![]() ![]() ![]() |
|
![]() | ||||||||
| ||||||||
|
![]() โครงการข้าวแลกเครื่องบินที่ไทยให้สัญญากับอินโดนีเซียเมื่อ 3 ปีก่อน ทำความสัมพันธ์ สองประเทศร้าวลึก ผู้เชี่ยวชาญแฉ เขาซื้อข้าวแล้ว แต่เรายัง "พลิ้ว" จนผลกระทบ ส่อยาว ทั้งเลิกซื้อข้าวไทย แถมไม่ต่อใบอนุญาตเรือประมงไทย "เครื่องบินรุ่นนี้ของอินโดนีเซียแม้จะมีโครงสร้างเหมือนเครื่องบินของสเปน แต่มีข้อจำกัดคือ อินโดนีเซียไม่ได้ผลิต อะไหล่เอง โดยเครื่องยนต์ และฐานรองตัวเครื่องต้องสั่งซื้อเข้ามา" นับถอยหลังอีกไม่กี่วัน พล.อ.ซูซิโล บัมบัง ยูดโฮโยโน ประธานาธิบดีแห่งประเทศอินโดนีเซีย ก็จะเดินทางมาเยือน ประเทศไทย อย่างเป็นทางการเพื่อกระชับ ความสัมพันธ์อันดี ระหว่างทั้งสองประเทศ ทว่า การมาเยือนไทยครั้งนี้ มีประเด็นที่น่าจับตาอย่างมาก คือ การที่ทางการอินโดนีเซียได้หยิบยก "สัญญาข้อตกลง ความเข้าใจ" (MEMORANDUM OF AGREEMENT : MOA) ระหว่างไทย และอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2545 ที่ยังเป็น "ปมปัญหา" ค้างคาใจอยู่จนถึงปัจจุบัน เนื่องจากฝ่ายไทย นำโดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ให้สัญญากับอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2545 ว่าจะซื้อเครื่องบินคาซ่า แบบ CN 235-220M จำนวน 1 ลำ ให้แก่กระทรวงเกษตร และสหกรณ์ เพื่อใช้ในภารกิจ "ทำฝนหลวง" หลังจากที่อินโดนีเซียซื้อข้าวไทยมูลค่า 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1,500 ล้านบาท) แต่ฝ่ายไทยกลับ "พลิ้ว" ไม่ยอมซื้อเครื่องรุ่นดังกล่าวมาจนถึงทุกวันนี้ ปมคาใจเรื่องนี้เองที่ทำให้ผู้สันทัดกรณีหลายคนพากันตั้งข้อสังเกตว่า นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ พล.อ.ซูซิโล มาเยือนไทยช้ากว่าที่ควรจะเป็น และเป็นการตระเวนเยือนเป็นประเทศเกือบสุดท้าย ทั้งที่สองประเทศอยู่ห่างกัน เพียงแค่เอื้อม !!! ก่อนหน้านี้ พล.อ.ซูซิโล เคยเลื่อนกำหนดที่จะเยือนไทยมาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา โดยอ้างเหตุผลว่า ต้องแก้ไขปัญหาภัยพิบัติจากเหตุการณ์สึนามิ และ การปราบปรามกลุ่มกบฏอาเจะห์ ข้อกังวลของทางการยิ่งเพิ่มความ "ชัดเจน" มากขึ้น เมื่อสำนักฝนหลวงและการบินเกษตร สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ซึ่งเป็นผู้ใช้เครื่องบิน ระบุว่า "เครื่องบินแบบคาซ่า CN 235-220M ซึ่งเป็นเครื่องบินลำเลียงขนาดกลาง มีขนาดใหญ่เกินกว่าภารกิจการทำฝนหลวง" พูดง่ายๆ ก็คือไม่ต้องการ เครื่องคาซ่า จากอินโดนีเซีย แหล่งข่าวจากกองทัพอากาศ เปิดเผยว่า ข้อสัญญาดังกล่าวระบุว่า ฝ่ายไทย จะทำสัญญา ซื้ออาวุธแบบ ACCOUNT TRADE หากอินโดนีเซียยอมซื้อข้าวของฝ่ายไทย โดยหากมูลค่าของเครื่องบิน มากกว่าราคาข้าว ฝ่ายไทยจะยินยอม จ่ายเป็นเงินสด อินโดนีเซียจึงเสนอขายเครื่องบินรุ่นดังกล่าวให้ ฝ่ายไทยจึงให้สัญญาว่า "จะซื้อเครื่องบินรุ่นดังกล่าว ทันที...หากต้องการใช้เครื่องบินลำเลียงขนาดกลาง" "แต่เมื่อถึงเวลาจริงๆ กองทัพต้องการเครื่องบินลำเลียงขนาดกลางแบบ EMBILO ของประเทศบราซิลมากกว่า จึงไม่อยากให้จัดซื้อเครื่องบินอินโดนีเซีย เพราะมีขนาดใหญ่เกินภารกิจ และอาจประสบกับปัญหาการซ่อมแซมในอนาคต เพราะอินโดนีเซียไม่ได้ผลิตเครื่องนี้โดยตรง แต่เป็นการเทคโอเวอร์มาจากบริษัทเครื่องบินในประเทศสเปน ซึ่งเจ๊งไปแล้ว" ปัจจุบันประเทศไทยซื้อเครื่องบินรุ่นดังกล่าวมาจากอินโดนีเซีย 3 ลำ โดยประจำการอยู่ที่สำนักงาน ตำรวจแห่งชาติ 1 ลำ เพื่อใช้ในภารกิจลำเลียง และอีก 2 ลำประจำการอยู่ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อใช้ในภารกิจการทำฝนหลวง นอกจากนี้ ยังมีเครื่องบินคาซ่า แบบ CN 212-300 จำนวน 8 ลำ โดยกองทัพบกมีไว้ใช้งาน ในภารกิจกระโดดร่ม 2 ลำ และประจำการอยู่ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อีก 4-6 ลำ รวมทั้งเครื่องบิน คาซ่า แบบ CN 212-200 จำนวน 6 ลำ ซึ่งประจำการอยู่ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เช่นกัน ก่อนหน้านี้เมื่อ ประมาณ 5 ปีก่อน ไทยเคยจัดซื้อ เครื่องบิน คาซ่า แบบ CN 235-220M ของอินโดนีเซีย จำนวน 2 ลำ มาแล้ว โดยทำในลักษณะแลกเปลี่ยนสินค้าทางการเกษตร (ACCOUNT TRADE) แต่อินโดนีเซีย กลับส่งมอบเครื่องบิน ลำดังกล่าวช้ากว่ากำหนดถึง 12 เดือน โดยอ้างว่า "เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ" จึงไม่สามารถที่จะส่งมอบให้แก่ทางการไทยได้ทัน เจ้าของบริษัทเครื่องบินที่เป็นถึงรองประธานาธิบดีของอินโดนีเซียในสมัยนั้น ได้เดินทางมาประเทศไทย เพื่อ มาขอร้อง ไม่ให้ไทยปรับค่าเสียหายกรณีที่ส่งเครื่องบินช้ากว่ากำหนด ทางการไทยจึงยินยอม และเสนอเปลี่ยนค่าปรับจากเงินสด เป็นอะไหล่เครื่องบินแทน