"ศรีสุนทร 49" รหัสดับไฟใต้รอบล่าสุด เผยใช้ "หน่วยรบพิเศษ" จ.ลพบุรี จัดตั้ง "กองกำลังสันติสุข" พลิกกลยุทธ์ "โจรจับโจร" หลังแผนเดิมไม่ได้ผล แต่ยังหวั่นกระแสก่อการร้ายสากล
จุดเด่นอยู่ที่ยุทธวิธี "โจรชี้เป้า" หรือ "โจรจับโจร" โดยแลกกับข้อต่อรองให้ปล่อยตัวคนร้ายในบางกรณี รวมทั้งการจ้างแนวร่วมให้สังเกตความเคลื่อนไหวของกลุ่มก่อการร้าย
ไฟแห่งความขัดแย้งในชาติบ้านเมืองของเรายังยากที่จะสงบโดยง่าย ทั้ง "ไฟการเมือง" ซึ่งกำลังโหมกระหน่ำประเทศชาติอย่างหนักจากเชื้อไฟในมือของคนสองกลุ่มที่มีแนวความคิดต่างกันอย่างสุดขั้ว และ "ไฟใต้" ที่เพาะเชื้อเป็น "ไฟสุมขอน" มานานกว่า 2 ปี และไม่มีทีท่าว่าจะตามหาสันติภาพกันได้ง่ายๆ
ศพแล้วศพเล่าของเหล่าทหารหาญ ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ และประชาชนผู้บริสุทธิ์เป็นสิ่งตอกย้ำมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า ภาวะ "ไร้การควบคุม" กำลังถูกควบคุมโดยฝีมือ "กลุ่มก่อการร้าย" ที่สำแดงพลังด้วยการขยายกลุ่มแนวร่วมเพื่อให้ออกมาก่อเหตุได้บ่อยครั้ง และรุนแรงขึ้นทุกขณะ
ยุทธวิธีการก่อเหตุของคนร้าย ซึ่งพรั่งพรูผ่านคำรับสารภาพของแนวร่วมทั้งที่ถูกจับกุมได้ และถูกกดดันจนต้องเข้ามามอบตัวได้สะท้อนถึงแผนการแทรกซึมอันชวนหวั่นวิตก และน่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างยิ่ง
หนึ่งในถ้อยคำรับสารภาพที่สร้างความตื่นตะลึงครั้งหนึ่งเป็นของ นายอุสมาน อุเซ็ง ครูสอนศาสนาโรงเรียนธรรมวิทยา โดยนายอุสมาน เป็นครูสอนศาสนาชั้นที่ 10 ซึ่งเคยเรียนด้านสังคมจิตวิทยาจากประเทศอินโดนีเซียมานานถึง 5 ปี ทั้งยังสังกัดกลุ่มก่อการร้าย "บีอาร์เอ็น" อีกด้วย
นายอุสมาน เปิดปากแฉว่า กลุ่มโจรส่วนใหญ่จะมีระดับแกนนำจะเป็น "ครูสอนศาสนา" ในปอเนาะแทบทั้งสิ้น และมีการวางแผนฝึกเยาวชนแนวร่วมมาตั้งแต่ปี 2543 เพื่อ "กู้เอกราชรัฐปัตตานี"
สำหรับปฏิบัติการก่อเหตุส่วนใหญ่จะกระทำโดยฝีมือของ "กลุ่มแนวร่วมในหมู่บ้าน" เป็นหลัก โดยจะมีหน้าที่ชี้เป้า สร้างเครื่องกีดขวาง และซ่อนอาวุธหลังปฏิบัติการ
นอกจากนี้ ยังวางแนวทางตอบโต้รัฐแบบ "ตาต่อตา ฟันต่อฟัน" ไว้ด้วยว่า "ถ้าเจ้าหน้าที่ยิงโต๊ะครู พวกข้าจะยิงพระ ถ้าเจ้าหน้าที่ยิงอุสตาส พวกข้าจะยิงครู และจะต้องฆ่าเจ้าหน้าที่ให้ได้วันละ 2 คน หากฆ่าไม่ได้ก็จะลอบวางระเบิดเพื่อให้มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดเป็นการชดเชย"
ส่วนอีกรายที่ให้ข้อมูลต่อทางการที่เป็นประโยชน์อย่างมากก็คือ นายมูหามะ มาโซ อายุ 28 ปี ครูฝึกหน่วยรบขนาดเล็ก (อาร์เคเค) ซึ่งก่อเหตุสะเทือนขวัญสังหาร 2 นาวิกโยธิน คือ ร.ต.วินัย นาคะบุตร และ จ.อ.คำธร ทองเอียด เสียชีวิต เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2548
คำให้การของ นายมูหามะ สร้างความตกตะลึงอย่างมาก เพราะเขาบรรยายถึงขั้นตอนการสังหารสองนาวิกโยธินได้อย่างสยดสยอง แต่เจ้าตัวก็ยอมรับผิด และบอกว่า ถูกหลอกใช้ เพราะหลังจากก่อเหตุ ถูกเจ้าหน้าที่ไล่ล่ากดดันอย่างหนัก แต่บรรดาแกนนำระดับสูงกลับไม่ยอมให้การช่วยเหลือแม้แต่น้อย
