คมชัดลึก Komchadluek.comคมชัดลึก Komchadluek.comคมชัดลึก Komchadluek.com

วันพุธที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2551

Nation Group GO
ค้นหาข่าวย้อนหลัง


ทัพสิงคโปร์รุกไทย เช่าสนามบิน-ฝึกเมืองกาญจน์

เปิดความสัมพันธ์พิเศษ ไทย-สิงคโปร์ ส่งกองทัพบก-อากาศ ฝึกเมืองกาญจน์-ลพบุรี แถมเช่าสนามบินอุดร ยาว 15 ปี เหตุไทยหวัง ขอแบ่งฝึกบินเอฟ 16 สวนกระแสวิพากษ์ "ชักศึกเข้าบ้าน"

"อาจเป็นเพราะสิงคโปร์มีปัญหาเรื่องพื้นที่การฝึก ก็เลยต้องขออาศัยความร่วมมือฝึกร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเทศไทยมีการฝึกร่วมกันเกือบทุกปี ซึ่งสิงคโปร์มีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่การฝึกซ้อม เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ใช้ไปเพื่อการพาณิชย์"

"ผลประโยชน์ต่างตอบแทน" เป็นคาถาที่แต่ละประเทศต่างต้องท่องกันให้ขึ้นใจ โดยเฉพาะในยามที่ต้องเจรจาความเมืองระหว่างกันเพื่อแลกกับผลประโยชน์ที่ต่างตั้งธงกันเอาไว้ในใจ แต่ความคุ้มค่าของผลประโยชน์ต่างตอบแทนนั้นจะคุ้มค่ากับสิ่งที่จะเสียไปหรือไม่ คงต้องพิจารณากันอย่างละเอียดถี่ถ้วน

การให้กองทัพอากาศสิงคโปร์ "เช่าฐานทัพอากาศไทย" ก็หนึ่งในประเด็นผลประโยชน์ต่างตอบแทน ซึ่งตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนาหู โดยเฉพาะในเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันถึง "อธิปไตยของชาติ" แถมยังการให้เช่าในระยะยาวถึง 15 ปี !!!

เป็นที่ทราบกันดีว่า กองทัพไทยถูกตัดงบประมาณในการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์มานานนับสิบปี จึงมีความล้าหลังในเรื่องศักยภาพทางอาวุธยุทโธปกรณ์กว่าเพื่อนบ้านในย่านนี้อย่าง มาเลเซีย และสิงคโปร์ อยู่หลายขุม ดังนั้น เพื่อนบ้านสิงคโปร์ ซึ่งเล็งเห็น "โอกาส" ในจุดนี้ จึงทอดไมตรีมายังฝ่ายไทยทันที ด้วยข้อเสนอ เครื่องบินรบเอฟ 16 เอ/บี จำนวน 7 ลำ เพื่อแลกกับการขอใช้พื้นที่ฝึกในกองบิน 23 จ.อุดรธานี

กระนั้น ผู้สันทัดกรณีต่างก็มองด้วยความเป็นห่วง เพราะมองออกว่า การเข้ามาขอใช้พื้นที่ของสิงคโปร์ เป็นการยื่นข้อเสนอเพื่อแลกกับ "ข้อได้เปรียบทางยุทธศาสตร์" เพื่อให้เหนือกว่าเพื่อนบ้านใกล้ชิดอย่างมาเลเซีย เพราะเล็งเห็นว่า ไทยมีความสัมพันธ์อันดีกับมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกามาช้านาน

ซ้ำยังเป็นที่รับรู้กันไปทั่วโลกว่า สิงคโปร์กับสหรัฐอเมริกานั้นเข้ากันได้เหมือน "คอหอยกับลูกกระเดือก" ฉะนั้น การเข้ามาขอใช้พื้นที่คราวนี้ย่อมเกี่ยวพันกับพี่เบิ้มมะกันอย่างไม่ต้องสงสัย โดยเฉพาะยุทธศาสตร์สกัดกั้นจีนในระยะยาวที่พ่วงด้วยออปชั่น "สกัดดาวรุ่ง" เพื่อนบ้านมาเลเซีย !!!

