![]() ![]() ![]() |
|
![]() | ||||||||
| ||||||||
|
![]() กองทัพเรือ เตรียมต้อนรับ ร.ล.ปัตตานี และ ร.ล.นราธิวาส ที่จะเดินทางจากประเทศจีนมาถึงในเดือนธ.ค.48 และ มี.ค.49 ตามลำดับ เพื่อเสริมสร้างเขี้ยวเล็บที่มีแต่จะกร่อนลงทุกวัน สิ่งที่มองเห็น คือ อาวุธ แต่ความตั้งใจเราไม่มีทางรู้ได้เลย จะรู้ก็ต่อเมื่อข้าศึกเริ่มก่อน ในทางยุทธศาสตร์ ทหารไม่อยากมีเรื่องกับใคร แต่ก็จำเป็นต้องป้องปรามไว้ก่อน ในที่สุด "เรือหลวงปัตตานี" ซึ่งเป็นเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง (OPV : Offshore Patatrol) ที่กองทัพเรือตั้งหน้าตั้งตาคอยมากว่า 4 ปีเต็ม ก็ได้กฤษ์ที่จะเดินทางสู่มาตุภูมิในต้นเดือนธันวาคมนี้ โดยฝีมือการต่อเรือของบริษัทอู่ไชน่า ชิพบิลดิ้ง เทรดดิ้ง นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ภายใต้งบประมาณ 75-80 ล้านยูโร (ราว 3,750-4,000 ล้านบาท) ส่วนเรืออีกลำ คือ "เรือหลวงนราธิวาส" จะมาถึงในเดือนมีนาคม 2549 สำหรับที่มาของเรือหลวงทั้งสองลำนี้ เริ่มต้นขึ้นเมื่อกองทัพเรือได้เสนอกระทรวงกลาโหม ขออนุมัติโครงการจัดหาเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง (ตกก.) จำนวน 2 ลำ เพื่อเสริมสร้างกำลังกองทัพใหม่ ประจำปี 2544 โดยสร้างวิธีพิเศษในลักษณะ "รัฐบาลต่อรัฐบาล" ผูกพันงบประมาณข้ามปี 2545-2549 เรือทั้งสองลำนี้จะใช้ในการรักษาอธิปไตย และผลประโยชน์ของชาติทางทะเล รวมไปถึงการค้นหา และช่วยเหลือผู้ประสบภัย การปราบปรามการกระทำผิดทางทะเล รวมถึงการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด แต่ที่ผ่านมา กองทัพเรือประสบปัญหาอย่างมากเมื่อต้องออกปฏิบัติการไกลฝั่ง ซึ่งปกติจะใช้ "เรือฟริเกต" เป็นหลัก แต่เรือฟริเกตเป็นเรือที่ถูกออกแบบเพื่อใช้ในการรบโดยตรง จึงมียุทโธปกรณ์ และกำลังพลมาก ทำให้เกิดความสิ้นเปลืองสูง ทั้งการใช้งาน และการบำรุงรักษา !!! อย่างไรก็ตาม การจัดซื้อครั้งนั้นก็เคยถูกโจมตีอย่างหนักในยุคที่ พล.ร.อ.ประเสริฐ บุญทรง เป็น ผบ.ทร. จากผู้ที่เสียผลประโยชน์ในการต่อเรือ แต่กองทัพเรือก็ได้แสดงความโปร่งใสด้วยการกลั่นกรองพิจารณาให้มีการต่อเรือถึง 4 ครั้ง แถมยังมีการออก "หนังสือปกขาว" เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าว จากนั้นกระแสคัดค้านก็ซาลงไปจนนำมาสู่การส่งมอบเรือหลวงทั้งสองลำในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ เกยานนท์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) ระบุว่า เรือหลวงปัตตานีจะเข้าประจำการที่ฐานทัพเรือสัตหีบ จ.