คมชัดลึก Komchadluek.comคมชัดลึก Komchadluek.comคมชัดลึก Komchadluek.com

วันอังคารที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2551

Nation Group GO
ค้นหาข่าวย้อนหลัง


แพทย์ทหารบุกพื้นที่สีแดง อีกหนึ่งยุทธศาสตร์ดับไฟใต้

แพทย์ทหาร ทบ. สานภารกิจดับไฟใต้ ส่งทีมแพทย์จาก รพ.ทหาร 37 แห่งทั่วประเทศช่วยรักษาชาวบ้านในพื้นที่ ระบุ แม้จะเสี่ยงอันตรายแค่ไหน แต่ก็ภูมิใจที่มีส่วนสำคัญในการดับไฟใต้

แม้จะเสี่ยงอันตรายแค่ไหน แต่ทีมแพทย์ก็ไม่เคยบ่น เพราะแต่ละคนที่ทำงานก็มาด้วยใจกันทั้งนั้น และหวังว่าจะนำสันติสุขคืนให้แก่ประชาชนในพื้นที่

เหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่ายังเกิดจาก "ช่องว่าง" ความไม่เข้าใจกันระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับประชาชน โดยเฉพาะปัญหาที่ถูกฝังรากลึกจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐที่เอารัดเอาเปรียบประชาชนจนเกิดความไม่พอใจสั่งสมของชาวบ้านในพื้นที่

ด้วยเหตุนี้กองทัพบก (ทบ.) ในฐานะที่เป็นเจ้าภาพในการบูรณาการการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงต้องเร่งรีบแก้ไขปัญหาไม่ให้ยืดเยื้อคาราคาซังต่อไป พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) จึงผุดโครงการ “แพทย์ทหารบกใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้”

โครงการดังกล่าวจะยึดถือแนวทางยุทธศาสตร์พระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ “เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา” ซึ่งในการปฏิบัติงานจะเน้นหนักในเขตพื้นที่สีแดง

พล.ท.บุญเลิศ จันทราภาส เจ้ากรมแพทย์ทหารบก ผู้รับผิดชอบโครงการนี้ กล่าวถึงวัตถุประสงค์การจัดส่งแพทย์ทหารบกไปปฏิบัติงานช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า เพื่อต้องการเข้าไปแก้ปัญหาให้ประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงภัยที่กระทรวงสาธารณสุขไม่สามารถเข้าไปได้ แต่ทหารมีความพร้อมทางด้านกำลังพลที่สามารถเข้าไปดูแลประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง

“ชุดแพทย์ที่ลงไปปฏิบัติงานจะทำงานหนักมาก เพราะแผนเดิมวางไว้ว่าจะทำแบบวันเว้นวัน แต่เมื่อมีประชาชนเข้ามารักษาจำนวนมาก หน่วยแพทย์ก็จะต้องปฏิบัติงานอย่างเต็มที่ตามความต้องการของประชาชน จึงได้วางแผนว่าจะหมุนเวียนกำลังพลลงไปปฏิบัติงาน โดยใช้แพทย์ทหารจากโรงพยาบาล 37 แห่งทั่วประเทศ สับเปลี่ยนลงพื้นที่ทุกเดือน” พล.ท.บุญเลิศ กล่าว

พล.ท.บุญเลิศ กล่าวอีกว่า ชุดแพทย์ที่ลงไปมีประมาณ 30 กว่าคน โดยจะมีชุดทันตแพทย์เคลื่อนที่ และชุดเอกซเรย์เคลื่อนที่ รวมถึงจิตแพทย์ที่จะช่วยดูแลด้านสุขภาพจิต คอยเยียวยาจิตใจให้ประชาชนในพื้นที่ จึงเสมือนเป็น "โรงพยาบาลเคลื่อนที่" โดยจะมีเจ้าหน้าที่จากกองอำนวยการเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กอ.สสส.จชต.) เสริมทีมเข้ามาด้วย

นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังมีภารกิจสนับสนุนการทำงานของแพทย์ในพื้นที่ด้วย เช่น การสนับสนุนแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมเพื่อปฏิบัติงานในโรงพยาบาลประจำจังหวัด ได้แก่ รพ.ปัตตานี รพ.ยะลา และรพ.นราธิวาสราชนครินทร์ ซึ่งขาดแคลนแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรม ซึ่งนอกจากจะให้การรักษาแก่ประชาชนที่เจ็บป่วยแล้ว ยังช่วยดูแลทหารที่เข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลทั้งสามแห่งอีกด้วย

พล.ท.บุญเลิศ กล่าวด้วยความภาคภูมิใจว่า "หลังปฏิบัติงานมาเกือบ 3 เดือน พบว่าประชาชนในพื้นที่ให้ความร่วมมือกับหน่วยแพทย์เป็นอย่างดี และยิ้มแย้มแจ่มใสพูดคุยกับเจ้าหน้าที่รัฐมากยิ่งขึ้น ไม่เหมือนกับตอนเข้ามาใหม่ๆ ที่ประชาชนจะค่อนข้างเครียด จึงเชื่อว่า การนำโครงการแพทย์ลงไปจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้การแก้ไขปัญหาในพื้นที่เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น"

เจ้ากรมแพทย์ทหารบก เผยเคล็ดลับความสำเร็จส่วนหนึ่งของโครงการนี้ว่า ก่อนลงไปปฏิบัติงานได้ส่งๆ ชุดแพทย์ลงไป "สำรวจความต้องการของประชาชน" โดยมี พล.ต.รณวิทย์ อุปถัมภ์นรากร ผู้ช่วยเจ้ากรมแพทย์ทหารบก และฝ่ายอำนวยการประจำอยู่ที่ กอ.สสส.จชต. รับผิดชอบวางแผนการทำงานของชุดแพทย์ และประสานกับกำลังหน่วยรบ ทำให้การทำงานมีความรัดกุม ไม่มีปัญหา

ทั้งนี้ จากการสำรวจเบื้องต้นทราบว่า "มีความขาดแคลนด้านศัลยแพทย์" จึงได้ส่งศัลยแพทย์มือดีจากส่วนกลางไปประจำอยู่ทุกโรงพยาบาลในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

แม้จะประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี แต่ พล.ท.บุญเลิศ ก็ยอมรับว่า ช่วงแรกที่เข้าไปปฏิบัติงานมีปัญหาเรื่องภาษาบ้าง แต่โชคดีที่ทหารส่วนหนึ่งพูดภาษายาวีได้ และยังมีการใช้ล่ามจากเจ้าหน้าที่สถานีอนามัย โรงพยาบาลประจำอำเภอ รวมทั้งคนในพื้นที่มาช่วยทำให้ปัญหาดังกล่าวค่อยๆ หมดไป

