![]() ![]() ![]() |
|
![]() | ||||||||
| ||||||||
|
ไทยยังสงวนท่าทีกับคำร้องขอส่งกำลังไปลาดตระเวนร่วม
กับมาเลย์ อินโดฯ และสิงคโปร์ ในช่องแคบมะละกา
เกรงกระเทือนสัมพันธ์สหรัฐ ผู้เชี่ยวชาญชี้
ให้ระวังโจรก่อการร้ายใช้เรือบึ้ม
"ในประวัติศาสตร์ ไม่ว่าช่องแคบไหนก็ตาม
ประเทศมหาอำนาจจะเข้าไปยึดครองหมด
ฉะนั้น งานนี้มาเลเซียจึงค่อยๆ คืบเข้าไป
ยึดดินแดนดังกล่าว แต่สหรัฐคงไม่ยอม"
![]() "ช่องแคบมะละกา" ถือเป็นทั้งจุดยุทธศาสตร์ และทำเลทองของวงการธุรกิจโลก เนื่องจากเป็นรอยต่อของ 3 ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ มาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย ประกอบกับการเป็นเส้นทางเดินเรือที่ใช้ขนถ่ายสินค้าและน้ำมันที่สำคัญทั้งในทวีปเอเชียและทั่วโลก ประเทศมหาอำนาจต่างๆ ทั่วทุกมุมโลกจึงปรารถนาจะเข้ามาแผ่อิทธิพลเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบในดินแดนปลายสุดแหลมมลายูแห่งนี้ ด้วยเหตุนี้ ทั้ง 3 ประเทศที่ครอบครองดินแดนในช่องแคบดังกล่าว จึงต้องเดินเกมทั้งทางการเมืองและการทหาร เพื่อรักษา "สมดุลแห่งอำนาจ" เพื่อรักษาผลประโยชน์แห่งชาติไว้ให้ได้มากที่สุด แม้จะไม่ได้มีน่านน้ำอยู่ในช่องแคบดังกล่าวโดยตรง แต่ประเทศไทยก็ถูกลากโยงเข้าไปเกี่ยวข้องกับเกมแห่งอำนาจจนได้ เมื่อทั้ง 3 ประเทศ ร้องขอให้ไทยส่งกำลังทหารเข้าไปลาดตระเวนในจุดยุทธศาสตร์ดังกล่าว โดยอ้างเหตุผลเพื่อต่อต้านภัยการก่อการร้ายและโจรสลัด แต่ "วาระซ่อนเร้น" ย่อมหนีไม่พ้นการ "คานอำนาจ" ของมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา !?!? เมื่อถูกเพื่อนบ้านร้องขอในสิ่งที่ชวนกระอักกระอ่วนใจเช่นนี้ ท่าทีของกองทัพเรือจะเป็นเช่นไร จึงน่าติดตามไม่น้อย เพราะจะว่าไปคำร้องขอนี้ก็ล่วงเลยมาร่วม 2 ปีแล้ว แต่ไทยก็ยังคง "สงวนท่าที" มาตลอด พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ เกยานนท์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) กล่าวถึงจุดยืนของไทยในเรื่องนี้ว่า กองทัพเรือยังไม่ได้จัดกำลังทางทะเลเพื่อเข้าร่วมลาดตระเวนในบริเวณช่องแคบมะละกา ตามที่ประเทศเพื่อนบ้านชักชวนมา เพราะจะต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐบาล "กองทัพเรือไม่มีส่วนรับผิดชอบในบริเวณช่องแคบมะละกา เพราะพื้นที่บริเวณดังกล่าวไม่ได้ติดต่อกับน่านน้ำของเรา จึงไม่จำเป็นต้องส่งกำลังทางทหารเข้าไปร่วม" พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ กล่าวย้ำ สำหรับข้ออ้างเรื่องภัยก่อการร้ายนั้น พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ มองว่า ช่องแคบมะละกาไม่ใช่เส้นทางที่กลุ่มก่อการร้ายจะลักลอบเข้ามา ส่วนใหญ่จะมีเพียงกลุ่มโจรสลัดที่มักจะปล้นเอาทรัพย์สินจากเรือบรรทุกสินค้า และยังมีปัญหาอื่น ๆ ด้วย เช่น การค้ายาเสพติด การค้าของเถื่อน และค้าอาวุธ แต่กองทัพเรือก็ได้ส่งกำลังไปลาดตระเวนเพื่อตรวจตราความสงบเรียบร้อยอย่างสม่ำเสมอ ด้านนายทหารเรือระดับสูงรายหนึ่ง ชี้ถึงผลประโยชน์มหาศาลในช่องแคบแห่งนี้ว่า ช่องแคบมะละกาจะมีเรือสินค้าวิ่งเข้า-ออก วันละประมาณ 800 ลำ และจะเพิ่มเป็น 1,000 ลำ ในอีก 2 ปีข้างหน้า มาเลเซียเกรงว่าจะทำให้การจราจรไม่สะดวก ซึ่งถ้ามีการชนกันจะทำให้มาเลเซียโดนพิษคราบน้ำมัน จึงต้องการเข้าควบคุมด้วยระบบเรดาร์ควบคุมแบบการจราจรทางอากาศ โดยหวังผลประโยชน์จากการเก็บเงินค่าผ่านทาง "ผบ.ทร.มาเลเซีย เคยหยิบยกประเด็นดังกล่าวมาหารือในการประชุม ผบ.ทร.ที่เกาะฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกา ว่า ต่อไปนี้มาเลเซียจะมีการเก็บเงินเข้าออกบริเวณช่องแคบมะละกา แต่ ผบ.ทร.สหรัฐอเมริกา ไม่พอใจ เพราะไม่ยอมให้มาเลเซียเข้ามาจัดระเบียบการจราจร ผบ.ทร.สหรัฐอเมริกาถึงขั้นลุกขึ้นทุบโต๊ะว่า ช่องแคบมะละกา เป็นน่านน้ำสากล ประเทศใดก็ไม่สามารถเข้ามาจัดระเบียบได้" แหล่งข่าว เผยถึงเบื้องลึกแห่งศึกชิงผลประโยชน์ เมื่ออเมริกาไม่เล่นด้วย มาเลเซียเลยไปชักชวนอินโดนีเซียและสิงคโปร์ เข้ามาร่วมกันควบคุมช่องแคบมะละกา รวมถึงไทยด้วย โดยขอให้กองทัพเรือส่งเรือเข้าไปร่วมลาดตระเวน ทั้งๆ ที่ไทยไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย "ดูท่าทีแล้วไทยคงไม่เอาด้วย เพราะสหรัฐคงเข้ามากระซิบรัฐบาลไทยไม่ให้เข้าไปยุ่งเกี่ยว และขณะนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนอะไร เพราะโดยปกติแล้ว ถ้าเป็นความร่วมมือระหว่างอาเซียน ไทยจะมีความกระตือรือร้นกว่านี้เยอะ ดังนั้น จึงมีข่าวว่าญี่ปุ่นให้เงินสนับสนุน มาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ ในการจัดระเบียบเรือที่ผ่านเข้าออก เพราะเรือญี่ปุ่นใช้ช่องแคบนี้มาก เพราะประหยัดทั้งเงินและเวลา" แหล่งข่าวกล่าว นายทหารรายนี้ย้ำถึงความสำคัญของช่องแคบนี้ว่า ช่องแคบมะละกาเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญ หากเป็นยามสงคราม หรือยามวิกฤติ ชาติที่ได้เปรียบจะเข้ายึดครองกันเลย ปัจจุบันมีเรือสินค้าผ่านเข้าออกกันปีละประมาณ 50% ของเรือสินค้าทั้งโลก หากมาเลเซียเก็บเงินได้จะทำให้มีเงินเข้ามาเป็นจำนวนมาก "ในประวัติศาสตร์ ไม่ว่าช่องแคบไหนก็ตาม