![]() ![]() ![]() |
|
![]() | ||||||||
| ||||||||
|
![]() "ชาวบ้านรอบกองบิน 23 สุดทน เอฟ-16 บินขึ้นลง เสียงดังสนั่นหวั่นไหว แทบไม่เป็นอันกินอันนอน เตรียมล่ารายชื่อค้าน ส่วนผู้ว่าฯ อุดรฯ ยอมรับ ทำอะไรไม่ได้ เหตุเป็นนโยบายรัฐบาล" ผลกระทบ ที่น่าเป็นห่วง ในกรณีที่ กองทัพอากาศ สิงคโปร์ มาขอใช้สนามบิน กองบิน 23 จ.อุดรธานี นอกจาก เรื่องอธิปไตย และ ความสัมพันธ์ ระหว่างประเทศแล้ว ปัญหาเรื่อง "มลภาวะทางเสียง" ซึ่งเกิดจาก พลังเครื่องยนต์เจ็ต ของเครื่องบินเอฟ-16 ทำให้ชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงเริ่มรู้สึกว่า ถูกรุกรานมากขึ้นทุกขณะ ครั้งแรกที่ชาวบ้านย่านนั้นรู้ซึ้งถึงพิษสงของคลื่นเสียงเครื่องบินเจ็ต ก็คือคราวที่กองทัพสิงคโปร์นำเครื่องบินขับไล่ แบบ เอฟ-16 และ เอฟ-5 มาฝึกบิน และเพิ่งเสร็จสิ้นการฝึกไปเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2548 จากนั้นก็จะนำเครื่องกว่า 20 ลำมาฝึกบินอย่างยาวนานรวดเดียวถึง 15 ปี !!! รายละเอียดของการฝึกในครั้งแรก กองทัพอากาศสิงคโปร์ได้ส่งเครื่องบิน เอฟ-16 จำนวน 2 ฝูงบิน (12 ลำ) เครื่องบินแบบ เอฟ-5 จำนวน 1 ฝูงบิน (8 ลำ) และกำลังทหารทั้งหมด 250 นาย เริ่มฝึกบินตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม-11 พฤศจิกายน 2548 โดยฝึกบินวันละ 3 เที่ยว (เช้า บ่าย และเย็น) ส่วนเครื่องที่มีเสียงดังมากที่สุด คือ เอฟ-16 ที่กองทัพสิงคโปร์ส่งเครื่องมาฝึกเมื่อต้นเดือนเมษายน นายเกษตร ไตรรัมย์ อายุ 57 ปี อดีตประธานชุมชนบ้านช้าง เขตเทศบาลนครอุดรธานี ซึ่งอยู่ติดกับสนามบินกองบิน 23 สะท้อนถึงความเดือดร้อนของชาวบ้านในชุมชนว่า ช่วงที่เครื่องบินขับไล่ของสิงคโปร์มาฝึกบินได้สร้างความเดือดร้อนรำคาญให้ชาวบ้านเป็นอย่างมาก เช่น ร.ร.ชุมชนบ้านช้าง ซึ่งสอนเด็กตั้งแต่ชั้นอนุบาลถึงป.6 ก็สอนกันไม่รู้เรื่อง ส่วนเด็กแรกเกิด และคนชราก็ต้องผวาตกใจตื่นเมื่อได้ยินเสียงเครื่องบิน ไม่ใช่แต่เฉพาะชุมชนบ้านช้างเท่านั้นที่ได้รับความเดือดร้อน เพราะยังมีชาวชุมชนใกล้เคียง เช่น หนองใหญ่, นาดี, หนองหิน, โพธิ์ทอง, หนองเตาเหล็ก และ ดอนอุดม ก็ได้รับความเดือดร้อนด้วย
