![]() ![]() ![]() |
|
![]() | ||||||||
|
![]() "สุรยุทธ์" ย้ำ ไม่เสน่หา "ปฏิวัติ" ชี้ ทำชาติ ถอยหลังหลายปี ระบุ ตท.10 รุ่นนายกฯ ผงาดเก้าอี้หลัก ทำรุ่นอื่นอึดอัด ส่วน พ.ร.ก.ดับไฟใต้ ยังเร็วเกินไป แนะ ควรกลั่นกรองเป็น พ.ร.บ.ก่อนบังคับใช้ ยอมรับว่าที่ผ่านมามีทหารบางส่วนไม่พอใจต่อการบริหารงานของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แต่จะให้ทหารออกมาเคลื่อนไหวด้วยการล้มล้างรัฐบาล ผมยืนยันว่า ไม่มีอย่างแน่นอน แม้จะเกษียณอายุราชการจากตำแหน่งผู้นำกองทัพมาเกือบ 3 ปีเต็ม ก่อนจะมาดำรงตำแหน่ง "องคมนตรี" แต่ชื่อของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) เจ้าของฉายา "ทหารอาชีพ" ที่หลายคนตั้งให้ครั้งที่ดำรงตำแหน่งเป็นผู้นำกองทัพ ยังถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจของแวดวงการเมือง และทหารอย่างต่อเนื่อง ปลายปีที่แล้ว ชื่อของ พล.อ.สุรยุทธ์ ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นตัวเลือกสำคัญในตำแหน่งผู้นำรัฐบาล เนื่องจากมีกระแสการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการทุจริตในรัฐบาลชุดนี้อย่างหนักหน่วง พล.อ.สุรยุทธ์ เปิดใจกับ "คม ชัด ลึก" ถึงสารพัดเรื่องราวที่พุ่งตรงเข้ามา แม้จะพยายามปลีกวิเวกหาทางธรรม หันหลังให้เส้นทางแห่งอำนาจมานานหลายปีแล้วก็ตาม "ผมไม่รู้เหมือนกันว่า ทำไมพอเกิดเรื่องอะไรขึ้นมาก็มักจะเอาชื่อของผมไปเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ทุกครั้ง แต่การที่มีชื่อของผมไปเกี่ยวข้อง ผมคงไม่ได้เป็นคนเสนอตัวเองอย่างแน่นอน ผมไม่รู้ว่ามีคนที่คิดจะทำหรือเปล่า อาจจะมีหรือไม่มีผมไม่รู้ แต่ผมไม่เกี่ยวข้องแน่นอน ผมไม่เคยดิ้นรนไปหาใคร แต่ก็ยอมรับว่า ที่ผ่านมามีทหารบางส่วนไม่พอใจต่อการบริหารงานของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แต่จะให้ทหารมาออกเคลื่อนไหวด้วยการล้มล้างรัฐบาล ผมยืนยันว่า ไม่มีอย่างแน่นอน" ในทัศนะของนายทหารที่เรียกได้ว่า เป็น "ทหารอาชีพ" นั้น แนวทางของ พล.อ.สุรยุทธ์ ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง การปฏิวัตินั้นเป็นสิ่งที่ทำลายล้างการพัฒนาประเทศโดยตรง การล้มล้างรัฐบาลครั้งหนึ่งส่งผลให้ประเทศถอยหลังกลับไปอีกหลายก้าว "ผมอยากให้นักวิชาการ และสื่อมวลชนไปวิเคราะห์ดูว่า การปฏิวัติรัฐประหาร 17 ครั้งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยไม่เพียงพออีกหรืออย่างไร เพราะทำไปก็ไม่เห็นจะได้ประโยชน์อะไรขึ้นมาเลย" สำหรับการพัฒนาประเทศนั้น พล.อ.สุรยุทธ์ ให้น้ำหนักไปที่คน เขาระบุว่า สิ่งสำคัญในการพัฒนาประเทศจะต้อง "สร้างคน" ที่มีคุณภาพ ประชาชนต้องมีความรู้ ทั้งนี้ การสร้างรากฐานที่ดีจะต้องเริ่มจากชุมชนท้องถิ่น ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนถูกควบคุมด้วยแรงอิทธิพล นักวิชาการบ้านเรามีเยอะจะต้องช่วยกัน ต้องศึกษาว่าจะแก้ไขกันอย่างไร การศึกษามีถูกมีผิดก็ไม่เป็นไร และจะต้องเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสว่าจะทำอย่างไรในการพัฒนาประเทศ "ที่ผ่านมาประชาชนไม่ได้ศึกษาเรียนรู้เรื่องการเลือกตั้ง ทำให้นักการเมืองที่เลือกตั้งเพื่อเข้ามาบริหาร ทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่นไม่มั่นคงตามที่ประชาชนเลือกมา ดังนั้น คนที่มีความรู้ต้องให้ความรู้ด้วยการแนะนำกระบวนการกับกลุ่มชุมชุนท้องถิ่นว่า ควรทำอย่างไร ในการที่จะเลือกนักการเมืองที่ดีมาบริหารงานระดับชาติ หากไม่มีรากฐานที่มั่นคง การเมืองก็จะไม่เข้มแข็ง" ซึ่งการพัฒนากองทัพ ก็ไม่แตกต่างกัน