นอกจากภารกิจการช่วยรักษาพยาบาลแล้ว เจ้ากรมแพทย์ทหารบก ยังยินดีที่จะเปิดโอกาสให้เยาวชนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เข้าศึกษาในสถาบันทางการแพทย์ของกองทัพบก โดยเยาวชนที่จะเข้ามาศึกษาจะต้องคัดเลือกมาจากจังหวัดให้ตรงกับคุณสมบัติ ทั้งความรู้ และความสามารถเพื่อให้ได้มาตรฐาน และเมื่อจบหลักสูตรการศึกษาจะได้กลับมาเป็นแพทย์ช่วยเหลือประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้วยความตั้งใจจริงของทีมแพทย์ทุกคน เจ้ากรมแพทย์ทหารบก จึงมั่นใจว่า น่าจะทำให้สันติสุขกลับคืนสู่ดินแดนด้ามขวานทองอีกครั้ง และเชื่อว่าความแตกต่างด้านวัฒนธรรมจะไม่เป็นอุปสรรคแต่อย่างใด ด้าน พ.อ.ปราโมทย์ อิ่มวัฒนา ผอ.กองยุทธการ และการข่าวกรมแพทย์ทหารบก กล่าวเสริมเรื่องวัตถุประสงค์ของโครงการนี้ว่า การลงไปปฏิบัติภารกิจของกรมแพทย์ทหารบกเพื่อช่วยเหลือประชาชนตามยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของกองทัพบกที่ต้องการเอาชนะกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่ และในพื้นที่มีประชาชนที่ไม่ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐประมาณ 1-2 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม พ.อ.ปราโมทย์ ก็ยอมรับว่า พฤติกรรมของเจ้าหน้าที่รัฐในอดีตเป็นตัวแปรสำคัญที่ประชาชนไม่เข้ามาร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ แต่เมื่อมีการนำแพทย์ไปช่วยเหลือทำให้ประชาชนในพื้นที่เริ่มเกิดความศรัทธาเจ้าหน้าที่รัฐ และหันมาร่วมมือในการแจ้งเบาะแสกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่มากขึ้น

พ.อ.ปราโมทย์ กล่าวถึงยุทธศาสตร์ของโครงการที่สอดรับกับยุทธศาสตร์ของกองทัพว่า กองทัพได้แบ่งเขตความรุนแรงเป็น 3 เขต คือ 1.พื้นที่สีแดง ที่มีกลุ่มก่อความไม่สงบที่มีปฏิกิริยารุนแรงแอบแฝงอยู่ประมาณร้อยละ 30 2.พื้นที่สีเหลือง ประมาณร้อยละ 20 และ 3.พื้นที่สีเขียว ประมาณร้อยละ 50

"การทำงานของเจ้าหน้าที่ไม่ได้ทำกันแบบมั่วๆ แต่จะทำตามยุทธศาสตร์กองทัพ โดยเฉพาะการปฏิบัติงานในพื้นที่สีแดง ซึ่งเป็นเขตอันตราย แต่ระยะหลังกลุ่มก่อความไม่สงบบางส่วนเริ่มถอนตัวจากขบวนการ และเข้ามอบตัวเป็นจำนวนมาก จึงต้องรีบเข้าไปสร้างมวลชนให้มากที่สุด และจากการสำรวจพบว่าประชาชนชอบให้เจ้าหน้าที่เข้าไปสอนการเลี้ยงสัตว์ และด้านการแพทย์"

การปฏิบัติงานที่ผ่านมากรมแพทย์ทหารบกได้ส่งทีมแพทย์ลงพื้นที่ 36 คน แบ่งเป็น แพทย์ทั่วไป 6 คน ทันตแพทย์ 3 คน พยาบาล 6 คน ส่วนที่เหลือจะเป็นผู้ช่วยพยาบาล เจ้าหน้าที่แล็ปทันตกรรมที่ประจำอยู่ในรถเคลื่อนที่ โดยจะทำงานในวันจันทร์-พุธ-ศุกร์ และจะหยุดวันอังคาร-พฤหัสบดี เพื่อสลับจัดเตรียมหายารักษาโรคในวันรุ่งขึ้น จากการปฏิบัติงานในพื้นที่ตั้งแต่ปลายปี 2548 พบว่ามีประชาชนมารับการรักษาเกือบ 2 หมื่นคน โดยต่อไปจะมีการประเมินการทำงานทุก 3 เดือนว่า ประชาชนพอใจการให้บริการหรือไม่

พ.อ.ปราโมทย์ กล่าวย้ำว่า การเข้าไปรักษาในเขตพื้นที่สีแดงจะต้องเน้นความปลอดภัยเป็นหลัก โดยก่อนปฏิบัติงานแต่ละครั้งจะมีเจ้าหน้าที่เข้าไปเคลียร์พื้นที่ 2-3 รอบ เพื่อป้องกันเหตุร้าย

