คมชัดลึก Komchadluek.comคมชัดลึก Komchadluek.comคมชัดลึก Komchadluek.com

ค้นหาข่าวย้อนหลัง


แกะรอย"วัน ฟาเดร์ เจ๊ะมาน" ประธานขบวนการเบอร์ซาตู

แกะรอย "วัน ฟาเดร์ เจ๊ะมาน" ประธานขบวนการ เบอร์ซาตู พบประวัติไม่ธรรมดา จบฮาวาร์ด เป็นอาจารย์ บรรยาย ในมาเลเซีย-บรูไน ก่อนผันตัว มาเป็น หัวหน้าองค์กร กู้ชาติ ปัตตานี

"ผมพร้อมที่จะเป็น ตัวแทน ของขบวนการ เพื่อเจรจา กับรัฐบาลไทย หากมีการเจรจา เกิดขึ้น เพื่อหาหนทาง แก้ปัญหา แต่ไม่ใช่ชักชวน ให้ขบวนการยุติ การต่อสู้ หรือมอบตัว"

ชายชื่อ วัน ฟาเดร์ เจ๊ะมาน ประธานขบวนการเบอร์ซาตู เคยทำให้ทางการไทยกระอักกระอ่วนใจไม่น้อย เมื่อมีข่าวปูดออกมาว่า มีบุคคลระดับสูงในรัฐบาลไทยดอดไปเจรจากับเขาเพื่อต่อรองให้กลุ่มก่อความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนใต้ยุติความเคลื่อนไหว โดยจะยื่นข้อแลกเปลี่ยนบางอย่างให้พิจารณา ร้อนถึงคนโตในฟากรัฐบาลต้องออกมาปฏิเสธกันจ้าละหวั่นว่า ไม่ได้มีการต่อรอง และให้ราคาบุคคลผู้นี้ถึงขนาดนั้น

กระนั้นก็ตาม ชื่อของ ดร.วัน ฟาเดร์ ก็เป็นที่จับตาของฝ่ายความมั่นคงไทยมานาน เนื่องจากเป็นเวลาเกือบ 15 ปีแล้วที่เขาเลือกที่จะทิ้งหน้าที่อาจารย์บรรยายพิเศษภาควิชารัฐศาสตร์ในประเทศมาเลเซียและบรูไน โดยทุ่มเวลาส่วนใหญ่ให้กับการประชุมร่วมระหว่างแกนนำกลุ่มต่างๆ เพื่อหาแนวทางการต่อสู้กู้เอกราชปัตตานี และมีบทบาทการเคลื่อนไหวทางการเมือง ทั้งในต่างประเทศและการปฏิบัติการจริงในประเทศไทย

ดร.วัน ฟาเดร์ เริ่มเปิดเผยสถานะของตัวเองให้ได้รับรู้เป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2543 หลังจากได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานขบวนการเบอร์ซาตู โดยเขาได้ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ให้แกนนำกลุ่มกู้ชาติ 8 กลุ่ม ซึ่งเข้าร่วมประชุมในวาระยกร่างรัฐธรรมนูญ "ประเทศมลายูปัตตานี" ได้รับฟังถึงแนวทางการรวมกันเป็นหนึ่งเดียวในการต่อสู้เพื่อเอกราชปัตตานี โดยมีความตอนหนึ่ง ดังนี้

"...พวกเราในนามผู้นำ และนักต่อสู้ของขบวนการเบอร์ซาตูเพื่อเอกราชปัตตานี และคณะกรรมการประชาชนชาวมลายูปัตตานีได้ถือโอกาสอวยพรให้การก่อตั้งสภาการประชุมเพื่อบรรลุถึงเป้าหมายในการพลีชีพต่อประชาติอิสลามทั้งมวล ตลอดทั้งลัทธิการกลืนชาติจากการปกครองของไทย..."

นอกจากนี้ สาระสำคัญของสุนทรพจน์เต็มไปด้วยข้อความปลุกใจเพื่อให้กลุ่มขบวนการลุกขึ้นมาต่อสู้ เช่น

"...พวกเราจะทำการพลีชีพเพื่อต่อต้านจักรวรรดินิยมของพวกนอกศาสนา ซึ่งเป็นกฎข้อบังคับต่อชาวอิสลามทุกคน โดยไม่มีฝ่ายใดจะปฏิเสธได้ ความสำเร็จหรือความปราชัยในการต่อสู้ที่กำลังดำเนินการต่อสู้โดยชาติมลายูอิสลามปัตตานีในปัจจุบันนี้จะเป็นแบบอย่างแก่ประชาชาติอิสลามทั้งมวล โดยเฉพาะชาติมลายูส่วนรวม..."

