ทบ.เปิด "ร.ร.เสริมสร้างสันติสุข" ปลูกแนวคิดที่ถูกต้องให้ผู้ที่หลงผิด ชี้ผู้ผ่านการอบรมช่วยให้เบาะแสกลุ่มโจร รับอาจเปลี่ยนแนวคิดได้ไม่เต็มร้อย แต่แค่ครึ่งเดียวของผู้อบรมก็พอใจแล้ว
คนที่ถอนคำสาบานแล้วจะให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แต่ผู้หลงผิดอาจจะกลับไปเป็นแนวร่วมคงมีบ้าง เราจึงคาดหวังว่า ถ้าได้ผล 50 เปอร์เซ็นต์ของคนที่เข้าฝึกก็ถือว่าสำเร็จแล้ว
สถานการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เรื้อรังมากว่า 2 ปีแม้ช่วงนี้จะดูทุเลาลงไปบ้าง แต่ก็ใช่ว่าจะวางใจได้โดยง่าย สำหรับสาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งของปัญหานี้เกิดจากการที่ "ครูสอนศาสนา" (บางคน) "บิดเบือน" หลักคำสอนทางศาสนา ทั้งยังใช้ประวัติศาสตร์บางตอนมาปลุกปั่น และปลูกฝังแนวความคิดต่อต้านรัฐบาล จึงทำให้มีเยาวชน "ผู้หลงผิด" เข้ามาเป็นแนวร่วมจำนวนมาก
ด้วยเหตุนี้ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) จึงริเริ่มจัดตั้งโครงการ "โรงเรียนเสริมสร้างสันติสุข" ขึ้นมา จำนวน 20 โรงเรียน เพื่อจัดฝึกอบรมปรับแนวความคิดของผู้ที่หลงผิดให้มีแนวความคิดที่ถูกต้อง ที่ผ่านมาเปิดฝึกอบรมรวม 5 รุ่น และมีผู้ร่วมโครงการ 140 คน
สำหรับหน่วยงานที่รับดำเนินโครงการนี้คือ "หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ" จัดสถานที่ให้ผู้เข้าอบรมได้รับความสะดวกสบาย ทั้งห้องนอน ห้องอาบน้ำ ห้องประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ฯลฯ เสมือนเป็น "บ้านหลังที่สอง" ของผู้เข้ารับการอบรม ใช้งบประมาณทั้งสิ้น 3 หมื่นบาท
ส่วนเนื้อหาในการเรียนรู้นั้นครอบคลุมทั้งวิถีชีวิตมุสลิมเพื่อสันติสุข การเรียนรู้ทางด้านสังคม การอบรมหลักคำสอนทางศาสนาอิสลามที่ถูกต้อง การเสริมสร้างอุดมการณ์ความรักชาติ การเป็นพลเมืองดี การพัฒนาบุคลิกภาพ การฝึกและการพัฒนาอาชีพ และการเสริมสร้างประสบการณ์ชีวิต เพื่อให้ผู้เข้าอบรมมีทัศนคติ ยอมรับการแตกต่างทางเชื้อชาติ ศาสนา ประเพณี และวัฒนธรรม
พล.ท.ปมุข อุทัยฉาย ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ กล่าวถึงที่มาของโครงการดังกล่าวว่า ผบ.ทบ.เล็งเห็นว่าปัญหามวลชนในพื้นที่มีความสำคัญและละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง จึงต้องรีบขจัดปัญหาโดยเร็ว ด้วยการสร้างความเข้าใจให้แก่ประชาชนในพื้นที่ เพราะว่ามวลชนส่วนหนึ่งถูกให้ข้อมูลว่า ประเทศไทยกดขี่ ขูดรีด ไม่ให้เกียรติชาวมุสลิม ทำให้ประชาชนเข้าใจผิดจนเกิดโกรธแค้นเจ้าหน้าที่รัฐ "กองทัพเปิดโรงเรียนทั้งหมด 20 แห่ง และฝึกอบรมมาแล้ว 5 รุ่น โดยจะนำผู้หลงผิดมาสร้างความเข้าใจให้ถูกต้องเพื่อจะได้ไม่เป็นเหยื่อของฝ่ายตรงข้าม หากถามว่าช่วงเวลาที่ผ่านมาทำงานเข้าเป้าหมายหรือไม่ก็สามารถตอบได้ว่า เป็นไปตามวัตถุประสงค์มาก เพราะเมื่อผู้หลงผิดเข้ามาฝึกอบรมทำให้รู้ว่าทหารเป็นมิตร จึงให้ข้อมูลที่แท้จริงว่าเขาถูกหลอก" พล.ท.ปมุข กล่าว
