญ่ จึงย้ายการฝึกดังกล่าวเข้ามาฝึกภายในประเทศไทย

คณะรัฐมนตรี มีมติเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2536 อนุมัติให้มีการฝึกพหุภาคี หรือการฝึกหลายชาติ (MULTILATERAL EXERCISE) ระหว่างกองทัพอากาศไทย สิงคโปร์ และสหรัฐอเมริกา

โดยจัดการฝึกครั้งแรกเมื่อปี 2538 ใช้รหัสการฝึกว่า โคปไทเกอร์ ใช้พื้นที่การฝึกของกองบิน 1 จ.นครราชสีมา สนามฝึกใช้อาวุธทางอากาศชัยบาดาล จ.ลพบุรี และสนามฝึกใช้อาวุธทางอากาศน้ำพอง จ.ขอนแก่น เป็นหลัก


ปัญญา ทิ้วสังวาลย์ PANYA@SAITHAHARN.COM


<< ย้อนหลัง




พระเครื่อง คม ชัด ลึก
ตะลุยกองทัพ
ดูดวง
ภาษาอังกฤษ ง่ายนิดเดียว
ฮอตไลน์ สายรัก
รักสุขภาพ
ชุมชนไทย ในต่างแดน
ย้อนหลังข่าวเด่น



จดหมายถึง บก.
ร้องทุกข์
เปิดซอง ส่องไทย
นักข่าว ชาวบ้าน "คม ชัด ลึก"
ห้องสนทนา
การเมือง
ทักทาย บันเทิง
คุยเฟื่อง เรื่องกีฬา
ชุมนุม คนชอบชิม


ใส่ตำแหน่งงาน
หาตามสายอาชีพ
ตำแหน่งยอดนิยม
หางานผ่านมือถือ »

คม ชัด ลึก ฝึกอาชีพ
คมชัดลึก PDA


komchadluek สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537