ชลบุรี โดยมีภารกิจหลัก คือ ลาดตระเวนตรวจการณ์ในทะเลลึกด้านฝั่งอันดามัน ส่วนเรือหลวงนราธิวาส จะมีหน้าที่หลัก คือ ลาดตระเวนในทะเลฝั่งอ่าวไทย แม้จะได้เรือลำใหม่มาประจำการถึง 2 ลำ แต่ พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ ก็มองว่า ยังไม่เพียงพอต่อแผนพัฒนาศักยภาพของกองทัพตามแผนยุทธศาสตร์ 9 ปี ซึ่งกองทัพเรือจะยึดตามนโยบายของรัฐบาล คือ จะต้องมีการซ่อมบำรุง ปรับปรุงอาวุธที่มีอยู่ให้มีความพร้อมเสมอ แต่รัฐบาลก็ยังเปิดโอกาสให้สามารถจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์มาเสริมศักยภาพได้ทั้งเรือ และอากาศยาน หากมีความจำเป็นเร่งด่วนจริงๆ แผนการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์มาเสริมศักยภาพจะต้องรอรัฐบาลอนุมัติ โดยเฉพาะการจัดซื้อแบบแพ็คเกจที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงกลาโหม สำหรับเรือฟริเกตที่มีอยู่ ถ้าเปรียบเทียบกับกำลังรบของประเทศอื่น เราค่อนข้างด้อย เพราะเพื่อนบ้านทางทิศใต้มีเรือดำน้ำ ดังนั้นเมื่อเราไม่มีก็จำเป็นจะต้องมีเรือผิวน้ำที่จะสามารถต่อกรกับเรือดำน้ำได้เป็นอย่างดี พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ ชี้ว่าเรือฟริเกตที่ประจำการอยู่ในกองทัพเริ่มเก่ามาก และบางลำก็ปลดประจำการไปแล้ว ดังนั้นกองทัพจะต้องเร่งปรับปรุงเรือที่มีอยู่ ที่ผ่านมามีหลายประเทศเสนอขายเรือฟริเกตให้กองทัพจำนวนมากเพื่อเข้ามาทดแทนของเก่า ทั้งแถบยุโรป และเอเชีย แต่กองทัพก็ยังไม่ได้จัดซื้อ เพราะเห็นใจรัฐบาลที่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก แม้ประเทศเพื่อนบ้านจะซื้อ "เรือดำน้ำ" ไปก่อนหน้านี้แล้ว ด้าน ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธของกองทัพเรือ ระบุว่า "กองทัพเรือต้องเสริมสร้างกำลังส่วนอื่นที่จะไปต่อกรกับเรือดำน้ำ เช่น เรือฟริเกต คอร์เวต ที่มีอาวุธปราบเรือดำน้ำในตัว ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการการจัดหาเรือฟริเกต จำนวน 2 ลำ ตามนโยบายของรัฐบาล เพราะกองทัพเรือขาดแคลนเรือฟริเกตมานานแล้ว และเรือที่มีอยู่ในปัจจุบันก็ไม่เพียงพอต่อภารกิจการดูแลน่านน้ำไทย" ผู้เชี่ยวชาญคนเดิม กล่าวย้ำด้วยว่า "กองทัพเรือจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมอยู่เสมอ เพราะภัยคุกคามด้านความมั่นคงเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา อีกทั้งสาเหตุหลักก็ยังมีอยู่ ในความขัดแย้งเรื่องเขตแดนทางทะเล หรือแม้แต่ปัญหาในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มองข้ามไม่ได้ ผู้เชี่ยวชาญรายนี้ มองว่าภัยคุกคามที่เด่นชัดคงไม่มี แต่จะบอกว่าไม่มีภัยคุกคามเกิดขึ้นกับประเทศไทยคงไม่ได้ เพราะในทางทหาร คำว่า "ภัยคุกคาม" หมายถึง อาวุธ+ความตั้งใจ "สิ่งที่มองเห็น คือ อาวุธ แต่ความตั้งใจเราไม่มีทางรู้ได้เลย จะรู้ก็ต่อเมื่อข้าศึกเริ่มก่อน ในทางยุทธศาสตร์ ทหารไม่อยากมีเรื่องกับใคร แต่ก็จำเป็นต้องป้องปรามไว้ก่อน