งานนี้ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จึงเฝ้ามองด้วยความไม่สบายใจ เพราะอาจเป็นการ "ชักศึกเข้าบ้าน" โดยไม่รู้ตัว แถมพี่เบิ้มอย่างจีนก็มีความสัมพันธ์อันดีกันมานับร้อยนับพันปี และยิ่งทวีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของไทยมากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ ยังเสี่ยงต่อการถูกมองด้วยสายตาหวาดระแวงจากเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียนอย่าง พม่า กัมพูชา และลาว อีกด้วย

ขณะที่ แหล่งข่าวจากกองทัพอากาศ กล่าวถึงที่มาของการขอใช้กองบินแห่งนี้ว่า เดิมทีกองทัพอากาศของสิงคโปร์ได้ทำสัญญาขอใช้พื้นที่ฝึกที่กองบิน 1 จ.นครราชสีมา เป็นประจำทุกปี ซึ่งจะทำสัญญากันแบบปีต่อปี แต่เพิ่งมาปรับเปลี่ยนเมื่อปลายปี 2547 โดยยื่นขอใช้สนามบินที่กองบิน 23 จ.อุดรธานี ในระยะยาวถึง 15 ปี แต่จะมีการทบทวนกันทุก 5 ปี เพื่อความเหมาะสม

นอกจากนี้กองทัพสิงคโปร์ยังขอเข้ามาใช้พื้นที่การฝึกใน อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี ซึ่งเป็นค่ายฝึกของกองทัพบก และขณะนี้ได้เซ็นบันทึกข้อตกลงร่วมกันเป็นฉบับที่ 7 แล้ว โดยจะมีการต่ออายุการขอใช้พื้นที่ประมาณ 3 ปีต่อครั้ง

ไม่เพียงเท่านั้นกองทัพสิงคโปร์ ยังแนบแน่นกับไทย ด้วยการขอใช้พื้นที่ฝึกเฮลิคอปเตอร์ที่ จ.ลพบุรี อีกด้วย

ที่เป็นเช่นนั้น อาจเป็นเพราะสิงคโปร์มีปัญหาเรื่องพื้นที่การฝึก ก็เลยต้องขออาศัยความร่วมมือฝึกร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเทศไทยมีการฝึกร่วมกันเกือบทุกปี สิงคโปร์มีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่การฝึกซ้อม เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ใช้ไปเพื่อการพาณิชย์

ส่วนกรณีที่สิงคโปร์ขอเช่าสนามบินแห่งนี้ในระยะยาว แหล่งข่าวรายนี้ มองว่า ไม่น่าเกี่ยวพันกับสหรัฐ แต่เป็นความร่วมมือทางทหารของทั้งสองประเทศเท่านั้น

"กองทัพควบคุมดูแลการฝึกของกองทัพสิงคโปร์อย่างใกล้ชิด และสิงคโปร์ก็ไม่มีสิทธิที่จะดำเนินการใดๆ โดยพลการ ส่วนการฝึกก็จะต้องมีการวางแผนล่วงหน้าถึง 3 เดือน เมื่อฝ่ายไทยเห็นว่า รูปแบบการฝึกไม่เหมาะสม ก็สามารถยกเลิกสัญญาได้ทันทีตามบันทึกตกลงความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ที่ระบุไว้อย่างชัดเจน" แหล่งข่าวรายนี้ กล่าวให้ความมั่นใจ

นอกจากนี้ เขายังชี้ให้เห็น "ข้อดี" ของการยอมให้สิงคโปร์เข้าใช้พื้นที่ด้วยว่า กองทัพไทยจะได้มีโอกาสเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่จากกองทัพสิงคโปร์ และเป็นการแสดงศักยภาพของกองทัพทั้งสองร่วมกัน

เปิดบันทึกข้อตกลง ไทย-สิงคโปร์

เนื้อหาสำคัญของการลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกันระหว่างกองทัพไทยกับกองทัพสิงคโปร์จากมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2524 ให้กองทัพอากาศสิงคโปร์ฝึกบินในประเทศไทยและมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2526 ให้ประเทศในกลุ่มอาเซียนใช้สนามฝึกทางอากาศยุทธวิธีในประเทศไทยโดยไม่เลือกปฏิบัติ

กองทัพอากาศไทยจึงได้ให้การสนับสนุนกองทัพอากาศจากมิตรประเทศในกลุ่มอาเซียนในการฝึกบินในประเทศไทยตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ได้แก่ กองทัพอากาศมาเลเซีย กองทัพอากาศอินโดนีเซีย กองทัพอากาศฟิลิปปินส์

ตามหลักการแล้ว กองทัพอากาศเหล่านี้สามารถเข้ามาฝึกในประเทศไทย โดยผ่านขั้นตอนการร้องขอเป็นลายลักษณ์อักษร จากกองทัพอากาศไทยเสียก่อน และกองทัพอากาศไทยจะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติทางด้านความมั่นคง และลำดับความสำคัญในการฝึกนักบินของตนเองเป็นสำคัญ ก่อนที่จะพิจารณาอนุญาตให้กองทัพอากาศเหล่านี้เข้ามาฝึกได้