พล.ท.ปมุข เล่าว่า ผู้หลงผิดที่เข้าแรกๆ จะมีพฤติกรรมไม่ค่อยเป็นมิตร โดยแสดงออกด้วยการไม่ยอมพูดยอมจา ไม่ยอมมองหน้า ก้มหน้าอย่างเดียว หรือบางครั้งถามคำตอบคำ แต่พอเวลาผ่านไปผู้หลงผิดเหล่านั้นมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปทางที่ดี
สำหรับสิ่งที่คาดหวังในครั้งนี้ พล.ท.ปมุข เชื่อว่า ผู้ที่ผ่านการอบรมจะเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงที่จะเข้าไปทำงานในหมู่บ้านเพื่ออธิบายทำความเข้าใจให้คนในชุมชน จากการพูดคุยกับผู้หลงผิดที่จบการอบรมออกไป พบว่า 30% หรือราว 1 ใน 3 ของผู้ที่เข้ามาฝึกอบรมได้ให้ข้อมูลข่าวสารกลับมายังกองทัพเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะข่าวความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามว่าจะก่อเหตุที่จุดใด
"ผมยอมรับว่าผู้ที่หลงผิดคงเข้ามาเป็นพวกเราไม่ครบ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะบางคนถูกฝังหัวมายาวนาน และประเด็นสำคัญคือ บางคนยังไม่ได้ถอนคำสาบาน จึงไม่ได้ร่วมมือกับทางการอย่างเต็มที่ ส่วนคนที่ถอนคำสาบานแล้วจะให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แต่ผู้หลงผิด อาจจะกลับไปเป็นแนวร่วมคงมีบ้าง เราจึงคาดหวังว่า ถ้าได้ผล 50 เปอร์เซ็นต์ของคนที่เข้าฝึกก็ถือว่าสำเร็จแล้ว"
พล.ท.ปมุข กล่าวว่า ผู้ที่ผ่านการอบรมแล้วทางกองทัพจะต้องติดตามประมวลผล โดยจะส่งไปให้ กองกำลังสันติสุข และ กองกำลังศรีสุนทร ไปติดตามขยายผล และทำรายงานมาโดยตลอด ทำให้สถานการณ์ทั่วไปในพื้นที่ดีขึ้น เนื่องจากได้รับความร่วมมือจากประชาชนเป็นอย่างดี
พล.ท.ปมุข กล่าวแสดงความเชื่อมั่นว่า โครงการนี้จะต้องเดินหน้าต่อไป เพราะเป็นวิธีเดียวที่จะ "ชนะโดยที่ไม่ต้องรบ" เป็นยุทธศาสตร์และกลยุทธ์ที่หน่วยรบพิเศษต้องการนำมาใช้ เพราะไม่ต้องการใช้ความรุนแรง และต้องการแสดงให้เห็นว่า ทหารพร้อมที่จะอยู่เคียงข้างประชาชน
"ขณะนี้ประชาชนเริ่มไม่ให้ความร่วมมือกับโจร ทำให้โจรเริ่มโมโห และเริ่มออกอาการ โดยเฉพาะการก่อเหตุความรุนแรงเพื่อทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว และหันกลับไปเป็นแนวร่วมเหมือนเดิม โดยเฉพาะการฆ่าตัดตอนผู้ที่กลับใจเพื่อไม่ให้สาวถึงตัวการ จึงต้องอาศัยวิธีการทางนิติวิทยาศาสตร์เพื่อหาหลักฐานมัดตัวผู้ก่อเหตุ และหากจับตัวได้ก็จะไม่สามารถโต้แย้งได้เลย"
พล.ท.ปมุข ยังกล่าวฝากถึงกำลังพลหน่วยรบพิเศษที่ลงไปทำงานในพื้นที่ด้วยว่า ให้ "ดูแลตัวเอง" และหากตกอยู่ในอันตรายจะต้องปฏิบัติการตอบโต้โดยทันที
สำหรับเหตุการณ์ที่ทหารหน่วยรบพิเศษถูกโจมตี จนทำให้ ส.อ.สมจิตร หล่อแสง เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ พล.ท.ปมุข กล่าวยอมรับว่า เป็น "เหตุสุดวิสัย" จริงๆ ประกอบกับสภาพอาวุธยุทโธปกรณ์ยังไม่พร้อม กระนั้นถือว่าเป็นการ "สละชีพเพื่อชาติ" จึงถือว่าน่ายกย่องเป็นอย่างมาก