ทว่า ในระยะแรก การเปิดตัวและการกล่าวสุทรพจน์ของประธานเบอร์ซาตู ดูเหมือนว่า หน่วยงานความมั่นคงของไทยจะให้ความสนใจน้อยมาก เพราะมองว่าเป็นการเผยตัวของแกนนำแนวร่วมขบวนการที่ไม่มีบทบาทอะไรในการสั่งการก่อการร้ายในประเทศไทย

แต่ในความเป็นจริง การเปิดตัวครั้งดังกล่าวได้กลุ่มก่อความไม่สงบทั้ง 4 กลุ่มในไทย คือ พูโลใหม่, บีอาร์เอ็น, บีไอพีพี และ จีเอ็มไอพี สามารถรวมตัวได้เป็นครั้งแรกในนาม "ขบวนการเบอร์ซาตู"

จุดแข็งที่สุดประการหนึ่งของขบวนการนี้ คือ การนำทีม "นักวิชาการ" สายต่างๆ เข้ามาร่วมกันยกร่างสภาองค์กร โดยหลักฐานที่ยึดได้จากบ้าน นายมะแซ อุเซ็ง แกนนำ บีอาร์เอ็น เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2546 ทำให้หน่วยงานความมั่นคงพบโครงสร้างสภาองค์กรนำ( dpp. dewan pimpinan parti) ซึ่งเป็นแผนการต่อสู้ทางยุทธศาสตร์ 7 ขั้นตอน ครอบคลุมในทุกระดับ (ระดับเขต/ระดับจังหวัด/ระดับหมู่บ้าน)

โครงสร้างหลักของสภาองค์กรนำตามที่กองทัพภาค 4 วิเคราะห์มีความสอดคล้องกับแผนต่างๆ ที่กำหนดไว้ในแผนปฏิวัติ 7 ขั้นตอน โดยโครงสร้างระดับบริหารมีประธาน และรองประธานเป็นผู้นำ มีฝ่ายรับผิดชอบ 7 ฝ่าย คือ 1.ฝ่ายต่างประเทศ 2.ฝ่ายทหาร 3.ฝ่ายเยาวชน 4.ฝ่ายปฏิบัติการจิตวิทยามวลชน 5.ฝ่ายศาสนา 6.ฝ่ายเศรษฐกิจ และ 7.ฝ่ายเขต/พื้นที่ ซึ่งทุกฝ่ายจะต้องปฏิบัติตามแผนสภาองค์กรนำ

จากเอกสารหลักฐานที่ยึดได้ยังระบุด้วยว่า หากการปฏิวัติสำเร็จจะสถาปนาจัดตั้ง "รัฐปัตตานี" โดยภาพวาด และข้อความที่เขียนเป็นภาษายาวีได้แบ่งการปกครองของรัฐที่จะเกิดขึ้น ดังนี้

เขต 1 ปัตตานีอูตารา (ปัตตานีตะวันออก) ได้แก่ พื้นที่ส่วนใหญ่ของ จ.นราธิวาส และปัตตานีบางส่วน

เขต 2 ปัตตานีตือเงาะ (ปัตตานีกลาง) ได้แก่ พื้นที่ส่วนใหญ่ของ จ.ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสงขลา

การเคลื่อนไหวที่ "เป็นข่าว" ครั้งล่าสุดของ ดร.วัน ฟาเดร์ คือ การเสวนาเกี่ยวกับสถานการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ณ วิทยาลัยแห่งชาติกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2547 โดยเขาตั้งข้อสังเกตว่า "เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีสาเหตุหลักเกิดจากปัญหาการเมือง และสามารถแก้ไขได้โดยการเจรจาทางการเมืองเท่านั้น"

เขา ยังตั้งข้อสังเกตที่แหลมคมไว้ด้วยว่า รัฐบาลไทยแก้ไขปัญหาผิดพลาด โดยเฉพาะการเจรจากับผู้นำศาสนาในพื้นที่ ซึ่งไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ จึงต้องหาแนวทางการเจรจาระหว่างตัวแทนของรัฐบาล และตัวแทนของกลุ่มแบ่งแยกดินแดน

"ผมพร้อมที่จะเป็นตัวแทนของขบวนการเพื่อเจรจากับรัฐบาลไทย หากมีการเจรจาเกิดขึ้นเพื่อหาหนทางแก้ปัญหา แต่ไม่ใช่ชักชวนให้ขบวนการยุติการต่อสู้หรือมอบตัว และทางกลุ่มควรจะได้รับโอกาสแสดงความคิดเห็นต่อมาตรการด้านการเมืองและอื่นๆ" ดร.วัน ฟาเดร์ กล่าว

ประธานเบอร์ซาตู ยังกล่าวทิ้งท้ายเอาไว้อย่างน่าคิดว่า "ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ซึ่งมีประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิมเกิดขึ้นเพราะความไม่เป็นธรรมการแบ่งแยกการปฏิบัติ โดยจะเห็นได้จากหลายๆ ด้าน เช่น ชาวมุสลิมถูกลักพาตัวหายไปจากพื้นที่ก็ไม่สามารถเอาผิดกับใครได้ สุดท้ายสถานการณ์ความรุนแรงจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น เพราะรัฐบาลไทยแก้ปัญหาผิดพลาด"