โดยการวางกำลังของหน่วยบินมิตรประเทศจะต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแล และควบคุมอย่างใกล้ชิดจากกองทัพอากาศไทย และการวางกำลังของหน่วยบินจากสิงคโปร์เริ่มวางกำลังมาตั้งแต่ปี 2524 นับเป็นเวลากว่า 20 ปีมาแล้ว

ในปี 2546 กองทัพอากาศไทยมีแนวความคิดที่จะปรับปรุงในเนื้อหาของบันทึกความเข้าใจกับกองทัพอากาศสิงคโปร์ ให้เกิดประโยชน์ต่อกองทัพอากาศ และประเทศไทยโดยรวมมากขึ้น และเพื่อเป็นการแสวงประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองฝ่าย จึงเจรจาเพื่อจัดทำเป็นบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการฝึกและการส่งกำลังบำรุงร่วมกันของกองทัพอากาศทั้งสองฝ่ายในประเทศไทย และสิงคโปร์

กล่าวคือ กองทัพอากาศไทยและกองทัพอากาศสิงคโปร์ สามารถจัดหน่วยบินแยกเดินทางไปฝึกยังอีกประเทศหนึ่งได้ ซึ่งจะได้รับสิทธิเท่าเทียมกัน แทนการที่กองทัพอากาศให้การสนับสนุนกองทัพอากาศสิงคโปร์ แต่เพียงฝ่ายเดียว

ปัจจุบันกองทัพอากาศไทยมีการฝึกร่วมกับมิตรประเทศ ได้แก่ กองทัพอากาศออสเตรเลีย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ นิวซีแลนด์ และสหรัฐอเมริกา รวมไปถึงการสนับสนุนภารกิจต่างๆ ของประเทศไทยที่ต้องใช้เครื่องบิน ในการสนับสนุนการเดินทาง เช่น ภารกิจสหประชาชาติ เป็นต้น

ภารกิจที่แสดงความเป็นประเทศไทยให้นานาชาติได้รู้จักนี้ จำเป็นจะต้องอาศัยสนามบินต่อระยะ และการเติมเชื้อเพลิงในอากาศเพื่อให้อากาศยานของกองทัพอากาศไทยเดินทางไปถึงจุดหมายได้

เนื่องจากกองทัพอากาศไทย ไม่มีเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงในอากาศ จึงต้องอาศัยเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงในอากาศจากมิตรประเทศ บันทึกความเข้าใจฉบับนี้จึงเอื้อประโยชน์ให้กับกองทัพอากาศไทยเพื่อให้การปฏิบัติภารกิจเหล่านี้บรรลุจุดประสงค์ของกองทัพ และประเทศชาติ โดยข้อสัญญาผูกมัดถึง 15 ปี ซึ่งจะมีการทบทวนอย่างน้อยทุก 5 ปี โดยมีเนื้อหาที่สำคัญ ดังนี้

1.บันทึกความเข้าใจฉบับนี้กำหนดข้อตกลง และเงื่อนไขในการให้การสนับสนุนซึ่งกันและกัน แทนการที่กองทัพอากาศไทยจะให้การสนับสนุนกองทัพอากาศสิงคโปร์แต่เพียงฝ่ายเดียว

2.กองทัพอากาศฝ่ายหนึ่งอาจพิจารณาให้กองทัพอากาศอีกฝ่ายหนึ่งยืมเครื่องมือ ชิ้นอะไหล่ หรืออุปกรณ์ ตลอดจนวัสดุสิ้นเปลือง และวัสดุหมดเปลือง ได้

โดยกองทัพอากาศฝ่ายหลังจะใช้คืนพัสดุดังกล่าว หรือใช้คืนเป็นเงินให้กับกองทัพอากาศฝ่ายแรก ซึ่งนับเป็นประโยชน์ต่อกองทัพอากาศไทยอย่างยิ่งในกรณีที่ต้องการวัสดุอุปกรณ์เร่งด่วน และไม่สามารถจัดหาได้ทันเวลา

3.ในกรณีที่กองทัพอากาศสิงคโปร์ต้องการจะส่งเครื่องบินของตน มาฝึกในประเทศไทย จะต้องร้องขอเป็นลายลักษณ์อักษรทุกครั้ง

การวางกำลังของกองทัพอากาศสิงคโปร์ มิใช่การเข้ามาเช่าฐานทัพแต่อย่างใด .งกองทัพอากาศสิงคโปร์ มีสถานะเป็นผู้ขอใช้พื้นที่ และจะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับของประเทศไทยอย่างเคร่งครัด

ในส่วนของกองทัพอากาศไทย สามารถพิจารณาอนุมัติ ให้กองทัพอากาศสิงคโปร์เข้ามาฝึกได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ฉุกเฉินเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งชาติ หรือความมั่นคงในภูมิภาค เช่น เกิดการสู้รบ หรือเกิดความไม่มีเสถียรภาพภายใน กองทัพอากาศสามารถยกเลิกบันทึกความเข้าใจฉบับนี้เมื่อใดก็ได้