พล.ท.ปมุข ชี้ว่า ขณะนี้สถานการณ์ในพื้นที่ดีขึ้น จึงไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนยุทธวิธี เพราะหลังจากที่ ผบ.ทบ.แบ่งพื้นที่เป็น 130 หน่วย ทำให้การปฏิบัติงานประสบความสำเร็จมากขึ้น โดยมีปฏิบัติการหลากหลายทั้งการส่งกองกำลังติดอาวุธไล่ติดตามผู้ก่อเหตุแบบจรยุทธ์ การทำงานด้านมวลชน ฯลฯ
"ฝ่ายตรงข้ามพยายามทุกวิถีทางเพื่อต้องการแยกมวลชนเข้าไปเป็นพวกเหมือนเดิม จึงใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ แต่ฝ่ายทหารก็พยายามทำงานอย่างเต็มที่เพื่อสกัดกั้นการก่อเหตุของกลุ่มก่อการร้าย และคืนสันติสุขให้แก่ประชาชนในพื้นที่" ผบ.หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ กล่าวทิ้งท้าย
อดีตแนวร่วมแฉวิธีก่อเหตุ
นายอาหามะ อายุ 26 ปี เจ้าหน้าที่อนามัยแห่งหนึ่งใน จ.ยะลา กล่าวถึงที่มาของการอบรมครั้งนี้ว่า หลังจากทราบจากทหารในพื้นที่ว่า ตนมีรายชื่ออยู่ในกลุ่มผู้เข้าข่ายที่จะถูกชักจูง ด้วยความกลัวจึงเข้ามารายงานตัวกับทางการเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ของตัวเอง
"ผมอยากมาแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มโจร เพราะผมทำงานอยู่ที่สถานีอนามัยและอยู่กับทหารทุกวัน ตอนนั้นรู้สึกงงอยู่เหมือนกันว่าทำไมถึงมีรายชื่อเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งๆ ที่ผมไม่เคยคิดที่จะทำร้ายประชาชนและประเทศชาติเลย" นายอาหามะ กล่าว
นายอาหามะ ระบุว่า ความรุนแรงในพื้นที่เกิดจากกลุ่มคนที่ไม่หวังดีเพียงไม่กี่คน แต่ทำให้เกิดความวุ่นวายไปหมด ตนในฐานะที่เป็นคนมุสลิม และอยู่ในพื้นที่มากว่า 26 ปี จึงอยากให้คนที่คิดไม่ดีกับประเทศชาติล้มเลิกความคิดนั้นเสีย และหันกลับมาทำแต่สิ่งที่ดี เพราะประชาชนในพื้นที่เดือดร้อนกันมานานแล้ว
"สมัยนี้ไม่มีการรบด้วยการใช้อาวุธกันแล้ว แต่เขาสู้กันโดยใช้ความรู้ และความคิด โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาประเทศ เราจะต้องร่วมมือร่วมใจกันพัฒนา ไม่ว่าจะอยู่ศาสนาหรือเชื้อชาติใดก็สามารถอยู่ร่วมกันได้หมด เพราะที่นี่คือประเทศไทย ซึ่งมีแต่ความรัก ความสามัคคี"
นายอาหามะ ตั้งใจไว้ว่า หลังผ่านการฝึกอบรมจะกลับไปบอกญาติพี่น้องว่า ชาวมุสลิมในภาคกลางเขาสามารถอยู่รวมกันได้กับศาสนาอื่นๆ อย่างสันติสุข และไม่ว่าจะเกิดมาจากแผ่นดินใดก็ตาม เมื่อมาอยู่ในแผ่นดินไทยก็จะต้องรักประเทศไทยให้มากเพื่อเป็นการตอบแทนแผ่นดินที่เราอยู่
ด้านหนุ่มชาว จ.ยะลาอีกคน ที่เข้าร่วมอบรมครั้งนี้ เรียกร้องให้มีการตรวจสอบรายชื่อผู้หลงผิดที่อยู่ใน พ.ร.บ.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพราะเชื่อว่ายังมีอีกมากที่ไม่ได้ตรวจสอบ
"ตอนที่ผมมีรายชื่อ รู้สึกแปลกใจมากว่า ตัวเองมีรายชื่อได้อย่างไร ทั้งที่ช่วยงานหน่วยงานภาครัฐมาโดยตลอด ผมทำงานเป็นลูกจ้างในสภาความมั่นคงแห่งชาติเพื่อประสานงานการแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และยังเป็นลูกจ้างสำนักงานจัดหาแรงงาน จ.ยะลา ปกติผมจะเป็นคนเงียบ ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร จึงคิดว่าอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดความระแวงสงสัย"