"ขณะนี้นักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 10 ซึ่งเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ มีตำแหน่งดีๆ ทั้งนั้น และมีการจ่อไว้ทุกเหล่าทัพ อีกทั้งยังคุมกำลังหลัก และตำแหน่งสำคัญๆ จ่อตำแหน่งหลักไว้หมดแล้ว ทำให้ทหารรุ่นอื่นๆ ที่อยู่ในเกณฑ์การพิจารณาที่จะได้ขึ้นตำแหน่งหลักไม่ได้มาพิจารณาเหมือนกับรุ่นเดียวกับนายกรัฐมนตรี ก็เกิดความอึดอัดเป็นเรื่องธรรมดา" ด้วยเหตุนี้ พล.อ.สุรยุทธ์ จึงอยากให้กองทัพพยายามแก้ไขปัญหาตรงนี้ให้ได้ ด้วยการพิจารณาเตรียมทหารรุ่นอื่นให้เข้ามาอยู่ในตำแหน่งหลักคละเคล้ากัน จะให้รุ่นเดียวมาอยู่ตำแหน่งหลักเพื่อคุมกองทัพไม่ได้ "ช่วงที่ดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ. และ ผบ.สส. รวม 4 ปีเต็ม ผมปวดหัวมาก เพราะเป็น 4 ปีที่วุ่นวายเกี่ยวกับการแต่งตั้งโยกย้าย ผมพยายามจัดวางคนที่เหมาะสมว่าควรจะอยู่ในตำแหน่งใดในกองทัพ เพราะการแต่งตั้งโยกย้ายจะต้องให้เกียรติในการพิจารณาตามสายงานขึ้นมาก่อนที่จะมาถึงผม โดยเฉพาะตำแหน่งหลักในการจัดวางกำลัง ซึ่งแม่ทัพแต่ละภาคจะรู้ดีที่สุดว่าใครเหมาะสม หลังจากนั้นก็จะนำรายชื่อเสนอให้แก่ รมว.กลาโหม ส่วน รมว.กลาโหม จะหารือกับนายกรัฐมนตรี ก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่ยืนยันได้ว่า สมัยที่ผมดำรงตำแหน่ง ผบ.เหล่าทัพ ไม่มีการเมืองเข้ามาแทรกแซงในการโยกย้าย" สำหรับการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารประจำปี 2548 ที่เกิดความล่าช้ากว่าการโยกย้ายในปีก่อนๆ นั้น พล.อ.สุรยุทธ์ ยังคงย้ำว่า การแต่งตั้งโยกย้ายคงเป็นเรื่องของเหล่าทัพที่จะต้องพิจารณากันเอง เพราะจะรู้ดีที่สุดว่าใครเหมาะสมกับตำแหน่งใด ส่วนตำแหน่งว่าที่ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการซ่อมเฮลิคอปเตอร์จนต้องมีการเปลี่ยนแปลงนั้น ยอมรับว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ได้โทรศัพท์มาสอบถามถึงเรื่องดังกล่าว "ผมบอกไปว่า สมัยที่ผมดำรงตำแหน่งเป็น ผบ.ทบ. มีการซ่อมเฮลิคอปเตอร์ฮิวอี้ เหมือนกับ ทอ. แต่ต่างคนก็ต่างซ่อม ส่วนจะมีการปรับเปลี่ยนอย่างไรไม่ทราบ ที่สำคัญในการแต่งตั้ง ผบ.เหล่าทัพก็สามารถพูดคุยกันได้" ถึงแม้จะยอมรับว่า มีสิ่งผิดสังเกต แต่ พล.อ.สุรยุทธ์ หลีกเลี่ยงที่จะกล่าวถึงเหตุการณ์ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารประจำปี "รัฐธรรมนูญ เขียนไว้อย่างชัดเจนว่า พระมหากษัตริย์ทรงเป็นจอมทัพไทย ท่านจึงทรงใช้อำนาจส่วนนี้ได้ ส่วน พล.อ.เปรม กับนายกฯ จะมีการหารือกันอย่างไร ผมไม่สามารถบอกได้ และการแต่งตั้ง ผบ.เหล่าทัพ ในหลวงทรงรับทราบประวัติอยู่แล้ว เพราะ ผบ.เหล่าทัพจะต้องเป็นที่ยอมรับและสามารถทำงานให้แก่ประเทศชาติได้" พล.อ.สุรยุทธ์ เน้นย้ำถึงขอบเขตพระราชอำนาจ พล.อ.สุรยุทธ์ ยังวิพากษ์นโยบายนำโรงเรียนเข้าไปสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ด้วยว่า หากมีการนำครูไปอยู่ อาจจะทำให้องค์กรปกครองท้องถิ่นดีขึ้น เพราะครูมีความรู้ความสามารถ ไปช่วยกันสร้างให้ตลาดชุมชนให้มีรากฐานที่มั่นคง หากสร้างได้ประชาธิปไตยจะยั่งยืน คนเราจะไม่เจ็บ-ไม่จน ส่วนการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในฐานะที่เป็นองคมนตรีที่รับผิดชอบด้านความมั่นคงและการพัฒนา พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า การที่ พล.อ.เปรม ลงพื้นที่ภาคใต้ครั้งล่าสุด เนื่องจาก พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ได้ขอให้ พล.อ.เปรม ลงไปช่วยแก้ไขปัญหา
ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่รุนแรงต่อเนื่องมา 2 ปีเต็ม รัฐบาลพยายามหาแนวทางแก้ไขให้เกิดความสันติสุข ไม่ได้ปล่อยปละละเลย หรือทอดทิ้ง ซึ่งในการทำงานแก้ไขปัญหา "การข่าว" ถือเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด แต่แม้สถานการณ์รุนแรงเพียงใด พล.อ.สุรยุทธ์ ก็ยังเชื่อตามที่สายข่าวรายงานว่า เหตุรุนแรงในพื้นที่ภาคใต้ ยังไม่เชื่อมโยงกับกลุ่มก่อการร้าย แต่การขับเคลื่อนนั้น ยอมรับว่า มาจากเงินบริจาค ที่เข้ามาในรูปของการศึกษา การแก้ไขปัญหาความไม่สงบในภาคใต้จะต้องใช้ระยะเวลา เพราะที่ผ่านมามีเรื่องไม่เป็นธรรมเกิดขึ้น ซึ่งเราจะต้องเยียวยาประชาชนให้เกิดความรู้สึกที่ดี ส่วนการจับกุมและแยกแกนนำออกจะต้องมีการพิจารณาให้รอบคอบ อย่าทำให้เกิดการสร้างเงื่อนไขขึ้นมา ต้องทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกที่ดีเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหา ทั้งนี้ จะต้องทำทั้งสองอย่างแบบบูรณาการไปพร้อมกัน ถึงจะได้ประโยชน์ในการแก้ไขปัญหา แต่การแก้ปัญหาทั้งหมดนั้น ทิศทางจะต้องเป็นไปในแนวทางเดียวกัน ไม่ใช่แค่คนปฏิบัติ หากแต่รวมไปถึงระดับนโยบาย "ปัญหาในพื้นที่ ทหารเข้าใจและรู้ดีที่สุด แต่ก็ทำอะไรมากไม่ได้ จะต้องปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาล" พล.อ.สุรยุทธ์ เสนอว่า นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่มีตำแหน่งในรัฐบาลและเป็นคนมุสลิม เส้นทางการเมืองก็ประสบความสำเร็จอย่างสูง เคยดำรงตำแหน่งรองนายกฯ รมว.มหาดไทย และอดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร น่าจะเป็นส่วนสำคัญในการร่วมกันแก้ไขปัญหา เพราะที่ผ่านมาท่านเคยไปประชุมร่วมกับผู้นำทางศาสนา แต่ก็ไม่ได้มีโอกาสเข้าไปแสดงความคิดเห็นในการแก้ไขปัญหาอะไร พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า สถานการณ์ที่ยังคุมไม่ได้แบบเบ็ดเสร็จ เพราะเรายังหาเป้าหมายการก่อความไม่สงบยังไม่เจอ ส่วนการใช้ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เข้าไปดำเนินการในพื้นที่ภาคใต้นั้น ก็ขึ้นอยู่กับการใช้ โดยตอนเริ่มนำไปใช้ประชาชนต่อต้านมาก เพราะจริงๆ ไม่ควรจะเป็น พ.ร.ก. และน่าจะมีการกลั่นกรองให้เป็น พ.ร.บ.ก่อนนำมาใช้ "เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน ทำไมไม่เอาเข้าสู่กระบวนการให้ออกเป็น พ.ร.บ.ก่อน เพราะทุกชาติเขาก็มี ที่ผ่านมา ผมก็ไม่เห็นด้วยกับการใช้กฎอัยการศึก เพราะเหมือนจะใช้อำนาจอยู่ฝ่ายเดียว แต่อยากให้หลายฝ่ายร่วมมือกัน และหารือให้รอบคอบ ซึ่งจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น" องคมนตรีให้คำแนะนำเป็นการทิ้งท้ายว่า เดิมทีมีกฎอัยการศึกที่ใช้แก้ปัญหาในพื้นที่อยู่แล้ว ก็น่าจะใช้แก้ไขปัญหาไปก่อน ในระหว่างที่ใช้ก็นำกฎหมายที่มีการปรับเปลี่ยนอย่าง พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน มากลั่นกรองให้เป็น พ.ร.บ. ก่อนจะบังคับใช้ ซึ่งน่าจะมีความเหมาะสมกว่านี้
|
||||||
| ||||||
![]() | ||||||