สานพลังคนท้องถิ่น ยึดศาสตร์พระราชา “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ปฏิรูปตนเอง

ไลฟ์สไตล์   5 มี.ค. 2561

“สสส.มีแผนที่เรียกว่าแผนสุขภาวะชุมชนมา 8 ปี เป็นแผนที่เราเรียกว่าเป็นการปฏิรูปชุมชนให้มีความเข้มแข็ง เราเริ่มต้นการปฏิรูปชุมชนท้องถิ่นจากเรื่องง่ายๆ คือความเข้าใจตัวเราเอง เราเริ่มต้นจากการที่เราไปจัดเก็บข้อมูลด้วยตัวเอง จนเราเริ่มเข้าใจแล้วว่าชุมชนของเรามีปัญหาอะไร เราเริ่มค้นพบแล้วว่าสิ่งที่เรามองว่าเป็นปัญหา มันมีปัญหาที่เป็นปัญหายิ่งกว่า

เราเริ่มรู้สึกว่า เราอยากได้น้ำสะอาด เรารู้สึกว่าเราอยากได้อาหารปลอดภัยมากกว่าถนนคอนกรีตหรือสะพาน นั่นเป็นสิ่งที่บอกว่าเราเริ่มจะเข้าใจตัวเอง และเราเริ่มที่จะเข้าถึงปัญหาของตัวเราเองว่าเกิดจากสาเหตุอะไร เราเริ่มเข้าถึงทุนและศักยภาพที่เราคาดไม่ถึงว่าชุมชนของเราจะมีคนเก่ง เรามีทรัพยากร และมีอีกหลายอย่างที่เราไม่ได้เอามาใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเรา

เราเริ่มที่จะพัฒนาตัวเราเองโดยไม่จำเป็นต้องรอความช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จริงๆ คือศาสตร์ของพระราชา เข้าใจ เข้าถึงและพัฒนาตัวเอง ชุมชนในเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ทุกคนทำอย่างนี้มไม่ต่ำกว่าชุมชนละสามปี เราทำจนเห็นความเปลี่ยนแปลงได้ชัด อะไรที่ขาดเราทำให้มันเกิดขึ้นได้ด้วยตัวเราเอง อะไรที่ไม่ดีเราทำให้สิ่งนั้นหมดไปจากชุมชน สังคมของเราเองด้วยตัวของเราเอง

เราเริ่มพูดถึงคำแปลกๆ เช่น ชุมชนจัดการตนเอง ท้องถิ่นจัดการตนเอง ในความหมายคือเรามีศักยภาพที่จะแก้ปัญหาตัวเองได้นี่คือสิ่งที่เราเรียกว่าปฏิรูปแนวทางในการพัฒนาตนเอง”

นี่คือส่วนหนึ่งที่ถูกถ่ายทอด โดย ธวัชชัย ฟักอังกูร ประธานกรรมการบริหารแผน คณะที่ 3 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการรสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ท่ามกลางงานเสวนา “ปฏิรูประบบปฏิบัติการของชุมชนท้องถิ่นสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน” บนเวทีสานพลังชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง สู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อ 1 มีนาคมที่ผ่านมา

ข้อความดังกล่าวข้างบนนี้ อาจเป็นบทสรุปที่เห็นภาพมากที่สุดถึงเส้นทางการขับเคลื่อน “พลังจากฐานล่างสุดของประเทศ” ที่วันนี้ พวกเขาไม่เพียงลุกขึ้นมาจัดการตนเองได้ ภายใต้แนวปฏิบัติตามศาสตร์พระราชา หากชุมชนท้องถิ่นที่เข้าร่วมเครือข่ายชุมชนสุขภาวะ ที่มีกว่า 2,000 ตำบลทั่วประเทศเหล่านี้ได้กลายเป็นเครือข่ายฐานรากที่เข้มแข็งที่สุด ที่พร้อมเดินหน้าสู่ความยั่งยืนภายใต้ “เครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่

เครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ เป็นเครือข่ายซึ่งเกิดจากการร่วมแรงร่วมใจกันของสสส. โดยสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3)  และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ท้องที่ ตลอดจนภาคีเครือข่ายอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นภาคประชาสังคม องค์กรชุมชน องค์กรวิชาการและหน่วยงานภาครัฐ

ผลของการส่งเสริมให้ท้องถิ่นหันมาจัดการตนเองวันนี้ ทำให้เครือข่ายมีทุนที่เป็นแนวร่วม “ชุมชนสุขภาวะ” ที่วันนี้ทุกคนรวมตัวใน “เวทีสานพลังฯ “ ที่เป็นเสมือนศูนย์กลางของการสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้ร่วมกัน

โดยประธานกรรมการบริหารแผน คณะที่ 3 สสส. ยังเอ่ยว่าในยุคนี้ที่เรามองว่าเป็นยุคปฏิรูป หากเราดูการพัฒนาอย่างยั่งยืนของยูเอ็นที่เป็นเป้าหมายของโลก กับดูนโยบายสาธารณะที่เกิดจากพวกเราเอง จะเห็นว่ามันไม่ได้มีอะไรแตกต่างกันมากนัก

“เราเอาสิ่งที่เราเรียกว่าเราเข้าใจตัวเอง เข้าถึงตัวเองและพัฒนาตัวเองจากองค์กรท้องถิ่นกว่าพันแห่งมารวมกัน เพื่อแลกเปลี่ยน แนวทาง ซึ่งนี่คือสิ่งที่นักวิชาการบอกว่านี่ล่ะคือนโยบายสาธารณะที่เราคิดขึ้นเอง แล้วเราก็สรุปกันออกมาได้ 7+1

ซึ่งสิ่งเหล่านี้เกิดจากการระเบิดจากภายในของพวกเราโดยแท้ เกิดจากศาสตร์ของพระราชาโดยที่เราทำไปโดยไม่รู้ตัว เกิดจากการที่เราใช้ประสบการณ์แก้ไขปัญหาจนสำเร็จ เมื่อบวกกับกระบวนการทางวิชาการ ที่เข้ามาปรุงแต่ประสบการณ์ของเราไปจัดทำเป็นแหล่งเรียนรู้ เพื่อให้เรียนรู้ทั้งในชุมชนเราเองและนอกชุมชน

โดยต่อไปนี้คือระยะที่สองที่เราจะก้าวเดิน โดยเราจะใช้แนวทางตามยุทธศาสตร์เดิม แต่จะมีความเข้มข้นในทางวิชาการที่จะมาเป็นเครือข่ายและจะเข้ามาช่วยเหลือชุมชนในทางวิชาการในชุมชนตามภูมิภาคต่างๆ เพื่อนำมาสู่การแก้ไขปัญหาสังคม ประเทศ และโลก ที่ถ้าเราไม่ช่วยแก้ วันหนึ่งปัญหาก็จะย้อนกลับมาที่ตัวเราเอง”

ในเวทีเดียวกัน เสียงจากหลากหลายฝั่งตัวแทนภาคท้องถิ่น ผู้มีบทบาทเป็น “ทีมปฏิบัติและขับเคลื่อน” รับทั้งแนวทางและผ่านประสบการณ์ “ชุมชนจัดการตนเอง” โดยตรง ยังมาร่วมกันระดมความคิดในเสวนา “ร่วมขับเคลื่อนปฏิรูประบบปฏิบัติการของชุมชนท้องถิ่นสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน” ยิ่งตอกย้ำภาพความเข้มแข็งของภาคประชาชน ที่เกิดจากกระบวนการปฏิวัติและปฏิรูปตนเอง ผ่านยุทธศาสตร์ “เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา” หลักคิดตามแนวทางศาสตร์พระราชาที่พวกเขาต่างคุ้นเคย