4.กองทัพอากาศไทยจะเป็นผู้กำกับดูแลหน่วยบินของสิงคโปร์ รวมไปถึงกำหนดจำนวนเครื่องบินในการวางกำลังแต่ละครั้ง จำนวนคน รวมไปถึงรายละเอียดด้านพื้นที่การฝึก เส้นทาง ความสูง และระยะเวลาในการบินโดยละเอียด ทั้งนี้ กองทัพอากาศไทย จะคำนึงถึงความปลอดภัย ผลประโยชน์และผลกระทบด้านต่างๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติเป็นสำคัญ

ข้อแลกเปลี่ยน

เนื่องจากกองทัพอากาศสิงคโปร์จัดหาเครื่องบินรบแบบ F-16 C/D เข้าประจำการ จึงได้ยุติการใช้งานเครื่องบินแบบ F-16 A/B และจัดเก็บไว้เป็นอย่างดี

โดยปกติอายุการใช้งานของเครื่องบินแบบ F-16 A/B ตามที่ผู้ผลิตกำหนดไว้ 8,000 ชั่วโมงบิน ซึ่งเครื่องบินแบบ F-16 A/B ของกองทัพอากาศสิงคโปร์ทำการบินโดยเฉลี่ย 4,000 ชั่วโมงบิน คงมีอายุการใช้งานเหลือโดยคิดเป็นร้อยละ 50 หากใช้งานตามปกติสามารถใช้งานได้ไม่ต่ำกว่า 15 ปี

นอกจากนั้น เครื่องบินดังกล่าว ยังได้รับการปรับปรุงทั้งโครงสร้าง,อุปกรณ์, เครื่องยนต์ และ Software/Firmware ซึ่งทันสมัยกว่าเครื่องบิน F-16 A/B ของกองทัพอากาศไทย ซึ่งภาพรวมเครื่องบินเหล่านี้มีคุณลักษณะเดียวกันกับเครื่องบิน F-16 ของฝูงบิน 103 กองบิน 1 ซึ่งเข้าประจำการตั้งแต่ปี 2531

การบรรจุเครื่องบิน F-16 A/B Block 15Z ชุดนี้เข้าประจำการ จึงไม่น่ามีปัญหาในการซ่อมบำรุงหรือเรื่องความปลอดภัยในการบิน ส่วนเครื่องมือ, ชิ้นอะไหล่ และอุปกรณ์สนับสนุน ซึ่งจะได้รับมอบจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการสนับสนุนภารกิจ และซ่อมบำรุงในอนาคต

นอกจากนี้ กองทัพอากาศไทย จะได้รับมอบอะไหล่และอุปกรณ์อันเป็นยุทโธปกรณ์ ซึ่งมีมูลค่าสูงมากกว่า 3,200 รายการเพื่อนำมาเสริมกำลังรบที่มีอยู่ให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณ

อีกทั้งเครื่องบินแบบ F-16 B (2 ที่นั่ง) เป็นเครื่องที่ใช้ในการฝึกนักบิน กองทัพอากาศยังขาดแคลนและจัดหาได้ยาก ปัจจุบันกองทัพอากาศไทย มีเครื่องบิน 2 ที่นั่งอยู่จำนวนหนึ่งซึ่งไม่พอต่อการฝึกนักบินพร้อมรบอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังไม่สามารถจัดหาเครื่องบินสองที่นั่งเพิ่มเติมได้ ถึงแม้จะได้รับการจัดสรรงบประมาณก็ตาม เนื่องจากผู้ผลิตได้ปิดสายการผลิตไปแล้ว


<< ย้อนหลัง




พระเครื่อง คม ชัด ลึก
ตะลุยกองทัพ
ดูดวง
ภาษาอังกฤษ ง่ายนิดเดียว
ฮอตไลน์ สายรัก
รักสุขภาพ
ชุมชนไทย ในต่างแดน
ย้อนหลังข่าวเด่น



จดหมายถึง บก.
ร้องทุกข์
เปิดซอง ส่องไทย
นักข่าว ชาวบ้าน "คม ชัด ลึก"
ห้องสนทนา
การเมือง
ทักทาย บันเทิง
คุยเฟื่อง เรื่องกีฬา
ชุมนุม คนชอบชิม


ใส่ตำแหน่งงาน
หาตามสายอาชีพ
ตำแหน่งยอดนิยม
หางานผ่านมือถือ »

คม ชัด ลึก ฝึกอาชีพ
คมชัดลึก PDA


nationgroup สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
บริษัท เนชั่นมัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) พ.ศ. 2543