อย่างไรก็ตาม แม้จะปรากฏรายชื่อในกลุ่มผู้หลงผิดอย่างไม่ค่อยเป็นธรรมเท่าใดนัก แต่ก็อยากให้คนในพื้นที่เชื่อใจ และร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะการ "แจ้งเบาะแส" ของกลุ่มก่อการร้าย
ขณะที่ผู้หลงผิดอีกรายหนึ่งที่ได้รับการ "ถอนคำสาบาน" (ซุมเปาะ) เรียบร้อยแล้ว เล่าถึงเส้นทางชีวิตที่เคย "หลงผิด" ว่า ถูกชักชวนจากกลุ่มก่อความไม่สงบ มีการอ้างเหตุผลว่า ดินแดนแห่งนี้เคยเป็นของชาวมลายู-ปัตตานีมาก่อน ส่วนประเทศสยามมาปกครองทีหลัง พวกนี้เป็นพวกนอกศาสนา เข้ามารุกราน จึงต้องร่วมกันต่อสู้ขับไล่พวกนี้ออกไป เมื่อเยาวชนหลงเชื่อก็จะให้ "ดื่มน้ำสาบาน"
ผู้หลงผิดคนเดิม ให้ข้อมูลว่า ผู้หลงผิดที่เป็นแนวร่วมจะได้รับคำสั่งจากพวกระดับแกนนำโน้มน้าวกลุ่มเยาวชนอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป เมื่อเยาวชนหลงกลก็จะดำเนินการขั้นต่อไปคือ การทดลองงานในขั้นแรกด้วยการเป็นเวรยาม คอยติดตามความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยติดต่อสื่อสารกันทางโทรศัพท์
"เขาจะเอาโทรศัพท์ให้ผมไว้ 1 เครื่อง เพื่อติดต่อความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยจะให้เข้าเวรยามที่ร้านน้ำชา หรือจุดที่มีเจ้าหน้าที่ผ่านเข้าออกบ่อยๆ จะทำงานตั้งแต่เวลา 08.00 น. ไปจนกว่าจะมีแนวร่วมคนอื่นมาผลัดเปลี่ยนกันตามระยะเวลาที่เขากำหนดมา ซึ่งไม่ค่อยแน่นอน หลังจากออกเวรยามก็จะมีแนวร่วมมาเก็บโทรศัพท์ไปทันที โดยจะทำแบบนี้เป็นเดือน
เมื่อผ่านจุดนี้ ก็จะเริ่มปฏิบัติการขั้นต่อไปคือ การทำลายทรัพย์สินของทางราชการ เช่น เผาตู้โทรศัพท์ เผาธงชาติ ดึงสายไฟฟ้า โรยตะปูเรือใบ รวมถึงการขัดขวางเจ้าหน้าที่ด้วยการปลุกระดมม็อบ โดยเฉพาะเหตุการณ์การฆ่า 2 นาวิกโยธิน ที่ จ.นราธิวาส และจะปฏิบัติจนกว่าจะได้รับความไว้วางใจจากแกนนำ ส่วนใหญ่จะใช้เวลาประมาณ 2-4 เดือนเป็นอย่างต่ำ"
เมื่อผ่านขั้นตอนทั้งสองมาแล้ว ก็จะได้รับความไว้วางใจจากระดับแกนนำให้เริ่มก่อเหตุใหญ่ด้วยการฆ่าเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนผู้บริสุทธิ์ จะเข้าไปฝึกด้านจรยุทธ์อีกประมาณเดือนกว่าๆ ก่อนที่จะลงมือปฏิบัติจริง ทั้งนี้การปฏิบัติการฆ่าเจ้าหน้าที่รัฐแต่ละครั้งจะมีแนวร่วมติดต่อมาว่าให้ปฏิบัติการในวันและเวลาใด หลังจากนั้นจะมารับที่บ้านพร้อมกับให้อาวุธปืนเพื่อไปก่อเหตุ เมื่อก่อเหตุเสร็จก็จะมาส่งที่บ้านพร้อมกับนำปืนกลับไป เมื่อต้องการให้ปฏิบัติการที่ไหนอีก เขาก็จะติดต่อในลักษณะเดิม
"หลังก่อเหตุจะมีคนขี่รถมอเตอร์ไซค์มาส่งผมถึงบ้าน จากนั้นผมก็จะเดินเข้าบ้านเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น โดยปฏิบัติการจะใช้เวลาประมาณ 10 นาที แรกๆ คนที่เข้าไปเป็นแนวร่วมจะต้องเสียค่าสมาชิกเดือนละประมาณ 30 บาท แต่พอมีความชำนาญถึงขั้นฆ่าเจ้าหน้าที่ได้ก็จะได้รับเงินเป็นค่าจ้างตั้งแต่ 500-10,000 บาท ตามแต่ความรุนแรงของเหตุการณ์ แหล่งข่าวแฉหมดเปลือก