“วันนี้ในชุมชนต่างตื่นตัว รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ในวันนี้เรามีการปรับตัว” กฤษฏ์ แก้วรักษ์ กรรมการสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทยให้ข้อมูล ทั้งยังมองว่า ความจริงแล้วชุมชนท้องถิ่นมีทรัพยากรธรรมชาติหรือทรัพยากรมนุษย์อุดมสมบูรณ์ แต่เราไม่ได้หยิบฉวยของที่เรามีมารวมกัน หรือมาใช้ แต่ในวันนี้อยากให้เราเห็นศักยภาพและความสำคัญของตัวเราเอง

“แต่ที่สำคัญเราต้อง พอ มีเหตุผลและมีภูมิคุ้มกันตัวเอง ถ้าปราศจากสิ่งเหล่านี้เราก็ต้องแบมือขอคนไปเรื่อย หรือรัฐบาลต้องหยิบยื่นให้ตลอด”

อีกหนึ่งแนวร่วม ตัวแทนจากพื้นที่ ธีรศักดิ์ พานิชวิทย์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหม้อ อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี ได้เปิดใจถึงแนวทางขับเคลื่อนว่าภาพในวันนี้รัฐบาลควรจะเห็นภาพอย่างนี้ให้มากขึ้น เพราะด้วยเหตุผลว่า การยกระดับคุณภาพชีวิตพื้นฐานควรยกบทบาทให้เป็นหน้าที่ของชุมชนท้องถิ่นร่วมกัน ไม่ใช่ส่วนกลางเป็นผู้ขับเคลื่อนองคาพยพฝ่ายเดียว เพราะประเทศไทยจะไม่หลุดกับดัก ประชาชนไม่ได้เป็นพลังส่วนหนึ่งของการพัฒนาประเทศ แต่ถูกมองว่าเป็นภาระของประเทศ สิ่งเหล่านี้อยากให้เห็นภาพให้ชัดว่าโลกเปลี่ยน ชุมชนก็เปลี่ยน ทุกวันนี้ศาสตร์พระราชาเป็นสำนึกพื้นฐานการใช้ชีวิตของคนในพื้นที่ไปแล้ว

สิ่งแรกที่เราต้องค้นหาให้ได้ว่าเราต้องการระดับไหนที่เรียกว่าเป็นคุณภาพชีวิตของชุมชนเรา สอง เมื่อเรารู้ตัวตนว่าเราจะยืนอยู่ตรงไหนแล้ว ผมว่าท้องถิ่นมีจุดแข็งอย่างหนึ่งคือเวทีพูดคุยกัน ผมคิดว่าคนเหล่านี้ต้องเข้ามาสร้างขบวนการจัดการ สาม ในวันนี้เรามีท้องถิ่นต้นแบบมากมาย ผมคิดว่าทั้งผมและท้องถิ่นจำนวนมากได้รับอานิสงห์จากสิ่งที่ สสส.ในเรื่องนี้คือการให้เราได้พบต้นแบบที่ดีๆ

นอกจากนี้ การที่ท้องถิ่นได้มาทำงานร่วมกับ สสส. มันเปลี่ยนความรู้สึกว่าวันนี้ผมไม่ได้เป็นนักการเมืองที่มุ่งผลประโยชน์ด้านความพึงพอใจของฐานเสียง แต่เป็นนักประสานและบริหารประโยชน์ของชุมชนมากกว่า ที่มีประชาชนเป็นตัวตั้ง

ชุมชนจะเข้มแข็งหรือยั่งยืนคือเราต้องทำให้คนเราก้าวข้ามความเหลื่อมล้ำให้ได้ ทุกคนต้องมีจุดเริ่มต้นที่เท่ากันก่อน ผมคิดว่ารัฐบาลพยายามทำสิ่งเหล่านี้ แต่เราอยากสร้างแนวคิดใหม่ว่าวันนี้การที่จะทำให้ความยั่งยืนชุมชนท้องถิ่นเกิดขึ้น ผมคิดว่าเราต้องหยุดใส่ความอ่อนแอให้ประชาชนมากขึ้น” นายก อบต.บ้านหม้อเอ่ย

 

 


เปิดอ่าน 334