สิ่งที่น่าจับตามองอีกประการของขบวนการใหม่นี้ก็คือ การกำหนดแนวทางการต่อสู้ โดยประเมินจากความล้มเหลวของแผนการกู้ชาติ 3ประการ คือ

1.บรรดาผู้นำ และประชาชนมลายูปัตตานีไม่มีเอกภาพในการต่อสู้

2.บรรดานักต่อสู้ชาวมลายูปัตตานีไม่สามารถสร้างสัญลักษณ์ให้เป็นประจักษ์พยานว่า ปัตตานีมีประวัติศาสตร์ และเป็นประเทศที่มีสิทธิเสรีภาพ

3.การต่อสู้ของพวกเขายังไม่เป็นที่ยอมรับของชาวอิสลาม และสังคมนานาชาติ การต่อสู้ดังกล่าวจึงน่าจะได้รับการสนับสนุนช่วยเหลือ พวกเขายังค้นพบถึงความล้มเหลวของแผนกู้ชาติที่ผ่านมาอีกว่า ชะตากรรมของมลายูปัตตานีใน 4 จังหวัดภาคใต้ของประเทศไทยจะ "เป็น" หรือ "ตาย" ขึ้นอยู่กับสาเหตุ 5 ประการ คือ

1.นโยบายการกลืนชาติของรัฐบาลไทย

2.บทบาทการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยปัตตานี

3.บทบาทของกลุ่มคนมลายูที่รับใช้รัฐบาลไทย

4.บทบาทผู้นำศาสนา

5.บทบาทประชาชนมลายูปัตตานี

อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวดังกล่าว โดยเรียกร้องให้มีการ "เจรจาทางการเมือง" ทางหน่วยงานความมั่นคงของไทยมองว่า หากมีการเจรจาก็เท่ากับ "เข้าทาง" ของกลุ่มขบวนการ ซึ่งจะฉวยโอกาสป่าวประกาศให้องค์กรอิสลามโลกรู้ว่ารัฐบาลผลัดถิ่นเบอร์ซาตูมีตัวตน จนทำให้รัฐบาลต้องยอมเจรจาตามหลักสันติภาพสากล ซึ่งย่อมไม่เป็นผลดีต่อความมั่นคงของชาติในระยะยาว

ฉะนั้น การแก้ปัญหาสามจังหวัดชายแดนใต้จึงยังคงอึมครึมต่อไป ท่ามกลางบรรยากาศแห่งการฆ่าฟันกันเป็นรายวัน และคนที่ต้องรับเคราะห์กรรม มากที่สุดย่อมหนีไม่พ้นชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ในพื้นที่นั่นเอง

ประวัติ ดร.วัน ฟาเดร์ เจ๊ะมาน

ชื่อ-สกุล ฟาเดร์ เจ๊ะมาน

ชื่อเล่น/ชื่ออื่น ๆ ฟาเดร์ เจ๊ะมาน/วันกาเดร์/ดร.พาเตร์ อุสมัน/กอเดร์ เจ๊ะมาน/มะห์ดี ดาอูด/เจ๊ะแม บินกาเดร์

เชื้อชาติ สัญชาติ ศาสนา ไทย/ไทย-มาเลเซีย/อิสลาม/(บุคคลสองสัญชาติ)

อายุ 60 ปี

ที่เกิด อ.สายบุรี จ. ปัตตานี

ที่อยู่ในต่างประเทศ มาเลเซีย,บรูไน

ชื่อบิดา ไม่ทราบชื่อ แต่ทราบว่าเป็นญาติสนิทกับตระกูลโต๊ะมีนา (เป็นลูกพี่ลูกน้องกับหะยีสุหลง อับดุลกาเตร์)

สถานภาพ สมรส ภรรยา ชื่อ นางงามซะห์ บุตรสาวของ นายศิริ อับดุลสาและ อดีตนายกเทศมนตรีเมืองนราธิวาส (เสียชีวิตแล้ว) นายศิริ เป็นพี่ชายของนายหัสดิน อับดุลสาและ ผู้นำกลุ่ม BIPP ปัจจุบันนางงามซะห์ ทำงานเป็นลูกจ้างท้องถิ่นประจำสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศบรูไน

การศึกษา สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี จากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด (HAWARD) สหรัฐอเมริกา, สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท จากมหาวิทยาลัยในรัฐปีนัง ประเทศมาเลเซีย,สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก ในสาขาวิชารัฐศาสตร์ จากประเทศออสเตรเลีย

อาชีพ เป็นอาจารย์พิเศษบรรยายในภาควิชารัฐศาสตร์ประจำมหาวิทยาลัยแห่งบรูไน ประเทศบรูไน ดารุสลาม (ปรากฏข่าวสารว่า ในห้วงหลังจากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี เคยทำงานอยู่ที่สำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท (รพช.) ในกรุงเทพฯ)


ประยุทธ สิวายะวิโรจน์


<< ย้อนหลัง