นอกจากนี้ อินโดนีเซียยังขอเข้ามาร่วมมือในอุตสาหกรรมการบินที่ (IAE) เคยทำสัญญากับ THAI AVIATION INDUSTRY (TAI) เมื่อวันที่ 12 เมษายน ในการซ่อมบำรุงเครื่องบินในระดับโรงงาน และพัฒนาเป็นการประกอบ เครื่องบิน ในประเทศไทยเอง โดยอาจซื้อเครื่องยนต์จาก ประเทศแถบยุโรป มาประกอบเอง ต่างหาก ซึ่งอินโดนีเซียยินดี ให้ความช่วยเหลือไทยอย่างเต็มที่ แหล่งข่าวให้เหตุผลสำคัญอีกประการที่กองทัพอากาศไม่ต้องการเครื่องบินรุ่นนี้ว่า กองทัพอากาศ มีเครื่องบินลำเลียงแบบ จี 222 อยู่แล้ว และหากมีงบประมาณซ่อมแซม ก็สามารถใช้ได้อีกยาวนาน ดังนั้น กองทัพจึงเห็นว่า ควรประหยัดงบประมาณ เพื่อช่วยเหลือชาติดีกว่าซื้อเครื่องบินลำดังกล่าวมาประจำการ เพราะยังไม่มีความจำเป็นมากนัก เขากล่าวว่า ถ้าจะซื้อจริงๆ น่าจะซื้อของจีนดีกว่า อีกทั้งประเทศอย่างบรูไน และมาเลเซีย ก็เลือกที่จะซื้อเครื่องรุ่นนี้โดยตรง จากประเทศสเปน มากกว่าที่จะมาซื้อจากอินโดนีเซีย ที่ผู้บริหาร ประเทศระดับสูง ไปเทคโอเวอร์กิจการเขามาอีกต่อหนึ่ง จึงเชื่อว่าไม่มีความสามารถ ในการผลิตและหาอะไหล่ได้เพียงพอในอนาคต "หากกองทัพอากาศจะจัดซื้อ เครื่องลำเลียง ขนาดกลาง มีความเป็นไปได้ที่จะซื้อ เครื่องบินคาซ่า แบบ CN 295 จาก ประเทศสเปน ที่มีความทันสมัยมากกว่ารุ่นที่อินโดนีเซียเสนอขาย หรือไม่ก็ซ่อมแซม เครื่องบิน จี 222 ที่ซื้อมาในสมัย ของ พล.อ.อ.เกษตร โรจนนิล อดีต ผบ.ทอ. ซึ่งสามารถประหยัด งบประมาณ ได้เยอะมาก" แหล่งข่าว ระบุ ด้าน นายทหารด้านยุทธการของกองทัพบก ให้ข้อมูลว่าขณะนี้กรมการขนส่งทหารบก (ขส.ทบ.) มีเครื่องบินลำเลียงแบบ คาซ่า-212 จำนวน 2 ลำ ที่ซื้อมาจากประเทศสเปนเมื่อ 11 ปีก่อนในราคา ประมาณลำละ 230 ล้านบาท โดยเป็นการซื้อในลักษณะผูกพัน 3 ปี พร้อมข้อตกลงเกี่ยวกับการซ่อมบำรุง และฝึกนักบิน เครื่องบินลำดังกล่าวเป็นเครื่องบินแบบอเนกประสงค์ ปฏิบัติภารกิจทั้งลำเลียงกำลังพล, ส่งเสบียง, กระโดดร่ม, ช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัย และการทำฝนหลวง "เครื่องบินรุ่นนี้ของอินโดนีเซียแม้จะมีโครงสร้างเหมือนเครื่องบินของสเปน แต่มีข้อจำกัด คือ อินโดนีเซียไม่ได้ ผลิตอะไหล่เอง โดยเครื่องยนต์และฐานรองตัวเครื่องต้องสั่งซื้อเข้ามา ดังนั้น หากซื้อมา จะเกิดปัญหา เรื่องการจัดซื้อ อะไหล่ที่ต้องเสียเวลาในการสั่งซื้อมาก