ขณะนี้เพื่อนบ้านไม่มีใครไม่เสริมกำลัง อย่างมาเลเซียกำลังจัดหาเรือดำน้ำ และเรือฟริเกต 27 ลำ ส่วนเวียดนามก็กำลังจัดหาของใหม่เช่นกัน มีแต่ไทยยังไม่ได้จัดหาของใหม่มาไม่ต่ำกว่า 5 ปีแล้ว เรือฟริเกตที่มาครั้งสุดท้าย คือ เรือฟริเกตนเรศวร ซึ่งมีอายุประมาณ 7-8 ปี ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธ กล่าว หากปล่อยไปอีกสัก 5-10 ปี กองทัพเรือไม่มีอาวุธที่จะมาเสริมศักยภาพก็จะมีผลกระทบต่อการดูแลน่านน้ำเป็นอย่างมาก เพราะกองทัพเรือไม่มีเรือรุ่นใหม่มาใช้ ส่วนเรือที่มีอยู่อย่าง ร.ล.ปิ่นเกล้า อายุก็จะ 60 ปีแล้ว ไม่มีกองทัพไหนใช้เรือนานเท่ากับกองทัพเรือไทย ผู้เชี่ยวชาญรายนี้ กล่าว เขา ย้ำว่า ถ้าหากปล่อยให้เพื่อนบ้านสะสมอาวุธ โดยที่เราไม่ทำอะไรจะทำให้ "สมดุลกำลังรบ" เปลี่ยนแปลง และเมื่อนั้นยุทธศาสตร์การป้องปรามก็จะหายไป เมื่อยุทธศาสตร์ป้องปรามหายไปกองทัพก็ไม่สามารถปรามใครได้ ฝ่ายตรงข้ามก็สามารถที่จะทำอะไรก็ได้ตามต้องการ และทำให้เรื่องต่างๆ ยุ่งยากขึ้น สมรรถนะร.ล.ปัตตานี-นราธิวาส กองทัพเรือได้ขอพระราชทานชื่อเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งทั้งสองลำ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อเรือลำที่ 1 ว่า เรือหลวงปัตตานี (H.T.M.S.PATTANI) ส่วนเรือลำที่ 2 ทรงพระราชทานชื่อว่า เรือหลวงนราธิวาส (H.T.M.S.NARATHIWAT) ขีดความสามารถเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง คือ ลาดตระเวนตรวจการณ์ทางทะเลด้วยความเร็วมัธยัสถ์ครอบคลุมพื้นที่เขตเศรษฐกิจจำเพาะในอ่าวไทยได้ภายใน 2 วัน และสามารถปฏิบัติการได้ต่อเนื่องอยู่ในพื้นที่ได้อย่างน้อย 20 วัน มีความเร็วเพียงพอในการปฏิบัติการร่วมกับเรือฟริเกต และคอร์เวต ในการคุ้มครองการขนส่งทางทะเลในยามสงครามปฏิบัติการได้จนถึง ซี สเตท 5 สามารถตรวจการณ์ และหมายรู้พิสูจน์ฝ่าย รวมทั้งการพิสูจน์ทราบเป้าได้ดี มีระบบอาวุธที่สามารถป้องกันตนเองจากเรือผิวน้ำในระยะไม่ต่ำกว่า 5 ไมล์ และจากอากาศยานในระยะใกล้ และสามารถติดตั้งระบบปล่อยนำวิถี พื้น-สู่-พื้น และ หรือระบบปราบเรือดำน้ำได้ในอนาคต มีดาดฟ้า ฮ. และโรงเก็บ ฮ. ที่สามารถรับ ฮ. ที่มีขนาด 7 ตันได้ เรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง เป็นเรือที่มีขนาดใกล้เคียงกับเรือฟริเกต มีระวางขับน้ำสูงสุด 1,440 ตัน กว้าง 11.60 เมตร ยาว 95.5 เมตร ใช้เครื่องยนต์ดีเซล 2 เครื่อง มีความเร็วสูงสุด 25 นอต ระยะปฏิบัติการ 3,500 ไมล์ มีความคงทนทะเลสูง และมีดาดฟ้าสำหรับจอดเฮลิคอปเตอร์แบบซูเปอร์ลิงซ์ เอ็มเค 300 เข้าปฏิบัติภารกิจแทนและสามารถปรับปรุงขีดความสามารถให้เท่าเรือฟริเกตเพื่อทดแทนเรือฟริเกตที่ปลดประจำการไปแล้ว สำหรับระบบอำนวยการรบและระบบสื่อสารตรวจการณ์จะใช้ของอิตาลี และเยอรมนี ส่วนอาวุธประกอบด้วย จรวดพื้นสู่พื้น จำนวน 8 ท่อยิง แต่ยังไม่ระบุว่าจะเป็นของบริษัทใด นอกจากนี้ จะมีปืนประจำเรือขนาด 76 มม. "โอโตเบรดา" จากอิตาลี และอาวุธรองจะเป็นปืนเรือขนาด 23 มม. จำนวน 2 กระบอก ด้านหลังมีลานจอดเฮลิคอปเตอร์ ซึ่งสามารถบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ตรวจการณ์ และติดอาวุธปราบเรือผิวน้ำ และใต้น้ำ