พ.อ.ปราโมทย์ กล่าวทิ้งท้ายว่า "แม้จะเสี่ยงอันตรายแค่ไหน แต่ทีมแพทย์ก็ไม่เคยบ่น เพราะแต่ละคนที่ทำงานก็มาด้วยใจกันทั้งนั้น และหวังว่าจะนำสันติสุขคืนให้แก่ประชาชนในพื้นที่"

ประวัติกรมแพทย์ทหารบก

เริ่มดำเนินการเมื่อปี 2415 แต่สมัยนั้นยังไม่มีการตั้งตำแหน่ง "นายแพทย์ใหญ่ทหารบก" หรือ "เจ้ากรมแพทย์ทหารบก"

ต่อมา นายแพทย์เทียนฮี้ สารสิน ซึ่งได้รับพระราชทานยศเป็น "นายร้อยเอก" เมื่อปี 2422 ได้เป็นผู้ริเริ่มจัดตั้ง "โรงพยาบาลทหารหน้า" ขึ้นที่บริเวณถนนตรีเพ็ชร (ข้างสถานีตำรวจพระนครบาลพาหุรัด)

จากนั้นในปี 2430 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวมการบังคับบัญชาทหารบก และทหารเรือเข้าด้วยกันตั้งเป็น "กรมยุทธนาธิการ"

ต่อมา ร้อยเอกเทียนฮี้ ได้รับพระราชทานเลื่อนยศเป็นนายพันตรี และเลื่อนตำแหน่งเป็น "นายแพทย์ใหญ่ทหารบก" จึงนับได้ว่า "นายพันตรีเทียนฮี้ เป็นนายแพทย์ใหญ่ทหารบกคนแรก" ทั้งๆ ที่ยังไม่มีกรมแพทย์ทหารบกเกิดขึ้น

เริ่มก่อตั้ง "กองแพทย์" ขึ้นในบริเวณ ซึ่งเคยเป็นวังของพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าชายรัตน์ และพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าวิไลวรวิลาศ ถ.เจ้าฟ้า ต.ท่าช้างวังหน้า ปากคลองหลอด เมื่อวันที่ 7 มกราคม ปี 2443 เป็นหน่วยขึ้นตรงกรมยุทธนาธิการ (ต่อมากรมแพทย์ทหารบกถือเป็นวันสถาปนากรมแพทย์ทหารบก)

9 เมษายน 2457 เสนาบดีกระทรวงกลาโหมได้ออกคำสั่งให้เปลี่ยนชื่อกรมแพทย์ทหารบกเป็น "กรมแพทย์สุขาภิบาลทหารบก" และเปลี่ยนชื่อตำแหน่งหัวหน้ากรมแพทย์ทหารบกเป็น "เจ้ากรมแพทย์สุขาภิบาลทหารบก"

ปี 2460 กรมแพทย์สุขาภิบาล ต้องย้ายไปอยู่ในพระบรมมหาราชวัง และอาศัยพระที่นั่งอิศเรศรังสรรค์ และพระราชวังบวรฯ เป็นที่ทำการ

ต่อมา เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน ปีเดียวกัน นายแพทย์ใหญ่ทหารบก ก็ขยับขยายหาที่ตั้ง กรมแพทย์สุขาภิบาลทหารบกใหม่ ไปอยู่บริเวณท่าวัดราชบูรณะ (วัดเลียบริมแม่น้ำเจ้าพระยา)

ปี 2474 กระทรวงกลาโหมมีคำสั่งทหารที่ 43/12130 ให้รวมกรมแพทย์สุขาภิบาลทหารบกกับกรมแพทย์พยาบาลทหารเป็นกรมเดียวกัน เรียกว่า "กรมแพทย์สุขาภิบาลทหาร" ขึ้นตรงต่อกระทรวงกลาโหม

ปี 2475 ได้รวมเอากองเสนารักษ์ที่ 1 และ 2 เข้าด้วยกัน เรียกว่า "กองเสนารักษ์จังหวัดทหารบกกรุงเทพฯ"