นายมูหามะ ยังให้การซัดทอดถึงบรรดาแกนนำ และกลุ่มแนวร่วมกว่า 100 คน ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อเจ้าหน้าที่ และนั่นจึงเป็นที่มาของ "ยุทธการศรีสุนทร 49"
ยุทธการศรีสุนทร 49 ถูกกำหนดขึ้นอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งใช้กำลังหลักจาก "หน่วยรบพิเศษ" จ.ลพบุรี เพื่อจัดตั้งเป็น "กองกำลังสันติสุข" ใช้กำลังทั้งหมด 903 นาย มีชุดควบคุม 5 ชุด คือชุดรบพิเศษ 951, 952, 953 และ 954 พร้อมชุดปฏิบัติการ 10 ชุด และชุดหน่วยจู่โจม 1 หมวด โดยแบ่งเป็นชุดทักษิณสัมพันธ์คุม 6 สถานี และผสมกับชุดเคลื่อนที่เร็ว เพื่อความสะดวกในการปฏิบัติการ
ด้วยความเชื่อมั่นในฝีมือของหน่วยรบพิเศษ พล.ท.องค์กร ทองประสม แม่ทัพภาคที่ 4 จึงยุบกองกำลังของกองพลทหารราบที่ 5 ของ พล.ท.ขวัญชาติ กล้าหาญ อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 จากนั้นก็ตั้งกองพลพัฒนาขึ้นมาใหม่เพื่อให้หน่วยรบพิเศษแฝงตัวเข้าพื้นที่ในฐานะ "กองพลพัฒนา" พร้อมทั้งให้อำนาจหน่วยรบพิเศษสามารถควบคุมกองกำลังหลักเอาไว้ทั้งหมดเพื่อความสะดวกในการสั่งงาน
แผนดังกล่าวมีจุดเด่นอยู่ที่ยุทธวิธี "โจรชี้เป้า" หรือ "โจรจับโจร" โดยแลกกับข้อต่อรองให้ปล่อยตัวคนร้ายในบางกรณี รวมทั้งการจ้างแนวร่วมให้สังเกตความเคลื่อนไหวของกลุ่มก่อการร้ายจนสามารถค้นพบแหล่งซ่อนอาวุธ และสามารถปิดล้อมหมู่บ้านยึดอาวุธสงครามได้เกือบ 100 กระบอก
การปฏิบัติตามแผนดังกล่าวเกิดจากประสบการณ์ในพื้นที่ และคำรับสารภาพของผู้ต้องหาจนทำให้เจ้าหน้าที่ตระหนักดีว่า หากใช้ยุทธวิธี "ช่วงชิงมวลชน" เหมือนในอดีตคงไม่ได้ผล เพราะขาดความร่วมมือจากชาวบ้าน และยิ่งสาวลึกก็พบว่าแนวร่วมของกลุ่มก่อการร้ายกำลังขยายกว้างขึ้นเรื่อยๆ จึงใช้การปราบปรามอย่างเด็ดขาดเป็นทางเลือกที่แม้จะสวนกระแส แต่ก็ได้ผล
ที่ลึกไปกว่านั้น ทางฝ่ายทหารยังประเมินด้วยว่า ปัจจัยความรุนแรงของ "การก่อการร้ายสากล" ก็ยังมีส่วนกระตุ้นความรุนแรงของการก่อการร้ายในพื้นที่ และปฏิบัติการของกลุ่มก่อการร้ายก็เริ่มมีแนวทางเป็นสากลมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การฆ่าตัดคอ, การก่อวินาศกรรมโดยใช้ถังแก๊ส หรือกระทั่งการสร้างหน่วยรบคอมมานโดขนาดเล็ก (อาร์เคเค) เพื่อซุ่มสังหารเจ้าหน้าที่ ซึ่งล้วนแต่เป็นการเลียนแบบจากต่างประเทศทั้งสิ้น
การประเมินของฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่สอดคล้องกับการประเมินของกองบัญชาการทหารสูงสุด (บก.สส.) ว่าการก่อเหตุที่ผ่านมาเปรียบเสมือนการ "ซ้อมใหญ่" เพื่อ "วางระบบการสั่งงาน" ของกลุ่มแนวร่วม ก่อนจะมีปฏิบัติจริงครั้งใหญ่ที่อาจเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้
ฝ่ายความมั่นคงยังจับตามองด้วยความหวั่นวิตกด้วยว่า กลุ่มก่อการร้ายอาจจะใช้วิธีที่รุนแรงกว่านั้น คือ "การจับตัวประกัน" เพื่อต่อรองให้ปล่อยตัวหัวหน้าขบวนการ หรือการ "แพร่สารเคมี" ในแหล่งน้ำ ซึ่งมีโอกาสความเป็นไปได้ทั้งสองอย่าง !!!