และบางทีไทยอาจไม่จัดซื้อ ก็เป็นได้ เพราะตามข้อตกลงไม่ได้ทำกันถึงขั้นนั้น" แหล่งข่าว กล่าว แหล่งข่าว ระบุว่า สาเหตุที่การจัดซื้ออะไหล่ เป็นไปอย่างยากลำบาก เพราะบริษัท ที่ผลิตเครื่องบิน คาซ่าไม่ยอมทำให้ เพราะมี "ข้อตกลงลับ" ระหว่างอินโดนีเซียกับบริษัทคาซ่า ของประเทศสเปน ในขณะที่มีการปรับเปลี่ยน บริษัทคาซ่า ไปอยู่ในมือของบรรษัทข้ามชาติ... ทั้งนี้ ข้อด้อยอีกประการของเครื่องรุ่นนี้คือ เครื่องบินรุ่นนี้จะได้รับการอัพเกรดต่ำกว่าของประเทศสเปน เพราะบริษัท ของอินโดนีเซีย ไม่ได้ผลิตเอง แต่จะต้องไปซื้อของบริษัทข้ามชาติมาขายอีกต่อ "เรื่องนี้กองทัพต่อต้านมานาน ไม่ใช่ว่าเราจะนิยมของสเปน แต่ภาพรวมเมื่อจะต้องเลือกซื้อ เครื่องบินก็จะต้องเลือกซื้อให้ดี จะต้องคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก หากไม่ดีจะไปซื้อมาทำไม" นายทหารคนเดิม ชี้ให้เห็นข้ออุปสรรคสำคัญอีกข้อหากซื้อเครื่องรุ่นนี้มาประจำการว่า เครื่องรุ่นดังกล่าว มีขนาดใหญ่มาก โดยมีขนาดประมาณ 40 ที่นั่ง และเมื่อเทียบกับเครื่องบินคาซ่า แบบ CN 212-300 ทบ. ที่มีขนาดเพียง 19 ที่นั่ง หากจะจัดซื้ออะไหล่จะเกิดปัญหายุ่งยากอย่างมาก หากซื้ออะไหล่รุ่นนี้จะมีราคาแพงมาก เมื่อเทียบกับข้อตกลงที่ทำไว้ ซึ่งแต่เดิมบริษัทคาซ่า ผลิตอยู่ใน ประเทศสเปน แต่ตอนหลังได้เปลี่ยนไปเป็นบริษัทข้ามชาติ โดยเป็นการตั้งขึ้นมาแข่งกับบริษัท อาวุธของสหรัฐอเมริกาในภูมิภาคเอเชีย หากเราซื้อของเขาก็ถือว่าเสียเงินเปล่า เพราะมีความเสี่ยงสูงในระยะยาว" เมื่อถามว่า หากนำมาใช้ในปฏิบัติการ ฝนหลวง จะคุ้มค่าหรือไม่ นายทหารรายนี้ ตอบแบบ ไม่ต้องคิดเลยว่า "ถ้าซื้อเครื่องบิน มาทำฝนหลวง ปีหนึ่งไม่ได้ทำต่อเนื่องก็จะต้องจอดทิ้งเอาไว้เฉยๆ แต่ถ้านำงบประมาณ ที่จะซื้อ เครื่องรุ่นนี้ มาซ่อมบำรุง เครื่องบินแบบ จี 222 ของ ทอ. ที่อยู่ประมาณ 18 ลำ ก็จะมีประโยชน์มากกว่า และกองทัพอากาศ ก็มีแผนจะซื้อเครื่องบิน ของบราซิลอีกด้วย" ต้องติดตาม กันด้วยใจระทึกว่า "บทสรุป" การหารือระหว่างผู้นำ ทั้งสองประเทศจะลงเอยเช่นไร ไทยจะปลดล็อก ข้อสัญญาอย่างไร เพราะงานนี้มีเดิมพันเป็น "ความสัมพันธ์อันดี" ของทั้งสองประเทศที่มูลค่า "เครื่องบินลำเดียว" มิอาจเทียบได้
|
![]() ![]() |
|||||||||||||||||||||||
| ||||||||||||||||||||||||
![]() | ||||||||||||||||||||||||