ความเดือดร้อนเมื่อมาถึงขีดสุด ก็มีประธานชุมชนท่านหนึ่ง ออกมาเคลื่อนไหวรวบรวมรายชื่อผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนมากที่สุดส่งไปให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี พิจารณาเปลี่ยนสถานที่ฝึกใหม่ เพราะถ้าขืนมาฝึกอยู่แบบนี้ตลอด 15 ปี ชาวบ้านและเด็กต้องเป็นโรคหูตึงกันไปหมดแน่ "ไม่รู้ว่าผู้นำทางทหาร หรือผู้นำประเทศคิดอย่างไรที่ให้ต่างชาติมาฝึกบินในบ้านเรา เพราะไม่รู้ว่าเขามาฝึกบินหรือมาถ่ายรูปแผนที่ยุทธศาสตร์กันแน่ และขนาดเครื่องบินของเราอย่างอัลฟาเจ็ตก็ว่าเสียงดังมากแล้ว แต่พอมาเปรียบเทียบกับเครื่อง เอฟ 16 กลับเสียงดังมากกว่าเดิมเป็นเท่าตัว ชาวบ้านจะไปทนได้อย่างไร ทำไมถึงไม่มีการสอบถามชาวบ้านในพื้นที่ก่อนว่า จะทนกับเสียงดังขนาดนี้ได้ไหม และต้องการให้มาฝึกบินหรือไม่" ประธานชุมชนบ้านช้าง ทวงถามรัฐบาล ด้าน น.ส.แก้ว เพชรราช อายุ 20 ปี ชาวหมู่บ้านรุ่งเรือง ในเขตชุมชนโพธิ์ทอง บรรยายความทุกข์ร้อนของตนว่า บ้านของเธอเปิดร้านขายของชำ และมีพื้นที่ติดกับทางขึ้นของเครื่องบิน โดยพื้นที่ตรงนี้จะได้ยินเสียงเครื่องบินดังกว่าทุกชุมชน เพราะเครื่องบินจะขึ้นลงทีละ 5-6 ลำเป็นประจำ "ถ้าเป็นตอนกลางคืนจะเห็นเปลวไฟเป็นทางยาวที่ช่วงท้ายของเครื่องบิน ซึ่งส่งเสียงดังจนทำให้กระจกในร้านสั่นสะเทือนทุกครั้ง ส่วนเด็กเล็กต่างก็วิ่งหาที่หลบ และเอามือปิดหูทั้งสองข้าง โดยระยะเวลากว่า 2 เดือนก็ชักจะเริ่มชินบ้าง แต่ถ้าให้เลือก ก็ขออย่าให้มาฝึกบินเลยจะดีกว่า เพราะลูกค้ามาซื้อของพูดจากันไม่รู้เรื่องจนแทบจะใช้ภาษามือกันแล้ว" สาวร้านชำ กล่าวอย่างระอา ขณะที่ นายสุพจน์ นามอุตวงศ์ ประธานชุมชนบ้านเดื่อ ร่วมระบายด้วยว่า แม้ชุมชนของตนจะอยู่ห่างจากสนามบินกว่า 8 กม. แต่ก็ได้รับความเดือดร้อนไม่แพ้กัน ช่วงที่ทหารสิงคโปร์มาฝึกบินประมาณเดือนเศษจะได้ยินเสียงเครื่องบินวันละ 3 เวลาคือ เช้า บ่าย หัวค่ำ เครื่องจะบินอยู่เหนือชุมชนครั้งละ 6-7 ลำบินต่อๆ กันมา เสียงดังมาก หากกำลังคุยกันอยู่จะต้องหยุดทำกิจกรรม โดยเฉพาะช่วงข่าวภาคค่ำกำลังฟังข่าวก็จะเห็นแต่ภาพ และจะฟังอะไรก็ไม่ได้ยิน "ที่ จ.อุดรธานี แห่งนี้เคยมีฐานทัพอเมริกัน และผมก็เคยได้ยินเสียงเครื่องบินมามากแล้ว จึงรู้ว่ามันเป็นปัญหากับเรามาก อย่าว่าแต่กับคนเลย เพราะขนาดไก่ในเล้ายังไม่ยอมไข่ และพอฐานทัพย้าย พวกเราก็มีความสุขขึ้นมาก" สุพจน์ กล่าว เขา กล่าวในเชิงตัดพ้อว่า ก่อนหน้านี้เคยตั้งข้อสังเกตในเวทีสาธารณะสิ่งแวดล้อมที่มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ก่อนที่เครื่องเอฟ-16 จะมา ว่า สภาพแบบเดิมกำลังจะกลับมาอีก และมันก็กลับมาให้เราได้ยินจริงๆ หลังจากนั้นก็ได้มีการพูดคุยกันในการประชุมประธานชุมชน ซึ่งส่วนใหญ่ก็เห็นด้วยว่า ความเดือดร้อนของเราไม่ได้รับการแก้ไขหรือสนใจจากผู้ใหญ่ จึงคิดที่จะล่ารายชื่อขึ้น และพร้อมจะเดินล่ารายชื่อด้วยตัวเอง "ตอนที่กองทัพไทยนำเครื่องเอฟ-5 อี มาประจำการที่กองบิน 23 ต่อมาก็มีเครื่อง อัลฟ่า-เจ็ต มันก็ไม่มีเสียงดังถึงขนาดนี้ และยังไม่เคยบินผ่าเข้ามากลางเมือง ไม่รู้คิดกันได้อย่างไร เขามองชาวบ้านเราแบบไหน เคยเห็นเราอยู่ในสายตาหรือเปล่า" ประธานชุมชนบ้านเดื่อ กล่าวอย่างหัวเสีย ฝ่าย นายจารึก ปริญญาพล ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี กล่าวว่า ยังไม่มีประชาชนมาร้องเรียนต่อหน่วยงานของจังหวัดว่า ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาเรื่องเสียงเครื่องบินไอพ่นของกองทัพอากาศสิงคโปร์ แต่ก็เคยได้ยินว่า มีการร้องเรียนไปยังสื่อมวลชน และแสดงความคิดเห็นผ่านเวบไซต์ต่างๆ "เรื่องนี้เป็นข้อตกลงของรัฐบาลที่อนุญาตให้เขามาใช้สนามบิน จึงไปห้ามให้เขาหยุดไม่ได้ ส่วนผลกระทบเรื่องเสียงจะหาโอกาสหารือกับผู้บังคับการกองบิน 23 ว่าจะสามารถลดเสียงลงหรือหลีกเลี่ยงการบินเหนือตัวเมือง ซึ่งเป็นชุมชนขนาดใหญ่ได้หรือไม่ หากทำได้ก็ต้องดำเนินการ เพราะอีกราว 5-6 เดือน กองทัพอากาศสิงคโปร์ก็จะกลับมาอีก" ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี กล่าว ฟังคำชี้แจงของพ่อเมืองอุดรธานีแล้วก็น่าเหนื่อยใจแทนท่าน และประชาชนในจังหวัดไม่น้อยที่ต้องมา "รับกรรม" จากข้อตกลงของคนในรัฐบาล ซึ่งเซ็นสัญญากันในห้องปรับอากาศบนหอคอยงาช้าง จึงไม่ได้ยินหรือคำนึงถึงความทุกข์ร้อนของชาวบ้านที่คงต้องหูชาหรือถึงขั้นหูหนวกหูตึงไปตลอด 15 ปีต่อจากนี้ คนอุดรฯ ค้าขายไม่รุ่ง ทหารสิงคโปร์ไม่ใช่จีไอ นายสวาท ธีระรัตนนุกูลชัย ประธานหอการค้าจังหวัดอุดรธานี กล่าวว่า ตอนแรกที่รู้ว่าจะมีทหารสิงคโปร์มาฝึกบินก็รู้สึกดีใจ เพราะนึกว่าจะเหมือนตอนที่มีฐานทัพอเมริกัน ซึ่งตอนนั้นเศรษฐกิจของ จ.อุดรธานี คึกคักมาก แต่พอทหารสิงคโปร์มาจริง คนที่นี่ก็แทบจะไม่ได้อะไร เพราะกำลังพลเขามากันน้อยแค่ 350 นาย และที่พอจะมีรายได้บ้างก็คงมีแค่โรงแรม ซึ่งทหารสิงคโปร์เข้ามาพักในช่วงที่มาฝึกคราวละ 2-3 เดือน แต่ถ้ามองถึงธุรกิจท่องเที่ยวก็ไม่ค่อยคุ้ม เพราะพวกเขาออกมาเที่ยวแค่ 5 ทุ่มก็กลับกันหมดแล้ว คนสิงคโปร์ไม่ค่อยใช้จ่ายและไม่เที่ยวเตร่ ดังนั้น