![]() ![]() ![]() |
|
![]() | ||||||||
| ||||||||
|
กองพันที่ 3 กรมทหารราบที่ 13 ผุดไอเดียเก๋
ฝึกซ้อมรบด้วย "กระสุนสี" จากปืนเพ้นท์บอล มั่นใจได้
ผลดีกว่าเดิม เพราะคล้ายสถานการณ์จริงมาก
และตรวจสอบได้ง่ายว่าใครทำผิดพลาดบ้าง
เมื่อทหารคนใดถูกยิงก็จะเกิดความอาย และแสดงให้เห็นชัดเจนว่า หากอยู่ในสนามรบคงถูกยิงจนบาดเจ็บหรือเสียชีวิตแล้วทำให้ทหารตั้งใจฝึกฝนมากขึ้น
![]() การเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับศึกสงครามที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างไม่คาดฝันทุกเมื่อเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งของทุกเหล่าทัพ เพราะหากการเตรียมความพร้อมแล้วไซร้ หากเกิดสถานการณ์คับขันขึ้นมาจริงๆ ย่อมเกิดความสับสนอลหม่าน และมีโอกาสที่จะเพลี่ยงพล้ำต่อข้าศึกได้โดยง่าย ด้วยเหตุนี้ กรมทหารราบที่ 13 ค่ายเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี โดยการนำของ พ.ท.ยุทธเกียรติ สิทธิด่าง ผู้บังคับการกองพันที่ 3 กรมทหารราบที่ 13 ค่ายเจ้าพระยาสุรวงศ์วัฒนศักดิ์ ซึ่งเล็งเห็นความสำคัญของการเตรียมพร้อม จึงคิดค้นหารูปแบบการฝึกรบรูปแบบใหม่ๆ เพื่อฉีกจากรูปแบบเดิมๆ และเพิ่มประสิทธิภาพในการฝึก โดยเลือกใช้รูปแบบการฝึกด้วย "กระสุนสี" ซึ่งจะมีความสมจริงมากกว่ารูปแบบเดิม โดยกองพันทหารราบที่ 3 ได้จัดหาปืนกระสุนสี 12 ชุด มาใช้เป็นเครื่องช่วยฝึกให้กำลังพลของหน่วยเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพในการทำงานเป็นทีมระดับชุดยิงจนถึงหมู่ปืนเล็ก ฝึกทำการรบในระยะประชิด พัฒนาประสิทธิภาพการฝึกบุคคลทำการรบในเรื่องการเคลื่อนที่-การใช้ที่กำบัง-การใช้ทัศนสัญญาณ เพื่อปรับเปลี่ยนทัศนคติของกำลังพลว่า การฝึกเป็นเรื่องสนุก ท้าทาย ไม่ใช่เรื่องไม่น่าเบื่อหน่าย พ.ท.ยุทธเกียรติ กล่าวถึงที่มาของแนวคิดนี้ว่า เดิมการฝึกทหารใหม่ของกองพัน ส่วนใหญ่จะฝึกด้วยอาวุธปืนไม่บรรจุกระสุน โดยจะใช้ปากทำเสียงปืน และสมมติว่าถูกยิง แต่การฝึกแบบนั้นไม่สมจริงทำให้ทหารไม่ได้ประสบการณ์จริง จึงคิดหาวิธีใหม่ให้ใกล้เคียงการรบจริงมากที่สุด ดังนั้น จึงมีการใช้ "เครื่องยิงกระสุนสี" หรือ "เพ้นท์บอล" มาใช้ในการฝึกทหาร เนื่องจากการฝึกแบบนี้เมื่อถูกยิงจะรู้สึกเจ็บ และมีสีติดตัวทำให้รู้ว่าถูกยิงแล้ว จึงสะดวกในการตรวจสอบว่า มีความผิดพลาดตรงจุดไหน ที่สำคัญเมื่อทหารคนใดถูกยิงก็จะเกิดความอาย และแสดงให้เห็นชัดเจนว่า หากอยู่ในสนามรบคงถูกยิงจนบาดเจ็บหรือเสียชีวิตแล้วทำให้ทหารตั้งใจฝึกฝนมากขึ้น ![]() รูปแบบการฝึกด้วยปืนกระสุนสีมีทั้งหมด 5 แบบ คือ การเคลื่อนที่ภายใต้การยิง การเข้าตีที่มั่นดัดแปลงแข็งแรง การรบปะทะระยะประชิด การฝึกการใช้กฎการปะทะ และ การฝึกยิงปืนแยกเป้าหมาย ในการฝึกเคลื่อนที่ภายใต้การยิงแต่ละครั้งต้องสวมชุดพร้อมรบ ได้แก่ หมวกเหล็ก หน้ากากป้องกันอันตราย เสื้อเกราะเทียม และอาวุธประจำกาย ปลย.เอ็ม 16 เอ 2 ไม่บรรจุกระสุน ซึ่งเป็นการฝึกดำเนินกลยุทธ์การเคลื่อนที่ และการใช้ที่กำบังของชุดยิงเพื่อความอยู่รอดในสนามรบ วิธีการฝึกจะจัดกำลัง 1 ชุดยิง ประกอบด้วย กำลังพล 5 นาย เป็นหน่วยเคลื่อนที่ ส่วนฝ่ายข้าศึกจัดกำลังพล 3 นาย ยิงต่อต้านการเคลื่อนที่ โดยใช้พื้นที่สวนหย่อมหน้า บก.