![]() เส้นทางการจัดซื้อ-จัดจ้าง กองทัพเรือ กำหนดความต้องการเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง (โอพีวี) มาตั้งแต่ปี 2539 โดยกำหนดเป้าหมายให้มีเรือโอพีวี จำนวน 5 ลำ ในช่วงปี 2543-2549 เพื่อนำมาทดแทนการใช้เรือฟริเกตในบางภารกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการลาดตระเวนเขตเศรษฐกิจจำเพาะ และในพื้นที่ที่ภัยคุกคามไม่สูงนัก กระนั้น ได้กำหนดความต้องการให้สามารถขยายขีดความสามารถของเรือ โอพีวี เพื่อให้ใกล้เคียงกับเรือฟริเกต/คอร์เวต ได้ในกรณีที่จำเป็น !! กองทัพเรือได้จัดทำโครงการจัดหาเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง โดยพิจารณาไว้ 2 แนวทาง คือ แนวทางแรก "สร้างเรือในประเทศ" โดยให้ผู้รับจ้างซื้อแบบเรือที่ได้รับการยอมรับว่า สามารถใช้งานได้ดีกับจัดหาวัสดุ อุปกรณ์เฉพาะที่จำเป็นมาจากต่างประเทศ แนวทางที่สอง "จัดหาเรือจากต่างประเทศ" ดังนั้น กองทัพเรือจึงได้เลือกแนวทางแรก ด้วยเหตุผลสำคัญ คือ จะเป็นการส่งเสริม และพัฒนาขีดความสามารถในอุตสาหกรรมต่อเรือภายในประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศดียิ่งขึ้น นับตั้งแต่เริ่มขออนุมัติโครงการเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2542 นายชวน หลีกภัย รมว.กลาโหม (ในขณะนั้น) ได้อนุมัติโครงการจัดหาเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง จำนวน 2 ลำ วงเงิน 3,000 ล้านบาท ต่อมาเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2543 ครม.ได้อนุมัติหลักการตามแผนการก่อหนี้ผูกพันงบประมาณข้ามปี 2544 ให้กองทัพเรือ จัดหาเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง จำนวน 2 ลำ วงเงิน 3,200 ล้านบาท (รวมวงเงินเผื่อเหลือเผื่อขาด 3,520 ล้านบาท) โดยผูกพันงบประมาณข้ามปี รวม 5 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2544-2549 กองทัพเรือ พิจารณาแล้วว่า การจัดหาเรือในครั้งนั้นเป็นการดำเนินการ ครั้งที่ 4 จึงพิจารณาจัดหาจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นมิตรประเทศ ในลักษณะ "รัฐบาลต่อรัฐบาล" โดยไม่มีการดำเนินการผ่านพ่อค้าคนกลางหรือผู้ประสานงานใดๆ จึงเป็นหลักประกันความโปร่งใส และเป็นธรรม
|
![]() ![]() |
||||||||||||||||||||||
| |||||||||||||||||||||||
![]() | |||||||||||||||||||||||