คนในพื้นที่ที่เคยลงทุนสร้างรีสอร์ทหรือร้านค้า หวังจะรองรับกลุ่มทหารสิงคโปร์ก็เป็นอันว่าต้องพลาดหวังไปตามๆ กัน และเห็นแต่ผลเสีย คือ เสียงเครื่องบินหนวกหูทั้งวัน เมื่อก่อนตอนที่มีฐานทัพสหรัฐมาตั้งอยู่ ชุมชนก็ไม่ได้อยู่รอบกองบินอย่างทุกวันนี้ การมาคราวนี้จึงเริ่มมองกันว่าคนอุดรธานีไม่ได้อะไร แถมถ้ามาบินกันบ่อยๆ สร้างความเดือดร้อนก็อาจจะหมดความอดทน คงได้เดินขบวนขับไล่กันบ้าง ด้าน นายอนุชิต ธนสมบัติ เจ้าของร้านอาหาร "ไข่" ย่านถนนศรีสุข ร้องเรียนว่า เสียงเครื่องบินรบดังมากจนไม่เป็นอันทำมาหากิน และในบางครั้งถ้าลูกค้าจะสั่งอาหารก็ต้องรอให้เสียงเครื่องบินหายไปก่อน แล้วค่อยสั่งอาหารกันต่อ จึงอยากให้ไปใช้สถานที่ใน อ.น้ำพอง แทน เพราะสมัยก่อนเคยรองรับเครื่องบินใหญ่ๆ อย่างบี 52 มาแล้ว ส่วนพื้นที่ตรงนี้เป็นเขตเมือง ซึ่งมีคนอาศัยหนาแน่นจึงไม่ควรมีการฝึกบินแบบนี้ "กลุ่มที่เคลื่อนไหวทางการเมืองเคยนัดหมายกันว่าจะมีกิจกรรมเพื่อต่อต้าน แต่ก็ต้องยุติไว้ก่อน เพราะตรงกับกลุ่มผู้ชุมนุมในกรุงเทพฯ กำลังจะเคลื่อนไหวครั้งใหญ่พอดี เกรงจะถูกมองว่าเป็นการผสมโรง แต่ขณะนี้ก็มีการเตรียมจะเคลื่อนไหวแสดงเจตนารมณ์ให้หยุดการฝึกบินไว้แล้ว โดยทราบว่าในหลายๆ ชุมชนมีการล่ารายชื่อกันไว้แล้ว" นายอนุชิต กล่าวถึงแนวทางการต่อสู้ในครั้งนี้ เส้นทางการต่อสู้ของภาคประชาชนใน จ.อุดรธานี ก็มีความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาไม่น้อย โดยภาคประชาคม จ.อุดรธานี เคยยื่นหนังสือต่อนายสุชน ชาลีเครือ ประธานวุฒิสภา เพื่อเรียกร้องให้วุฒิสภาตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีที่กองทัพอากาศไทยทำบันทึกข้อตกลงด้านความร่วมมือ (MOU) กับกองทัพอากาศสิงคโปร์ เพื่อให้กองทัพอากาศสิงคโปร์สามารถใช้สนามบินกองบิน 23 จังหวัดอุดรธานี ฝึกการรบเป็นเวลา 15 ปี โดยไทยจะได้รับเครื่องบินรบเอฟ 16 เอ/บี จำนวน 7 ลำ เป็นการตอบแทน การยื่นหนังสือครั้งนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อให้วุฒิสภา ซึ่งมีอำนาจตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลได้พิจารณาถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นต่อความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมทั้งขอให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามมาตรา 59 แห่งรัฐธรรมนูญว่า หากหน่วยงานของรัฐจะดำเนินกิจกรรมใดๆ ที่อาจจะมีผลกระทบต่อคุณภาพ สิ่งแวดล้อม สุขอนามัย คุณภาพชีวิต หรือส่วนได้เสียสำคัญอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับชุมชนท้องถิ่น ต้องชี้แจงและให้ชุมชนแสดงความคิดเห็น แต่ที่ผ่านมาไม่พบว่าหน่วยงานของรัฐพูดถึงหรือรับฟังความคิดเห็นชาว จ.