น่าสนใจว่า ระหว่างยุทธวิธีการแทรกซึม และก่อเหตุของคนร้าย ซึ่งมีการวางแผนอย่างเป็นระบบมานานหลายปี กับยุทธวิธีของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งต้องยอมรับว่า มักจะ "ช้าไปหนึ่งก้าว" เสมอ
ฝ่ายไหนจะเป็นฝ่ายได้รับ "ชัยชนะ" ในที่สุด !?!?
ทหารแค้นเพื่อนถูกยิงตาย
ลั่น "พร้อมพลีชีพเพื่อชาติ"
การรบกับ "ขุนพลเงา" กำลังพลที่อยู่แจ้งย่อมตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ทั้งยังเสี่ยงต่อการสูญเสียมากที่สุด และจากตัวเลขความสูญเสียกำลังพลฝ่ายรัฐกว่า 2 ปีที่ผ่านมาก็ตอกย้ำความเป็นจริงข้อนี้ได้ชัดเจน
ส่วนสภาวการณ์ที่เป็นไปในปัจจุบันจะเป็นอย่างไร ขวัญกำลังใจของกำลังพลในพื้นที่ยังดีอยู่หรือไม่ คงต้องรับฟังจากปากคำของพวกเขาโดยตรง
ร.ท.ภิษนุ แตงพลับ หัวหน้าฐานปฏิบัติการจำปากอ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส ยอมรับว่า การที่เพื่อนทหารถูกกลุ่มคนร้ายซุ่มโจมตีจนเสียชีวิตไปแล้วเกือบ 30 นายนับเป็นเรื่องที่สร้างความสะเทือนใจ และก่อความคับแค้นใจเป็นอย่างมาก แต่ทุกคนก็ต้องทำใจ เพราะพวกเรา คือ "ทหารอาชีพ" ที่ต้องมีความพร้อมรบอยู่เสมอต่อ และแม้จะต้อง "พลีชีพเพื่อชาติ" ทหารทุกคนก็ไม่เคยหวาดหวั่นแต่อย่างใด
กระนั้น แม้จะยอมพลีชีพเพื่อชาติไว้แล้ว แต่ก็ต้องมีการเตรียมพร้อมเพื่อป้องกันความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นทุกวินาที โดยอาจจะมีทั้งแผน 1 แผน 2 หรืออาจจะแผน 3 ซึ่งถือเป็น "ความลับ" ของแต่ละหน่วย
นอกจากนี้ ยังมีการเตรียมความพร้อมร่วมระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐ 3 ฝ่าย คือ ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ซึ่งหากถูกโจมตีจะมีการส่งกำลังไป "ปิดล้อม" ตามแผนที่ได้ซักซ้อมกันเอาไว้
ร.ท.ภิษณุ กล่าวถึงแผนป้องกันตัวเองไว้อย่างคร่าวๆ และยอมรับด้วยความหนักใจว่า
"ขณะลาดตระเวนจะมีการวางกำลังไว้ทั้งใน และนอกเครื่องแบบแทบจะทั่วพื้นที่ โดยเฉพาะจุดที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เช่น เนินสูง ซึ่งกลุ่มก่อการร้ายเคยซุ่มยิงทหารมาโดยตลอด แต่สิ่งที่น่าวิตกก็ยังมีอยู่ตลอดเวลา เพราะขณะนี้กลุ่มก่อการร้ายพัฒนาการในการก่อเหตุมากขึ้น โดยจะใช้ระเบิดฝังไว้ตามพื้นที่ที่ลาดตระเวนผ่านทำให้ทหารตอบโต้ไม่ได้เลย"
ด้าน พ.จ.อ.นเรศ คูณสวัสดิ์ สังกัดชุดลาดตระเวนเฉพาะกิจ 33 อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส ซึ่งย้ายมาจากฐานทัพเรือสัตหีบ จ.ชลบุรี มาอยู่ที่นี่ได้เกือบหนึ่งปี ยอมรับว่า การที่เห็นเพื่อนทหารที่มาด้วยกันเสียชีวิตไปแล้วประมาณ 20 คนรู้สึกเสียใจมาก และยิ่งเสียใจเท่าไรก็จะกลายเป็น "ความแค้น" มากขึ้นเท่านั้น
หัวใจของผมไม่เคยกลัวอะไร แต่คับแค้นใจมากกว่าที่ไม่สามารถแก้แค้นแทนเพื่อนได้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าสนามรบในภาคใต้ไม่เหมือนกับที่อื่น เพราะทหารมีแต่ตั้งรับเพียงอย่างเดียว จึงถูกฝ่ายตรงกันข้ามลอบกัดมาโดยตลอด พวกเขาใช้การรบแบบกองโจร ทหารจึงตั้งรับได้ยากมาก
ประยุทธ สิวายะวิโรจน์