ประเทศมหาอำนาจจะเข้าไปยึดครองหมด ฉะนั้น งานนี้มาเลเซียจึงค่อยๆ คืบเข้าไปยึดดินแดนดังกล่าว แต่สหรัฐคงไม่ยอมให้ประเทศไหนเข้าไปยึดครอง โดยในตอนแรกมาเลเซียชักชวนให้ไทยส่งเรือเข้าไปลาดตระเวน แต่ไทยก็อ้างว่าไม่มีเงินค่าใช้จ่าย ระยะหลังก็ขอให้ไทยส่งเครื่องบินเข้าไปร่วมลาดตระเวนอีก แต่ไทยก็ยังไม่ส่งไปอีก เพราะหากไทยเข้าไปร่วมด้วยจะทำให้เปลืองตัว" แหล่งข่าว กล่าวถึงเหตุผลสำคัญ เมื่อให้ "ชั่งน้ำหนัก" ระหว่างการเลือกจุดยืนทางการเมือง และผลประโยชน์จากการเก็บค่าผ่านทางอันมหาศาล นายทหารรายนี้ฟันธงอย่างไม่ลังเลเลยว่า จุดยืนทางการเมืองต้องมาก่อน เพราะหากไทยเข้าร่วมลาดตระเวนจะทำให้เกิดปัญหากับสหรัฐแน่นอน เพราะเหมือนร่วมกันไปบีบสหรัฐ "นอกจากสหรัฐ แล้ว จีนและอินเดีย ก็แข่งขันกันอยู่ เพราะต้องการเข้ามาควบคุมช่องแคบนี้ โดยทั้งสองประเทศได้ส่งกำลังเข้ามาสำรวจหลายครั้ง โดยอินเดียได้ย้ายฐานทัพมาตั้งที่เกาะนิโคบาร์ ตรงข้ามกับ จ.ภูเก็ต เพื่อมาดูลาดเลา ส่วนจีนก็เข้ามาตั้งฐานบนเกาะในดินแดนพม่าเช่นกัน เพราะหากใครเข้ามาควบคุมได้ก่อนก็จะมีอิทธิพลในน่านน้ำแห่งนี้" เมื่อถามถึงข้อดีในด้านการต่อต้านก่อการร้าย ผู้เชี่ยวชาญรายนี้ มองว่า คงมีไม่มากเท่าไร เพราะกลุ่มก่อการร้ายคงไม่ร่วมมือกับโจรสลัดที่ปล้นกินไปวันๆ แต่ไม่มีอุดมการณ์ อีกทั้งต่างฝ่ายต่างก็กลัวความลับของตัวเองจะถูกเปิดเผย โดยเฉพาะพวกโจรสลัดที่คงไม่อยากถูกปราบปรามอย่างหนักจนหากินไม่ได้ อย่างไรก็ตาม "ภัยก่อการร้าย" ในรูปแบบที่น่าสะพรึงกลัวก็มิอาจมองข้ามไปได้เช่นกัน "การขับเรือบรรทุกระเบิดพุ่งชนท่าเรือ เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่นานาประเทศกลัว เพราะผู้ก่อการร้ายอาจแฝงตัวเป็นลูกเรือขนส่งสินค้าแล้วเข้ายึดเรือ ก่อนที่จะขับเข้าไปชนเมืองท่าต่างๆ เพราะระบบตรวจเช็คลูกเรือยังมีความหละหลวม และเรือสมัยใหม่ก็ใช้ระบบควบคุมอัตโนมัติ อาศัยการเรียนรู้ไม่มากก็สามารถควบคุมเรือได้แล้ว" แหล่งข่าว กล่าวด้วยความหวั่นใจ ![]() ช่องแคบที่สำคัญทางยุทธศาสตร์สำคัญ 6 แห่ง - ช่องแคบฮอร์มุซ เชื่อมต่อระหว่างอ่าวเปอร์เซียกับทะเลอาหรับ และมหาสมุทรอินเดีย - ช่องแคบมะละกา เป็นจุดเชื่อมระหว่างมหาสมุทรอินเดีย (ผู้ผลิต-ส่งออกน้ำมัน และก๊าซจากตะวันออกกลาง) กับมหาสมุทรแปซิฟิก (ผู้บริโภคในเอเชีย) ผ่านทะเลอันดามัน และทะเลจีนได้ - ช่องแคบปานามา เชื่อมระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิก และแอตแลนติก - คลองสุเอซ เชื่อมระหว่างทะเลแดง และทะเลเมดิเตอร์เรเนียน - ช่องแคบบับเอลเมนเดบ จากทะเลอาหรับ และอ่าวเอเดนสู่ทะเลแดง - ช่องแคบบอสพอรัส และเตอร์กิส เชื่อมระหว่างทะเลดำและทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ช่องแคบทั้ง 6 แห่ง นับว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญต่อการค้าโลกเป็นอย่างยิ่ง เปรียบเสมือน "เส้นเลือดใหญ่" ของระบบเศรษฐกิจโลก และจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างมหาศาล หากช่องแคบและคลองเหล่านี้ถูกปิดกั้น หรือถูกโจมตีจากการก่อการร้าย "ช่องแคบมะละกา" ตั้งอยู่ระหว่างประเทศมาเลเซียกับประเทศอินโดนีเซีย โดยมีประเทศสิงคโปร์อยู่ที่ปากทางเข้าด้านใต้ ขณะนี้กำลังมีการขนสินค้าผ่านช่องทางนี้มากกว่า 1 ใน 4 ของการค้าโลกทั้งหมด เป็นเส้นทางเดินเรือทะเลที่สำคัญที่สุดทางยุทธศาสตร์ และเป็นเส้นทางที่เสี่ยงต่ออันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ โดยเฉพาะภัยก่อการร้าย และโจรสลัด ที่ฝังตัวหากินกับเรือพาณิชย์ที่แล่นผ่านสัญจรเข้า-ออก เป็นจำนวนมาก โดยในแต่ละปีเรือพาณิชย์กว่า 5 หมื่นลำ ล้วนแต่ใช้ช่องแคบแห่งนี้ ซึ่งมีความยาวกว่า 800 กม. เป็นทางผ่านในการขนส่งสินค้าไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก จากสถิติของสำนักงานเดินเรือทะเลระหว่างประเทศ พบว่า ทั่วโลกต้องประสบกับภัยโจรสลัดที่เพิ่มขึ้นมากในช่วงระยะเวลา 10 ปี สูงถึง 3 เท่าของการโจรกรรมสินค้า ปีล่าสุดมีสถิติสูงขึ้นถึง 20 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มียอดสูงกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ !!! โดยเฉพาะการโจรกรรมเรือบรรทุกน้ำมัน ก๊าซปิโตรเลียมเหลว หรือ ก๊าซธรรมชาติเหลวทุกลำจากตะวันออกกลาง ที่มุ่งหน้ามายังแถบเอเชีย ที่จะต้องผ่านช่องแคบมะละกา โดยมีบริษัทเดินเรือ 400 แห่ง ขณะที่กว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของน้ำมันที่ประเทศญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน สั่งน้ำเข้าจากอ่าวเปอร์เซีย ต้องใช้เส้นทางนี้เช่นกัน เมื่อไม่นานมานี้ สหรัฐอเมริกาได้เคลื่อนย้ายกำลังทหารเข้ามาอย่างเงียบๆ ด้วยการแฝงตัวมากับเรือบรรทุกสินค้าเพื่อดูลาดเลา เพราะต้องการเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในช่องแคบแห่งนี้ กระทั่ง มาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย ซึ่งมีพื้นที่ตั้งอยู่บนสองฟากฝั่งช่องแคบมะละกาแสดงความไม่พอใจอย่างมาก ปัญญา ทิ้วสังวาลย์ panya@saithaharn.com
|
![]() ![]() |
||||||||||||||||||||||
| |||||||||||||||||||||||
![]() | |||||||||||||||||||||||