ปี 2479 กระทรวงกลาโหม แยกเอากิจการแพทย์ทหารเรือ ออกจาก กรมแพทย์สุขาภิบาลทหาร ไปขึ้นตรงต่อกองทัพเรือ และมีคำสั่งทหารที่ 9/643 เมื่อวันที่ 15 เมษายน โอนกรมแพทย์สุขาภิบาลทหารไปขึ้นตรงต่อกองทัพบก และเปลี่ยนชื่อเป็น "กรมแพทย์ทหารบก"

ปี 2489 แปรสภาพกองเสนารักษ์มณฑลทหารบกที่ 1 (ที่วังพญาไท) ขึ้นตรงมณฑลทหารบกที่ 1 มาเป็นโรงพยาบาลทหารบกขึ้นตรงกรมแพทย์ทหารบก

ปี 2507 ตั้งโรงเรียนพยาบาลผดุงครรภ์อนามัยกองทัพบกทางด้านทิศตะวันตกของวังพญาไท ขึ้นตรงโรงเรียนเสนารักษ์ ต่อมาเมื่อขยายหลักสูตรถึงขั้นปริญญา จึงแปรสภาพเป็น "วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก" ขึ้นตรงศูนย์อำนวยการแพทย์พระมงกุฎเกล้าใน

ปี 2526 กองทัพบก อนุมัติให้โรงพยาบาลค่ายสุรนารี ซึ่งเป็นหน่วยในอัตรากองทัพภาคที่ 2 มาเป็นหน่วยขึ้นตรงของกรมแพทย์ทหารบก และฝากการบังคับบัญชาไว้กับกองทัพภาคที่ 2

ปี 2527 กองทัพบกได้อนุมัติให้จัดตั้งศูนย์อำนวยการการแพทย์พระมงกุฎเกล้า เพื่อเสริมสร้างความเจริญก้าวหน้าให้กับสายแพทย์ และเพิ่มพูนประสิทธิภาพในด้านบริการทางการแพทย์ การรักษาพยาบาลการผลิตบุคลากรทางการแพทย์ การศึกษาวิจัยทางวิชาการให้ทันสมัย ตลอดจนพยายามขยายกิจการการแพทย์ให้เจริญขึ้นมีขีดความสามารถทางการแพทย์สูงสุดทัดเทียมโรงพยาบาลทหารในประเทศที่เจริญก้าวหน้า

ปี 2537 กระทรวงกลาโหม อนุมัติให้โอนโรงงานเภสัชกรรมทหาร กรมแพทย์ทหารบก ไปเป็นส่วนแพทย์ขึ้นตรงต่อ ศูนย์กรมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และพลังงานทหารสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ตามคำสั่งกระทรวงกลาโหม (เฉพาะ) ที่ 208/37 ลงวันที่ 31 ตุลาคม 2537

ปัญญา ทิ้วสังวาลย์

panya@saithaharn.com


<< ย้อนหลัง




พระเครื่อง คม ชัด ลึก
ตะลุยกองทัพ
ดูดวง
ภาษาอังกฤษ ง่ายนิดเดียว
ฮอตไลน์ สายรัก
รักสุขภาพ
ชุมชนไทย ในต่างแดน
ย้อนหลังข่าวเด่น



จดหมายถึง บก.
ร้องทุกข์
เปิดซอง ส่องไทย
นักข่าว ชาวบ้าน "คม ชัด ลึก"
ห้องสนทนา
การเมือง
ทักทาย บันเทิง
คุยเฟื่อง เรื่องกีฬา
ชุมนุม คนชอบชิม


ใส่ตำแหน่งงาน
หาตามสายอาชีพ
ตำแหน่งยอดนิยม
หางานผ่านมือถือ »

คม ชัด ลึก ฝึกอาชีพ
คมชัดลึก PDA


nationgroup สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
บริษัท เนชั่นมัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) พ.ศ. 2543