อุดรธานี และคนไทยทั้งประเทศว่า ความร่วมมือทางการทหารในครั้งนี้เป็นไปอย่างถูกต้องตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ ![]() เบื้องลึก"ลอดช่อง"ขอใช้สนามบิน ประเทศสิงคโปร์ มีปัญหาเรื่องพื้นที่ในการฝึกซ้อมเครื่องบินรบ เนื่องจากเป็นเพียงเกาะเล็กๆ มีอาณาเขตน่านฟ้าที่จำกัด จึงได้ทำความร่วมมือขอฝึกร่วมระหว่างประเทศเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเทศไทย ซึ่งมีการฝึกร่วมทวิภาคี หรือ "โคป ไทเกอร์" ร่วมกับประเทศสหรัฐอเมริกา โดยจะนำเครื่องบินขับไล่เข้ามาฝึกในประเทศไทยเกือบทุกปี การเข้ามาใช้น่านฟ้าของประเทศไทยเป็นไปตามการลงนามในบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงกลาโหมไทย และ พล.ร.ต.เตียว ซี เฮียน รมว.กลาโหมสิงคโปร์ ว่าด้วยการสนับสนุนด้านการฝึกและการส่งกำลังบำรุงซึ่งกัน และกันของกองทัพอากาศทั้งสองประเทศ กองทัพอากาศสิงคโปร์ต้องการขอใช้พื้นที่ประเทศไทยเพื่อการฝึกซ้อม โดยกองทัพอากาศไทยได้จัดหาพื้นที่บริเวณกองบิน 23 จ.อุดรธานี และปรับปรุงสนามใช้อาวุธใกล้ฝูงบินอิสระ 237 อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น เพื่อให้เครื่องบินของสิงคโปร์ใช้ฝึกซ้อมได้ตามบันทึกข้อตกลงระยะเวลา 15 ปี แต่เพียงปีแรกที่มีการเข้ามาใช้สถานที่ฝึกก็เกิดกระแสการต่อต้านจากชาวบ้านอย่างรุนแรง! สนามบินกองบิน 23 ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลนครอุดรธานี มีประชาชนอาศัยอยู่อย่างหนาแน่นทั้ง 4 ทิศ มีเนื้อที่ 3,501 ไร่ มีเขตแดนทิศเหนือจดเทศบาลนครอุดรธานี ทิศใต้จดมณฑลทหารบกที่ 24 ทิศตะวันออกจดถนนทหาร ทิศตะวันตกจดโรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์และถนนอุดร-เลย ห่างจากเขตชายแดนไทย-ลาว ประมาณ 60 กม.นับตั้งแต่แรกเริ่มก่อตั้งมีอากาศยานประจำการตามลำดับเวลา 10 แบบ คือ HAWK 75, CORSAIR, NAGOYA, SPITFIRE, FIREFLY, BEARCAT, TEXAN, TROJAN , F-5 และ ALPHA JET ปราการ-ปรเมษฐ์ แสนอุบล
|
![]() ![]() |
||||||||||||||||||||||
| |||||||||||||||||||||||
![]() | |||||||||||||||||||||||