พัน กำหนดแนวเสาธงชาติเป็นจุดเริ่มต้นให้ชุดยิงเคลื่อนที่ดำเนินกลยุทธ์เข้าหาแนวที่มั่นข้าศึกด้านบ้านพักนายทหารด้วยการบอกคำสั่งให้เคลื่อนที่ตามคำสั่งหัวหน้าชุดยิง และให้ใช้ทัศนสัญญาณให้มากที่สุด ระหว่างการเคลื่อนที่จะไม่มีการตอบโต้ข้าศึกด้วยการยิงหรือใช้อาวุธอย่างอื่น ส่วนฝ่ายข้าศึกจะเข้าประจำตำแหน่งยิง บรรจุกระสุนสี กระบอกละ 10 นัด สำหรับยิงต่อต้านการเคลื่อนที่ของชุดยิง หากยึด "ธงเขียว" ได้สำเร็จ และสูญเสียกำลังพลไม่เกิน 2 นาย จึงจะถือว่าปฏิบัติภารกิจสำเร็จ สำหรับการฝึกเข้าตี และป้องกันที่มั่นดัดแปลงแข็งแรงนั้น จะจัดกำลังฝ่ายเข้าตี 1 ชุดยิง กระสุน 50 นัด กำลังพล 5 นาย โดยให้แบ่งกระสุนกันตามแผนการรบที่กำหนดขึ้นเอง ส่วนกำลังฝ่ายตั้งรับป้องกันที่มั่นมี 3 นาย กระสุนคนละ 7 นัด วิธีนี้ฝ่ายตั้งรับให้ประจำในที่มั่นดัดแปลงแข็งแรง แต่สามารถจัดที่ตรวจการณ์หรือจุดซุ่มยิงไปข้างหน้าแนวที่มั่นได้ ฝ่ายเข้าตีต้องเข้ายึดที่มั่นได้ภายใน 15 นาที สูญเสียกำลังพลได้ไม่เกิน 1 นาย ถ้าต้านทานได้เกินเวลาหรือฝ่ายใดสูญเสียกำลังพลมากกว่าที่กำหนดถือว่า "ภารกิจล้มเหลว" นอกจากนี้ ยังมีการ "ฝึกรบระยะประชิด" มีที่กำบังแบบต่างๆ กัน แต่ละทีมจะปักธงรบแตกต่างกัน โดยจะจัดกำลังพลแบ่งเป็น 2 ชุด ชุดละ 5 นาย กระสุนคนละ 10 นัด จากนั้นกำลังพลของแต่ละชุดจะร่วมวางแผนการรบ และเมื่อพร้อมแล้วให้ยืนหันหน้าเข้าหาธงรบของตัวเอง ก่อนจะบรรจุกระสุน และปลดห้ามไก เมื่อกรรมการให้สัญญาณสั่งเริ่ม ให้แต่ละฝ่ายกลับหลังหันเข้าหาฝ่ายตรงข้าม เข้าหาที่กำบังแล้วยิงและรบตามแผนของหัวหน้าชุดยิง วิธีนี้กำหนดการสูญเสียห้ามเกิน 1 นาย ใช้เวลารบประชิดไม่เกิน 15 นาที ฝ่ายใดสามารถยึดธงรบของฝ่ายตรงข้ามได้ถือว่าปฏิบัติภารกิจสำเร็จ นอกจากการฝึกในรูปแบบดังกล่าวแล้ว ทางค่ายยังมีการฝึกเพื่อ "ภารกิจพิเศษ" โดยจำลองสถานการณ์ที่ต้องรับมือกับกลุ่มคนร้ายใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อีกด้วย ![]() พ.ท.ยุทธเกียรติ อธิบายว่า ในการฝึกจะต้องปฏิบัติตาม "กฎการปะทะ" ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และสมมติให้ผู้รับการฝึก 5 นาย ทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่รักษาการประจำจุดตรวจของกองร้อยรักษาการ (ร้อย.ร.) ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยจะใช้กำลังพล 10 นาย แต่งเป็นราษฎร และให้อีก 3 นายเป็นกลุ่มก่อความไม่สงบทำการพกปืน 1 คน และมีดดาบอีก 2 คน โดยกำลังพลทั้ง 3 นายที่สมมติว่าเป็นคนร้ายจะแฝงตัวมากับกลุ่มราษฎรผู้บริสุทธิ์ที่เหลืออีก 7 คน การฝึกจะเริ่มจากราษฎรรวมตัวกันด่าทอการปฏิบัติหน้าที่ของทหารประจำจุดตรวจ ก่อนจะเดินเข้ามาหา กลุ่มก่อความไม่สงบ 3 คนที่แฝงตัวมาเริ่มแสดงท่าทีคุกคามทหาร แต่ยังไม่แสดงให้เห็นว่ามีอาวุธ และจะใช้อาวุธก็ต่อเมื่อเข้าใกล้จุดตรวจในระยะ 5 เมตร ส่วนทหารจะปะทะตามหลักการ โดยใช้อาวุธยิงที่แขนหรือขาของผู้คุกคามเท่านั้น และกระสุนต้องไม่พลาดไปถูกผู้บริสุทธิ์ ปัจจุบันผู้บังคับการกองพันที่ 3 ได้รับงบประมาณในการซื้ออาวุธสำหรับยิงกระสุนสี หรือเพ้นท์บอล รวมทั้งสิ้น 10 กระบอก พร้อมชุดสำหรับใส่ฝึก และหมวก นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้หน่วยงานราชการทั่วไปสามารถนำคนมาฝึก โดยสามารถติดต่อขอใช้สนามได้ และต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นค่ากระสุนนัดละ 2 บาท หรือถ้าประชาชนทั่วไปต้องการเข้ามาฝึกยิงเพื่อความสนุกสนานก็สามารถติดต่อเข้ามาได้เช่นกัน
|
![]() ![]() |
||||||||||||||||||||||
| |||||||||||||||||||||||
![]() | |||||||||||||||||||||||